สองทุ่ม สิบเจ็ดนาที
นาฬิกาข้อมือ นาฬิกาหน้าจอมือถือ และทานากะ โคคิบอกคาซึยะอย่างนั้น ทั้งที่ตอนนี้มันเลยเวลาอาหารเย็นมากว่าหนึ่งชั่วโมงแล้ว ทำไมคนที่นัดไว้ว่าจะเจอกันเย็นวันนี้ถึงยังไม่ยอมกลับบ้าน อาคานิชิ จินยังทำธุระติดพันอยู่ที่สำนักงานใหญ่ของเครืออาคานิชิ และไม่มีแม้แต่เสียงโทรศัพท์ส่งข่าวมาแจ้ง คาซึยะละอยากรู้นักว่าคนที่เพิ่งถูกลอบยิง บาดแผลยังไม่ทันหายดีจะมีงานอะไรให้ทำมากมาย
“คุณหนูทานข้าวเถอะค่ะ เลยเวลามานานแล้วนะคะ”
“ผมยังไม่หิวเลยครับป้า ก่อนจะออกมาจากบ้านโน้น ผมเพิ่งทานของว่างมา” ป้าจิเอะมองคุณหนูที่นอนหน้าหงอยแล้วก็ให้สงสาร มานอนหนุนตักแล้วมองฟ้ามองดาวแบบนี้เหมือนคุณชายตอนเด็กห้าขวบไม่ผิด
“คุณชายเธองานยุ่งค่ะ ไม่รู้ได้ทานข้าวทานปลาหรือยัง”
“เขาอาจจะลืมก็ได้นะครับ เหมือนกับที่เขาลืมหลายๆ เรื่อง” บางทีอาจจะลืมไปแล้วว่าคาซึยะจะกลับวันนี้ แต่ก็ช่างเถอะ มันไม่สำคัญว่าใครจะจำใครจะลืม เรื่องของใครของมัน คาซึยะไม่สนใจแล้ว อีกวันเดียวมหาวิทยาลัยก็จะเปิดเรียนตามปกติ คาซึยะก็จะกลับไปใช้ชีวิตเหมือนเดิม ตื่นไปเรียน เจอเพื่อนฝูง ไปเที่ยวกันตามประสานิสิตนักศึกษา จากนั้นก็กลับบ้าน นั่งทำงานในห้องของตัวเอง แล้วก็นอน ไม่ต้องเจอหน้าเจ้าของบ้านบ่อยๆ เหมือนช่วงที่ผ่านมา น่าสบายใจกว่ากันเยอะ
“กลับมาแล้ว”
เสียงป้าจิเอะคงไม่ห้าวจนทำให้คาซึยะสะดุ้งได้ เด็กหนุ่มผุดลุกขึ้นนั่งเมื่อหันไปเจอร่างสูงใหญ่ยืนอยู่ทางปลายเท้า อาคานิชิ จินกลับมาแล้ว
“กลับมาแล้วหรือคะคุณชาย คุณเรียว หิวไหมคะ ป้าจะให้เด็กจัดสำรับให้”
“ผมขออาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน เรียวนายจะทานเลยไหม”
“ไม่ครับ ผมยังอิ่มอยู่ ขออาบน้ำแล้วนอนเลยดีกว่า วันนี้เหนื่อยเหมือนจะแยกร่างได้” ดีจริง เลขาฯ บริษัทนี้บ่นต่อหน้าเจ้านายได้ด้วย ร่างเล็กนั่งกรอกตามองท่านผู้มีอำนาจเขาคุยกันจนแยกกันไปพักผ่อน แล้วก็มีบางท่านที่หันมามองคาซึยะทิ้งท้าย ก่อนจะปลีกตัวไปทางหอนอนของตน
“คุณหนู ช่วยไปดูคุณชายให้ป้าทีนะคะ”
“ดู ดูทำไมครับ”
“ก็ดูว่าเธอต้องการอะไรน่ะสิคะ ไปค่ะ หัดไว้”
“ผมไม่เข้าใจ หัดอะไร ทำไมต้องหัดครับ” ป้าจิเอะหัวเราะน้อยๆ ดันหลังคาซึยะให้เดินตามร่างสูงไป ไม่ยอมฟังคำทักท้วงใดๆ ทั้งสิ้น หญิงสูงวัยปลีกตัวเร้นหายไปในเงาสลัว ทิ้งให้คาซึยะต้องยืนจ้องตากับประตูห้องนอนของท่านเจ้าบ้านตามลำพัง ไม่เห็นเข้าใจเลย อาคานิชิ จินจะมีอะไรให้เขาดู ทำไมต้องหัดต้องสอน คาซึยะคิดพลางให้เสียงเจ้าของห้องแล้วเลื่อนเปิดเข้าไป
“มีอะไร” เสียงทุ้มดังมาจากหลังฉากกั้น เงาลางๆ บอกให้รู้ว่าอาคานิชิ จินกำลังถอดเสื้อ คาซึยะเบือนหน้าหนีทั้งที่ไม่จำเป็น ตอบไปตามตรงว่า... “ไม่ทราบสิครับ ป้าจิเอะให้ผมมาหาคุณ”
“เข้ามาในนี้สิ” ท่านสั่งแล้วก็ยืนนิ่งรอ พอคุณชายคนเล็กยื่นหน้าเข้าไป ร่างสูงก็หันกลับมาหา เชิดหน้าขึ้นนิดๆ
“กระดุมมันติด แกะให้หน่อยได้ไหม”
อยากจะบอกว่าไม่ได้แต่บทเรียนมันสอนให้จำว่าเขาไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ คาซึยะก้าวเข้าไปใกล้ ข่มใจไม่ให้กลัวหรือรู้สึกกับภาพที่เห็นตรงหน้า พอมายืนเทียบกันอย่างนี้แล้วยิ่งเห็นได้ชัดว่าอาคานิชิ จินได้เปรียบกว่าเขาในทุกทาง คนตรงหน้าตัวสูงจนระดับสายตาของคาซึยะตกมาอยู่ที่ปลายคางสาก ไหล่หนากว้างกว่าเขาเกือบเท่าตัว และที่สำคัญ ผู้ชายคนนี้ให้บรรยากาศการคุกคามอันน่าเกรงขามได้แม้กระทั่งเวลาที่ไม่พูด ดูเหมือนว่าคาซึยะจะขาดตรงจุดนี้แหละ
เอ๊ะ หรือนี่จะเป็นเรื่องที่เขาควรจะ หัด ในความหมายของป้าจิเอะ
“กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่”
แพขนตาสีเข้มไหวระริกยามถูกลมหายใจร้อนผ่าวรินรดชิดใกล้ คาซึยะก้มหน้างุดเมื่ออาคานิชิ จินชี้นิ้วให้เขาริดกระดุมเม็ดที่เหลือออกให้หมด สมองน้อยๆ คิดทบทวนคำถามอยู่อึดใจกว่าจะหาคำตอบให้คนตัวสูงได้
“ห้าโมงครับ”
“โคคิไปรับใช่ไหม”
“ครับ”
“ผู้ปกครองเธอว่าอะไรหรือเปล่า”
“ไม่ว่าครับ”
“เป็นอะไร”
“ใครครับ”
“เธอไง เป็นอะไร ทำท่าเหมือนลูกหมาถูกทิ้ง” ใครเป็นลูกหมากัน! คาซึยะเป็นถึงคุณชายคาเมนาชินะ ใบหน้าเรียวยื่นง้ำ ชำเลืองมองคนว่าเหมือนจะค้อน หากพอเสื้อเชิ้ตสีอ่อนแยกสาบออกจากกัน คุณชายตัวบางก็เผลออุทานเสียงพร่า ผ้าพันแผลสีขาวสะอาดพันรอบเอวสอบไว้แน่นหนา ห้าวันหลังเหตุการณ์นั้นไม่ได้ทำให้ภาพรอยเลือดสีแดงฉานลบเลือนไปจากความทรงจำของคาซึยะเลย มือเล็กสั่นจนเห็นได้ชัดยามค่อยๆ วางปลายนิ้วลงตรงตำแหน่งที่เป็นบาดแผล ส่งเสียงถามทั้งที่ยังไม่เงยหน้า
“เจ็บไหมครับ”
“พอรู้สึก” เสียงนุ่มบอกชิดหน้าผากมน คาซึยะทำไมไม่ฉุกใจคิดบ้างเลยนะว่าห้องตั้งกว้างแต่ทำไมพวกเขาทั้งสองต้องมายืนเบียดกันจนชิดแบบนี้ ชิดมากเกินไป พอช้อนใบหน้าขึ้นอีกครั้ง ดวงตาคมกริบของคนตัวโตจึงได้อยู่ใกล้จนคาซึยะมองเห็นสีหน้าตื่นๆ ของตัวเองจากลูกแก้วสีสนิมเหล็กคู่นั้น
“เป็นห่วงฉันหรือ...”
“เปล่า ผม...แค่อยากรู้”
“อยากรู้เพราะสนใจ สนใจก็เพราะห่วง เธอเป็นห่วงฉัน ฉันพูดถูกไหม” คนตัวเล็กย่นจมูก พูดเข้าข้างตัวเองเก่งที่สุดในโลกเลยเถอะมาเฟียคนนี้ “คนอย่างผมไม่มีสิทธิ์ไปห่วงท่านเจ้าบ้านอาคานิชิหรอกครับ มันไม่สมควร”
“พูดดีๆ สิ”
ตัวเองนั่นแหละที่ต้องพูดดีๆ แล้วก็ทำดีๆ ด้วย มันเรื่องอะไรมากอดคาซึยะไว้แบบนี้ ร่างเขาถูกสองแขนสอดรัดรอบเอว เหมือนขังไว้ในปลอกเหล็กแน่นหนา ตรงหน้าเป็นกำแพงมนุษย์ที่ใช้อกกว้างปิดทางเขาไว้ อย่าคิดว่าตื่นเต้นแล้วคาซึยะจะไม่รู้ตัวนะ ดวงตาคู่เล็กเขม้นมอง ประกาศความเก้อเขินผ่านดวงตาพราวระยับ
“ปล่อยครับ”
“น้ำหนักเท่าไหร่ ทำไมตัวเล็กนัก” ฟ้าจะถล่ม นึกคึกอะไรของเค้านะ ร้อยวันพันปีไม่เคยเห็นสนใจว่าคาซึยะจะอ้วนจะผอม คาซึยะไม่รู้จะตอบอย่างไรให้มันกลายเป็นเรื่องไกลตัว มือบางดันอกหนาออกห่าง ยืนตัวจะแอ่นอยู่แล้ว อีกคนก็ยังแกล้งเอาหน้ามาใกล้ไม่ลดละ โอย คาซึยะอยากจะหายตัวได้
“อาคานิชิซัง คือ...คือว่า....พรุ่งนี้....มหาวิทยาลัยจะเปิดเรียนตามปกติแล้ว ผมไปเรียนได้ไหมครับ”
“พรุ่งนี้แล้วหรือ...” แทบจะถอนใจโล่งอกเมื่ออาคานิชิ จินยอมสนใจเรื่องใหม่ตามไปด้วย เด็กหนุ่มถือโอกาสที่เจ้าของร่างสูงนิ่วหน้าคิด ดันตัวเองออกจากอ้อมแขนนั้นจนสำเร็จ หลุดมาได้ก็ถอยมาเสียห้าก้าว
“ครับ ผมต้องไปเรียนต่อแล้ว” ร่างสูงหันหน้าเข้าหาตู้เสื้อผ้าที่ซ่อนอยู่ในผนัง เลือกเอายูคาตะตัวแรกมาตวัดสวมทับร่าง
“ถ้าอย่างนั้นก็ให้โคคิไปรับไปส่งก็แล้วกัน”
“ไม่เป็นไรครับ ผมไปเองได้ ไม่อยากรบกวนทานากะซัง”
“มันเป็นหน้าที่ของเขาอยู่แล้ว”
“ผมไปได้จริงๆ นะครับ”
“เลือกเอาคาเมนาชิ จะไปเรียนโดยให้โคคิไปรับส่ง หรือ จะอยู่บ้านเรียนจัดดอกไม้ ฉันยอมให้แค่สองข้อนี้เท่านั้น” ไม่ต้องเสียเวลาสงสัยเลยว่าคาซึยะจะเลือกข้อไหน พูดให้ถูกคือคาซึยะไม่มีสิทธิ์เลือกตั้งแต่แรกแล้วต่างหากล่ะ
“น่าอิจฉาจังเลยน้า...”
คนตัวเล็กหันไปมองคนพูดช้าๆ ฮิโรกิกำลังนั่งเท้าคาง ทำตาพราว ดูท่าทางกำลังเคลิบเคลิ้มกับอะไรบางอย่างอยู่แน่ๆ “มีเรื่องอะไรให้น่าอิจฉาหรือฮิโระ”
“ทำเป็นถามนะคนเรา ก็คาเมะนั่นแหละที่น่าอิจฉา”
“ฮิโระจะมาอิจฉาเราเรื่องอะไร” ลองทบทวนดูแล้ว ชีวิตคาซึยะกับฮิโรกิก็คล้ายคลึงกัน ฐานะเท่าเทียม เรียนที่เดียวกัน ไม่เห็นจะมีอะไรที่คาซึยะมีแล้วฮิโรกิขาดเลยสักอย่าง
“ไม่ต้องมาทำหน้างง มีผู้ชายแสนดี สมบูรณ์แบบอย่างคุณอาของเรามาคอยเป็นห่วงเป็นใย แค่นี้ก็น่าอิจฉาเกินพอแล้วครับคุณชาย ดูสิ อยู่บ้านเดียวกันแค่สองอาทิตย์ยังเป็นเอามากขนาดนี้ ไม่ต้องคิดเลยว่าอีกสองเดือนจะเป็นยังไง มีหวังคาเมะชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้แน่นอน”
นี่ถ้าไม่ติดว่าเป็นเพื่อนรักจะเอาสันสารานุกรมทุบหัวให้จริงๆ ด้วย
“แต่เราว่า ฮิโระนั่นแหละที่เป็นเอามาก”
“โหย เรื่องอะไรมาว่าเรา แซวแค่นี้ก็ต้องเขินทำตาดุด้วย”
“เราไม่ได้เขิน”
“แล้วคนไม่เขินจะหน้าแดงทำไมเอ่ย” แค่ทำเสียงเล็กเสียงน้อยไม่สะใจ ต้องมีการเอียงคอไปมา ทำตาพราวประกอบการล้อเลียนไปด้วย คาซึยะเมินหน้าหนี เถียงกับฮิโรกิน่ะไม่มีวันชนะหรอก ยิ่งพูดจะยิ่งเสียเปรียบ เหมือนที่คาซึยะกำลังเป็นอยู่ตอนนี้ ว่าแต่...เขาหน้าแดงอย่างที่เพื่อนรักพูดจริงๆ น่ะหรือ
“ถ้าอย่างนั้นต่อไปนี้ทุกเช้าและเย็นคาซึยะจะต้องกลับไปทานข้าวกับคุณอาที่บ้าน แบบนี้พวกเราก็ไปเฮกันหลังเลิกเรียนเหมือนเก่าไม่ได้แล้วสิ” คนหน้าสวยเพิ่งนึกข้อเสียออก หลังจากนั่งดีอกดีใจมานาน คาซึยะยิ้มเยื้อน บอกเสียงใส “ฮิโระลองขอดูสิ เผื่อจะอนุญาต”
“ไม่เอาดีกว่า ขัดคอคู่รัก บาปหนัก”
“ฮิโรกิ” เหมือนกันไม่ผิดเพี้ยน ทั้งอาทั้งหลาน เผลอเปิดช่องให้หน่อยไม่ได้ต้องสวนกลับ คาซึยะฮึดฮัด ปิดประเด็นด้วยการหันมาสนใจงานที่อาจารย์เพิ่งแจกมาตอนชั่วโมงเช้าของการเรียน นั่งรอยามะพีได้ไม่นาน ชายหนุ่มก็เดินหน้ามึนมาแต่ไกล พิษไข้หวัดทำให้ยามาชิตะ โทโมฮิสะหน้ามึนไม่สนใจโลกหนักยิ่งกว่าเดิม เรียกว่าตลอดระยะทางที่อยู่ในสายตาคาซึยะนั้นมีสาวน้อยสาวใหญ่รวมไปถึงหนุ่มน้อยคอยทักทายและทอดไมตรีให้ไม่ขาด แต่เพื่อนตาโตของเขาก็เพียงแค่พยักหน้าทักทาย หนักเข้าก็เร่งฝีเท้าผ่าน ทำเป็นมองไม่เห็นเสียเลย
“ช้า หิวจนจะย่อยตัวเองกินแทนข้าวแล้วนะ”
“อย่าเพิ่งเลย เก็บเอาไว้ให้ใครบางคนกินเถอะ” ยามะพีตอบจบก็คว้าขวดชาสำเร็จรูปมากรอกปาก ใช้หลังมือปาดรอยเปื้อนออกจากมุมปากด้วยมาดที่แมนผิดหน้าตาไปไกล “ฉันปวดหัว วันนี้จะกลับก่อนนะ”
“เป็นอะไรมากหรือเปล่า ปวดหัวมากเลยหรือยามะ”
“เอาเรื่องอยู่เหมือนกัน สามชั่วโมงเช้าฉันเรียนไม่รู้เรื่องเลย อาจารย์พูดอะไรไม่รู้ไม่เข้าหัว”
“ถ้าอย่างนั้นก็กลับพร้อมกันเลย คลาสบ่ายของพวกฉันอาจารย์ไม่มา คาเมะว่าไง จะกลับด้วยกันหรือจะรอให้โคคิมารับ” คาเมะลดมือที่อังหน้าผากยามะลง บอกพลางเก็บข้าวของของตัวเอง “เรากลับกับฮิโระด้วยดีกว่า แล้วตอนเย็นค่อย...โทรให้ทานากะซังไปรับที่บ้านใหญ่ ทั้งสองคนสะดวกให้เราไปด้วยไหม”
“ยิ่งกว่าสะดวกเสียอีก คุณตาเราอยากเห็นหน้าลูกชายคนใหม่จะแย่อยู่แล้ว”
“อะไรนะ” ฮิโรกิอมยิ้มกรุ้มกริ่ม ไม่ยอมขยายความเสียอย่างนั้น ยามะพีเองก็ชักอาการหนัก ขืนมานั่งฟังทั้งสองคนเล่นต่อปากต่อคำกันอีกมีหวังเขาได้ล้มพับก่อนถึงรถแน่ ชายหนุ่มกระตุกมือคาซึยะ ลากให้เดินตามไปทันที
“ไปเถอะ ฉันโทรบอกลุงคาซาม่าตั้งแต่ตอนออกจากห้องเมื่อกี้ ป่านนี้คงใกล้ถึงแล้ว”
คาซึยะกับฮิโรกิใช้เวลาตลอดช่วงบ่ายอยู่ในห้องยามะพี หัวหน้าแม่บ้านของบ้านนี้ทำงานได้น่าประทับใจตั้งแต่การต้อนรับเจ้านายรุ่นเยาว์ลงจากรถจนถึงขนมนมเนยที่เตรียมไว้ เมื่อท่านเจ้าบ้านและบรรดาผู้ใหญ่คนอื่นๆ ไม่มีใครอยู่ เด็กหนุ่มทั้งสามจึงปลีกตัวขึ้นห้อง นั่งทานของว่างและทำงานไปเรื่อยๆ มีบางครั้งที่ยามะพีถึงกับคลานไปนอนบนเตียง แต่หลับตาได้ไม่นานก็ต้องลุกขึ้นมาสมาคมกับเพื่อนรักอีกสองคนต่อ คาซึยะสนุกกับการอ่านประวัติศาสตร์ศิลปะตะวันตกและดูรูปสถาปัตยกรรมจนลืมดูเวลา มารู้สึกตัวอีกทีเมื่อโทรศัพท์ยามะพีดังขึ้น (ดูเหมือนจะเป็นเพื่อนร่วมชั้นที่โทรมาถามไถ่อาการด้วยความเป็นห่วง) พอเห็นยามะพีโทรศัพท์คาซึยะก็ฉุกใจนึกขึ้นได้ว่า เขาปิดเครื่องเอาไว้ตั้งแต่เข้าเรียนภาคเช้า แล้วถึงตอนนี้.....หกโมงเย็นแล้ว คาซึยะยังไม่ได้เปิดเครื่องเลย
“แย่แล้ว ลืมโทรบอกทานากะซังด้วยสิ” คนตัวเล็กหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดเครื่อง พอระบบพร้อมสายแรกก็เรียกเข้ามาทันที คาซึยะเห็นเป็นเบอร์ไม่คุ้นตาแต่ฮิโรกิที่ยื่นหน้าเข้ามาดูกลับร้องเอ๊ะ
“เบอร์เรียวจังนี่นา โทรมาหาคาเมะทำไม” คาซึยะยิ้มกริ่ม
“ทำไมจะโทรไม่ได้ล่ะ หรือฮิโระไม่อยากให้โทร”
“ไม่ใช่สักหน่อย รีบรับสิ เผื่อมีเรื่องสำคัญ” ฮิโรกิลุ้นจนยามะพีพลอยเงยหน้าจากหมอน คอยลุ้นตามด้วย คาซึยะกดรับสายด้วยน้ำเสียงสดใส แต่พอคุยไปๆ รอยยิ้มชักจะจางลง...จางลง สุดท้ายเมื่อวางสาย คนตัวเล็กก็ถอนใจเฮือกใหญ่ สีหน้ายุ่งยากใจจนฮิโรกิรอให้เล่าเองไม่ได้
“มีเรื่องอะไร เรียวจังโทรมาทำไมหรือคาเมะ”
“คุณเรียวโทรมาบอกว่าตอนนี้อยู่หน้าคณะน่ะ ไปรับเรา”
“อ้าว ไม่รู้หรือว่าคาเมะจังมารอที่บ้านใหญ่”
“ความผิดเราเองแหละ เราลืมโทรบอกทานากะซัง แล้วก็ยังลืมเปิดเครื่องอีก ดูเหมือนว่าจะไปรอนานแล้วด้วย”
“แล้วทำไมไม่โทรหาเราหรือยามะล่ะ”
“พวกเขาคิดว่าพวกเราเรียนอยู่เลยรอ ไปถึงตั้งแต่สี่โมงตอนนี้ก็หกโมง สองชั่วโมงเต็ม แย่แล้วอ่ะฮิโระ เราแย่แน่ๆ เลย” ฮิโรกิสั่นหน้าไปมา บอกอย่างมั่นใจว่า “ไม่เป็นไร เดี๋ยวเราคุยให้ เรียวจังไม่ว่าหรอก”
“เรียวจังของฮิโระน่ะเราไม่ค่อยกังวลเท่าไหร่ แต่....คุณอาของฮิโระนี่สิ เราไม่รู้จะแก้ตัวยังไงดี” คราวนี้แม้แต่ยามะพีก็ยังสะดุ้งเสียงของญาติผู้น้อง
“ว่าไงนะ คุณอา อย่างนั้นเหรอ!”
คาซึยะพยักหน้า ยืนยันคำตอบด้วยสีหน้าที่หนักใจมากขึ้นอีกสองเท่า
รถของอาคานิชิ จินแล่นเข้าบ้านมาพร้อมๆ กับที่ฮิโรกิ ยามะพีเดินนำคาซึยะลงมาชั้นล่างพอดี คนทั้งห้าเผชิญหน้ากันตรงห้องโถงกลางบ้าน ตอนแรกนั้นคาซึยะคิดว่าเขาจะโดนตำหนิที่แหกกฎของอาคานิชิ จินตั้งแต่วันแรก แต่ปรากฏว่านอกจากตอบรับการทักทายของหลานชายทั้งสองแล้ว อาคานิชิ จินก็ไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องที่ต้องไปรอเขาถึงสองชั่วโมงสักคำ ชายหนุ่มนิ่งและขรึมเสียจนคาซึยะรู้สึกผิด
“ฉันจะขึ้นไปพักบนห้องนะ วันนี้เราทานข้าวเย็นกันที่บ้านนี้ก็แล้วกัน”
“ถ้าอย่างนั้น ผมทำกับข้าวให้นะครับคุณอา”
“ตามใจ นายก็ไปพักได้แล้วเรียว” สั่งเลขาฯ คนสนิทแล้วก็แยกตัวไปทางห้องนอนปีกขวา คาซึยะรู้ตัวดีเลยล่ะว่าเขากำลังโดนเมิน เมินแบบจงใจให้รู้ว่าเมินด้วย
“รู้สึกแย่”
“อย่าคิดมากน่าคาเมะ เราไม่ได้ตั้งใจจะทำให้พวกผู้ใหญ่รอนะ ทางโน้นเองก็ไม่ยอมโทรมาบอกก่อน ถ้าจะผิดมันก็ผิดทั้งสองฝ่ายนั่นแหละ”
“ใช่ ฉันผิดเองที่ไม่โทรหาคาเมนาชิหรือพวกเธอก่อน แต่ฉันอยากให้เธอรู้นะคาเมนาชิว่าสองชั่วโมงที่ต้องไปนั่งรอมันควรจะเป็นเวลาสะสางงานที่กองเต็มโต๊ะหรือเวลาพักผ่อนของคุณชาย แต่คุณชายก็ยังสละเวลาตรงนี้ไปรับเธอ ไม่ต้องถามเหตุผลกับฉันนะ ถ้าอยากรู้ก็ไปถามคุณชายเอง”
“เรียวจัง พูดจาใจร้ายเกินไปแล้วนะ” นิชิกิโดโดนเสียงเฉียบติงเข้าเต็มหน้าเลยคว้ากระเป๋าเดินดุ่มๆ ไปทางห้องพักของตัวเองบ้าง ฮิโรกิออกอาการเหวอแต่พริบตาต่อมาร่างโปร่งก็ก้าวยาวๆ ตามไปทางเดียวกัน ตอนนี้จึงเหลือแค่คาซึยะที่ยืนกลุ้มใจกับยามาพีที่กำลังอมยิ้มไม่มีความร้อนใจเหมือนเดิม
“ฉันว่าคาเมะขึ้นไปคุยกับคุณอาหน่อยก็ดีนะ ถึงเราจะไม่ได้ตั้งใจแต่เราก็ทำให้ผู้ใหญ่ต้องรอ”
“เราควรจะทำอย่างนั้นหรือยามะ”
“ควรสิ คุณอาใจดี ง้อหน่อยเดี๋ยวก็ดีด้วยแล้ว” นั่นแหละประเด็น ทำไมเขาจะต้องเป็นคนเข้าหา คาซึยะไม่เคยเรียนวิชาการง้อมาเฟียมาก่อน เกิดลองทำแล้วผิดพลาด คาซึยะจะเจ็บเองไหมล่ะ “อย่าลืมสิว่าพวกเราตั้งใจจะทำอะไร คาเมะรอเวลาที่จะทำให้คุณอารักอยู่ไม่ใช่หรือ รักจนยอมทุกอย่าง จนสามารถทำให้คุณอาเจ็บปวดได้ ถึงตอนนั้นคาเมะจะเอาคืนกี่สิบเท่าก็ทำได้สบายอยู่แล้ว แต่ถ้าไม่เริ่มทำตั้งแต่ตอนนี้แล้วเมื่อไหร่สิ่งที่คิดไว้จะเป็นจริง”
เหตุผลของว่าที่ทนายความหนุ่มดันหลังคาเมะให้มาหยุดหน้าบานประตูสีน้ำตาล สาวใช้คนหนึ่งเดินผ่านมาเจอเขายืนนิ่งอยู่หน้าห้องนอนคุณชายคนเล็กของบ้านก็ทำหน้าแปลกใจ คาซึยะไม่อยากอยู่ให้ใครสงสัยอีกนานเลยเคาะประตูบานนั้นตามจังหวะสากล รออึดใจเดียวก็ได้ยินเสียงฝีเท้าย่ำมาใกล้หากคนข้างในยังไม่ยอมเปิดประตู
“อาคานิชิซัง ผมมีเรื่องจะพูดด้วย เปิดประตูให้ผมหน่อยได้ไหมครับ”
“ฉันอยากพักผ่อน” เล่นตัว คนเขามาง้อถึงห้องยังทำท่ามากอีก แม้ในใจจะนึกขุ่นเคืองแต่น้ำเสียงอ่อนใสยังคงระดับความนุ่มนวลไว้ไม่จาง
“ผมรบกวนเวลาไม่นานหรอกครับ สัญญา”
เสียงคลายล็อคดังให้พอใจชื้น คาซึยะหันไปยิ้มให้สาวใช้ที่ยืนสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ แทรกตัวเข้าห้องไปพร้อมจังหวะหัวใจที่เต้นเร็วขึ้นอีกระดับหนึ่ง ร่างบอบบางมาหยุดยืนเคว้งตรงกลางห้อง ห้องนอนกว้างห้องนี้ไม่ใช่ห้องที่คาซึยะเคยมาอาศัยนอนพักเมื่อคราวงานเลี้ยงต้อนรับ มันกว้างกว่ามาก มีห้องนอนแยกเป็นสัดส่วนจากห้องทำงาน คุณชายสำรวจมาจบตรงชุดโซฟาสีแดงเลือดนกแล้วก็ลอบถอนใจ อย่างน้อยก็ไม่ใช่ที่เกิดเหตุล่ะ
“มีอะไรก็ว่ามา ฉันไม่มีเวลามาก”
เสียงห้าวลอยมาจากประตูที่เชื่อมไปถึงห้องนอน ร่างสูงในชุดสูทครบชุดยืนพิงร่างกับกรอบประตู หรี่ตามองแขกด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึกเช่นเคย คาซึยะยึดเอาพนักโซฟาเป็นที่มั่น เรียกเอาความมั่นใจให้ตัวเอง เอ่ยเสียงอ่อน
“ผมขอโทษที่...ทำให้คุณเสียเวลา”
“ไม่เป็นไร แค่นี้ใช่ไหม”
แค่นี้หรือเปล่าล่ะคาซึยะ จุดประสงค์ที่เข้ามาในห้องนี้น่ะก็เพื่อพูดคำขอโทษ...หรือมากกว่านั้น ถ้าแค่อย่างแรกนายก็ควรจะกลับออกไปได้แล้ว แต่ถ้ามันไม่ใช่ก็ใจกล้าหน่อย คุณชายตัวเล็กคิดยังไม่ทันจบร่างสูงก็เดินหายเข้าไปในเขตห้องนอนเสียแล้ว คาซึยะสั่งตัวเองให้ตามเข้าไป ชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็นอาคานิชิ จินกำลังถอดเสื้อตัวนอกอยู่หน้ากระจกบานสูง แต่คาซึยะมีเวลาให้ลังเลใจไม่มาก คิดเอาไว้สิคาซึยะ คิดถึงความตั้งใจของนายเอาไว้
กลั้นใจเดินไปหยุดข้างคนตัวสูง เงาที่สะท้อนจากกระจกคาซึยะเห็นได้ชัดเลยว่า เขากำลังหน้าแดงก่ำ ลองวางมือลงบนท่อนแขนแกร่งเมื่ออีกฝ่ายไม่มีท่าทีว่าจะปัดทิ้งก็ออกแรงรั้งให้คนตัวสูงกว่าหันมาหา
“คุณ....โกรธผมหรือครับ” อาคานิชิ จินไม่พูด ใช้แค่สายตามองตอบเช่นเคย
“ผมไม่ได้ตั้งใจจะทำให้คุณต้องลำบาก อย่าโกรธผมเลยนะครับ”
“ถ้าฉันโกรธแล้วมันจะสำคัญอะไรล่ะ เธอสนใจด้วยหรือคาเมนาชิ” เสียงทุ้มลดระดับความกระด้างลงมามาก มากพอที่จะทำให้คาซึยะกล้าเลื่อนมือขึ้นเพื่อปลดเนคไทออกให้พ้นช่วงคอหนา ปลายนิ้วสีชมพูอ่อนแกะกระดุมให้จินทีละเม็ด
“ผมไม่สบายใจ ผม...ไม่รู้ แต่ผมไม่อยากให้คุณโกรธ มันทำให้ผม....หายใจลำบาก”
“เธอก็กำลังทำให้ฉันหายใจลำบาก”
“ครับ?”
ปลายนิ้วเล็กแข็งค้างในท่าเดิมเมื่อมันถูกคนตัวสูงรวบเอาไว้ด้วยมือเพียงข้างเดียว อีกข้างอาคานิชิ จินสอดมันรวบร่างบางกดแผ่นหลังเล็กให้คาซึยะเบียดเข้าหาร่างเขา ฝ่ายเสียเปรียบทั้งรูปร่างและกำลังใจหยุดหายใจโดยไม่รู้ตัว มองดวงหน้าคมคายที่โน้มลงมาหาเหมือนคนสิ้นไร้เรี่ยวแรง
“คาเมนาชิ” โอย แขนขาคาซึยะจะกลายเป็นวุ้นแล้ว ใครก็ได้ช่วยบอกอาคานิชิ จินเอาหน้าไปห่างๆ เขาที
“คุณ...แผลของคุณ....”
“ฉันไม่เป็นไร”
“แต่ว่า....”
“คาซึยะ”
“..........”
คุณชายตัวเล็กครางเสียงสั่น คนร้ายกาจ จะมาเรียกชื่ออะไรตอนนี้ แค่ยืนเอาแผ่นอกมาแนบอก คาซึยะก็จะแย่อยู่แล้ว มาทำเสียงแหบข้างหูแบบนี้กะจะไม่ให้เขาได้หายใจกันเลยหรืออย่างไร มือน้อยบีบเข้าหากันจนเป็นรอยแดง คาซึยะทำไปโดยไม่รู้ตัวแต่ดูเหมือนอาคานิชิ จินจะรู้ ชายหนุ่มจุดยิ้มบาง กดริมฝีปากแตะซับลงบนหลังมือเล็กทั้งที่ยังประสานสายตากับเจ้าของมือไม่คลาดไปสักวินาที
“มือเล็กแค่นี้ แต่ทำไม....พิษร้ายแรงนักนะ”
“เวลาเธอแตะลงตรงนี้ หรือตรงนี้ แค่ผ่านเนื้อผ้า....” เขาจับมือบางสัมผัสไปทั่วแผ่นอกกว้าง กระซิบเสียงต่ำ “มันทำให้ฉันคิดอะไรไม่ออก หายใจลำบาก เธอ...เป็นเหมือนกันหรือเปล่า คาซึยะ”
ทั้งที่เอ่ยถามแต่กลับมารอฟังคำตอบ มาเฟียหนุ่มจับร่างเล็กพลิกครั้งเดียว แผ่นหลังคาซึยะก็กดทับลงบนบานกระจกเย็นเฉียบ ริมฝีปากอิ่มเต็มหมดสิทธิ์ประท้วง เสียงครางแว่วหวาน อาจจะเป็นเสียงเดียวที่อาคานิชิ จินอนุญาตให้คุณชายตัวเล็กครางเร่งเร้าให้จูบเร่าร้อนนั้นทวีความร้อนแรงมากยิ่งขึ้น
กลีบเนื้อนุ่มหยุ่นบดเบียดเรียวปากบางอย่างกระหายหิว คาซึยะไม่มีวันเดาถูกหรอกว่าตลอดเวลาที่ได้อยู่ใกล้ชิดกันนั้น อาคานิชิ จินต้องสะกดกลั้นความปรารถนาในเรือนร่างสวยงามนี้ไว้อย่างยากลำบากเพียงใด หลายครั้งที่ความทรมานมันตามติดไปถึงในความฝัน หลายครั้งที่เกือบจะทนไม่ไหวกระชากคนตัวเล็กเข้ามาบดจูบให้สาสมกับความต้องการที่คุกรุ่นในอก นานนัก...ในความรู้สึกของคนที่ต้องอดทน เมื่อทุกอย่างกำลังสมดังหวัง คาซึยะคงไม่คิดว่าจินจะหยุดง่ายๆ แค่จูบเดียว
“...คุณ...อาคานิชิซัง ผม...อื้อ...ผมหายใจไม่ออก”
อาคานิชิ จินปิดการรับรู้ทุกทางไปแล้วหรืออย่างไร คาซึยะยืนตัวอ่อน หายใจหอบแทบเป็นควันลอยกรุ่นอยู่แบบนี้แล้ว เขายังไม่ยอมหยุด ความกรุณาของมาเฟียใจร้ายมีเพียงการเบี่ยงริมฝีปากพอให้คาซึยะได้หลุดเสียงทัดทานอันไร้ประโยชน์ จากนั้นกลีบปากสีเลือดก็รุกราน ดูดกลืนความอ่อนเดียงสาจากร่างน้อยจนคาซึยะคิดว่าตัวเองจะหมดลมหายใจเสียแล้ว
ทุกอย่างดูเลื่อนลอย เหมือนอยู่ในความฝัน คาซึยะรู้สึกเหมือนร่างกายนี้จะไม่ใช่ของเขาอีกต่อไป แค่เสียงกระซิบแผ่วๆ จากคนตัวสูง คาซึยะก็เคลื่อนไหวตามคำขอนั้นอย่างว่าง่าย แผ่นหลังบางเอนลงบนผ้านวมหนานุ่ม ด้านบนเป็นเรือนร่างสูงใหญ่ที่เหลือเพียงกางเกงสีเข้มตัวเดียวปกปิดเรือนกาย ผิวกายสีขาวจัดซับแรงอารมณ์จนขึ้นสีระเรื่อไม่ต่างกับผิวเนื้อเนียน
“อาคานิชิซัง...”
“จิน ฉันอยากให้เธอเรียกชื่อนี้”
“...คุณจิน....”
น่ารักจนต้องให้รางวัลเป็นจูบที่หวานจนแทบสำลัก จินไม่อยากหยุดจูบปากบางๆ นี่เลยแต่ทั่วทั้งร่างน้อยล้วนน่าปรารถนาไปเสียสิ้น ปาก คอ คิ้ว คาง และผิวกายเนียนละเอียด เสียงครางสั่นสะอื้น ความไร้เดียงสาที่ทำให้ใจเขาหวิวไหว จินไม่อยากให้ตัวเองพลาด เขาต้องจับจอง เขาต้องเป็นเจ้าของ ร่องรอยสีแดงเข้มคือสิ่งที่เขาอยากประกาศไว้ว่าคาซึยะเป็นของอาคานิชิ จินคนนี้แล้ว
เสื้อเชิ้ตตัวเล็กเลื่อนหลุดไปจากไหล่บางพร้อมกับฟันคมที่กดย้ำลงบนซอกคออ่อนไหว ผิวกายชื้นเหงื่อเสียดสีกันรุนแรง เร้าอารมณ์ ริมฝีปากฉ่ำแดงควานหากันจนพบอีกครั้ง...และอีกครั้ง ทุกอย่างมันมาไกลเกินกว่าจะหยุดได้แล้ว
...นอกจากฉันคนนี้ ไม่เคยมีใครกอดเธอใช่ไหม...
...บอกฉันสิ คาซึยะ...
...ไม่มีครับ ไม่เคยมี...
.
.
.
เหนื่อยจนไม่เหลือแรงหายใจ แต่ก็สุข...จนล้น
คุณชายตัวเล็กครางเสียงพร่า เขาเพิ่งถูกประคองร่างให้นอนลงบนเตียงเมื่อไม่กี่วินาทีที่ผ่านมา ตั้งใจจะหลับหนีความอายแต่คนใจร้ายยังแกล้งมาคร่อมทับ จูบเอาจูบเอาแบบนี้ คาซึยะจะแกล้งหลับได้ยังไงล่ะ
“เด็กดี อย่าเพิ่งหลับสิ”
“ผมง่วงแล้ว”
“คุยกันก่อน” เลี่ยงไม่ได้ก็จำต้องเปิดเปลือกตาขึ้นอย่างจำใจ มองหน้าหล่อๆ นั่นได้ไม่เต็มตาเลยเลื่อนสายตาไปทั่ว และก็มาสะดุดที่เอวหนา
“แผลคุณ....” รอยเปื้อนสีแดงเข้มขยายวงกว้างมากกว่าเดิม คาซึยะใจเสียจนลืมความอาย หากอาคานิชิ จินยิ้มเจ้าเล่ห์ ปัดริมฝีปากกับหน้าผากมน กระซิบเสียงพร่า “นี่ขนาดให้เธอ ช่วย แล้ว แผลยังเปิดอีกจนได้”
“อย่าพูดนะ.....” อายจนเกินคำว่าอาย ตั้งใจจะลุกหนี คราวนี้กลับกลายเป็นคาซึยะเองที่เข่าอ่อน ทรุดลงบนอกคนชอบเอาเปรียบอีกรอบ
“ตอนนี้คงต้องห่วงแผลตัวเองแล้วล่ะ คาซึยะ”
“ปล่อยครับ ผม...อยากอาบน้ำ”
“ไปไหวหรือ”
“ไหวครับ ถ้าคุณยอมหลับตา ห้ามมอง ห้ามพูดอะไรทั้งนั้น” เงื่อนไขน่ารักสุดใจเรียกเสียงหัวเราะจากคนฟังได้อีกครั้ง ร่างสูงลุกจากเตียงทั้งที่ไม่มีเสื้อผ้าติดตัวสักชิ้น เล่นเอาคนตัวเล็กตาโตจนลืมบอกตัวเองให้หลับตาอย่างที่ควร มาเฟียหนุ่มตวัดเสื้อคลุมสวมก่อนจะถืออีกตัวติดมือมายื่นให้คนนั่งห่อตัวกลมอยู่กลางเตียง
“อาบน้ำก่อน แล้วค่อยลงไปทานข้าวหรือจะทานในห้องนี้” ปลายนิ้วเรียวเกลี่ยขนแมวสีเข้มให้พ้นใบหน้าใส คาซึยะเพลินกับการเอาใจเล็กๆ จนเผลอมองตาแป๋ว แบบนี้หรือเปล่านะ คุณอาที่แสนจะใจดีของฮิโระ
“มองอะไรแบบนั้น”
“คุณจินครับ เรา...กลับไปทานที่บ้านโน้นได้ไหมครับ”
“ทำไม”
“ผม...ไม่ค่อยสะดวก” หรือจะพูดให้ถูกคือ คาซึยะกลัวทำหน้าไม่ถูกเวลาถูกเพื่อนรักมอง หายเข้าห้องคุณชายอาคานิชิมาตั้งนานสองนาน ตั้งแต่โพล้เพล้จนตอนนี้ฟ้ามืดแล้ว ออกไปตอนนี้ต้องโดนจับตัวซักแน่นอน คาซึยะไม่ได้เตรียมคำตอบไว้ กลัวตัวเองเผลอหลุดเรื่องบางเรื่องให้ฮิโรกิกับยามะพีรู้ก่อนเวลาอันควร
“ตามใจ แต่ฮิโรกิจะยอมหรือไม่ยอม ข้อนี้ฉันไม่รับรองนะ”
“นั่นสินะ ฮิโระลงมือเตรียมมื้อค่ำเองแบบนี้ ไม่มีทางยอมให้ใครหนีกลับง่ายๆ แน่ แล้วเรื่องที่คุณบอกว่าจะคุยละครับ เรื่องอะไร” ถามพลางปัดมือซนที่คอยแต่จะป้วนเปี้ยนแถวสายรัดเสื้อคลุม เผลอใจไปครั้งเดียวก็เกินพอแล้ว การเอาคืนอาคานิชิ จินทำให้คาซึยะต้องลงทุนแบบเปลืองตัวอย่างที่ไม่เคยคิดจะทำมาก่อนเลยในชีวิตนี้
“ฉันอยากให้เธอสัญญา”
“สัญญา เรื่องอะไรครับ”
“ทุกครั้งที่ต้องออกจากบ้าน ไม่ว่าจะไปเรียนหรือไปเที่ยว อย่าไปคนเดียว ถ้าไม่ได้ไปกับฉันก็ต้องมีเรียว โคคิ หรือคนที่ฉันสั่งไว้ไปด้วยเสมอ เธอสัญญาได้ไหมว่าจะทำตาม”
“ทำไมครับ ผมรู้สึกว่าคุณจะซีเรียสกับเรื่องนี้จังเลย ตั้งแต่สั่งกักบริเวณผมแล้ว” เห็นคนตัวสูงลังเลที่จะตอบ คาซึยะก็ยิ่งจ้องเขม็ง “ถ้าไม่ตอบ ผมก็ไม่สัญญา”
“ฉันทำเพื่อความปลอดภัยของเธอนะ แผลที่ถูกยิงนี่มันมีที่มาที่ไป ฉันไม่อยากให้เธอตกเป็นเป้าหมายของไอ้เลวพวกนั้น เกิดเธอเป็นอะไรไป ฉัน.....ฉันจะตอบอุเอดะว่ายังไง”
“ก็ตอบว่าผมดื้อเอง”
“คาซึยะ” สุดท้ายคุณก็ห่วงแค่ข้อตกลงทางธุรกิจเท่านั้น
“คุณอย่ากังวลเลยครับ ผมไม่ใช่คนสำคัญอะไร ศัตรูคุณคงไม่หลงมาทำร้ายหรอก”
“เธอเป็นคนของอาคานิชิ เป็นของฉัน เท่านี้ก็มีเหตุผลมากพอที่พวกมันจะเล่นงานเธอแล้ว สัญญาสิคาซึยะ อย่าทำให้ฉันกังวล อย่าไปไหนโดยไม่บอกเหมือนวันนี้อีก” สิ่งที่เรียกว่าความรู้สึกผิดแล่นจู่โจมจนเจ็บแปลบไปทั้งร่าง ถ้าการกระทำที่อาคานิชิ จินแสดงออกต่อเขามันคือความเป็นห่วงอย่างจริงใจ แล้วสิ่งที่คาซึยะกำลังทำอยู่ตอนนี้ มันคืออะไร
ทรยศ หักหลัง หรือหลอกลวง
“รับปากสิ”
คุณชายคาเมนาชิไม่กล้าแม้แต่จะสบตากับคนตัวโต เสียงตอบรับแผ่วเบาได้รับรางวัลเป็นรอยยิ้มน่ามอง คาซึยะเกลือกแก้มกับอกกว้าง บางสิ่งที่ซุกซ่อนอยู่ในส่วนลึกสุดของใจกำลังเรียกร้องหาอิสรภาพอย่างเงียบงัน
ยูยะก้าวลงจากรถพร้อมรอยยิ้มสดใส การไปลงเรียนศิลปะทำให้เขาคลายความเบื่อหน่ายในช่วงบ่ายของแต่ละวันได้อย่างดีเยี่ยม เด็กชายมาถึงตัวตึกได้ก็กวาดตามองไปรอบๆ เป็นอันดับแรก มันเป็นกิจวัตรประจำวันของยูยะไปเสียแล้วที่จะสำรวจก่อนเข้าบ้านว่ายามาชิตะ โทโมฮิสะอยู่แถวนั้นหรือเปล่า ถ้าบางวันโชคดีมากหน่อย อีกฝ่ายจะกลับบ้านดึก ไม่ทานอาหารค่ำที่บ้าน ยูยะก็จะทางสะดวกไม่ต้องปั้นหน้านิ่งหรือทนปะทะคารมกับไอ้ทนายปากจัดนั่น แต่ถ้าวันไหนโชคร้าย...อย่างวันนี้ ก็ต้องทำเป็นมองไม่เห็นหรือไม่ก็ต้องจำใจทน
“กลับมาแล้วหรือ” วันนี้ยามาชิตะเปิดก่อน ยูยะไม่อยากต่อความยาวจึงทำเพียงแต่ครางรับ
“คุณอามาทานข้าวเย็นด้วยนะ”
“จริงหรือ!”
ตาวาว เสียงใส แล้วก็ดีใจจนยามะขัดหูขัดตา ชายหนุ่มวางหนังสือลง ก้าวเข้าดักหน้าเมื่อเจ้าตัวเล็กทำท่าจะเผ่นไปทางปีกขวาของบ้าน
“หลีก ฉันจะไปหาคุณจิน”
“คุณอากำลังพักผ่อนอยู่ นายไม่ควรรบกวน”
“ฉันไม่ได้กวน แค่จะไปทักทายเท่านั้น”
“คุณอาหลับอยู่ นายจะไปทักทายกับบานประตูหรือไงเทโงชิ บอกให้ฟังกันบ้าง ฉันไม่ชอบคนพูดไม่ฟังเห็นแล้วพาลหงุดหงิด” คนตัวเล็กกว่าร้องเหอะ เท้าเอว เอียงคอเถียงไม่ยอมแพ้
“นั่นมันเรื่องของนาย ฉันไม่สนใจ” เค้นเสียงใส่ตาโตๆ แล้วก็ผลักไหล่หนาจนคนเพิ่งหายป่วยเซ แค่นยิ้มตบท้ายแล้วก็ผละไป
“คุณอากำลังอยู่กับคาเมะ อยากเข้าไปขัดคอก็เชิญ”
“คาเมนาชิก็มาด้วยหรือ มาทำไม” น้ำเสียงเคลือบแคลงสงสัย และแววตาที่บอกชัดว่าไม่ชอบใจ ทำให้ยามะปัดกลิ่นหอมของแป้งเด็กให้พ้นไปจากความคิดอย่างไม่อาวรณ์
“เขาเป็นเพื่อนฉัน เป็นคู่หมายของคุณอา เขาอยากจะมาที่นี่ มาเมื่อไหร่ มาทำอะไร เขาก็มีสิทธิ์ มีมากกว่านายด้วยซ้ำเทโงชิ”
“.....ก็คงถูกของนาย.....ฉันมันคนอาศัย ไม่มีสิทธิ์ ไม่มี...”
“ยูยะ กลับมาแล้วหรือ เรียนไปถึงไหนแล้วเรา”
ละอองใสที่ฉายบังหน่วยตาสีเข้มหายวับไปทันทีที่เทโงชิ ยูยะปิดเปลือกตาลง เมื่อเด็กชายลืมตาอีกครั้ง ยามะเห็นเพียงแค่รอยแดงระเรื่อและแพขนตาที่เกาะกันเป็นกระจุกเท่านั้น เจ้าของผิวสีน้ำผึ้งยืนมองร่างเล็กหันไปทักทายฮิโรกิกับเรียวโดยไม่ได้พาตัวเองเข้าไปมีส่วนร่วมในกลุ่มนั้นด้วย
ยามะพีให้เวลาหัวใจได้สำรวจความเสียหายของมันเพียงครู่เดียวก่อนจะเดินออกมาจากห้องรับแขก กลับขึ้นห้องโดยไม่สนใจใครอีก
Fanismz ::: โปรดติดตามตอนต่อไป
วันนี้ไล่ลงถึงตอน 16 นะคะ เท่ากับที่ลงในมิดไนท์ตอนล่าสุดค่ะ
หนังสือปิดจองวันนี้พอดีเลย ขอบคุณพี่น้องทุกคนที่สนับสนุน วิวาห์จำยอม
ถ้าทราบกำหนดรับหนังสือแน่นอนแล้ว แฟนนิสจะมาแจ้งอีกครั้ง
ส่วนใครที่จองไม่ทัน อาจจะมีพิมพ์เผื่อจำนวนหนึ่งซึ่งคงต้องลุ้นไปซื้อที่หน้าร้านเอาเอง ราคาเท่ากับการจองค่ะ
ขอบคุณค่ะ ^^
edit @ 29 Sep 2008 15:27:01 by Fanismz