เสียงเจื้อยแจ้วราวกับนกแก้วทั้งฝูงแตกรังนับว่าเป็นสิ่งปกติของโรงเรียนอนุบาลแห่งนี้อย่างที่สุด โดยเฉพาะในเช้าวันจันทร์หลังจากโรงเรียนหยุดไปถึงสองวัน นักเรียนตัวจ้อยทั้งหลายต่างมีเรื่องราวมาคุยอวดกันอย่างไม่มีใครยอมใคร ครั้นเมื่อมองจากวงนอกจะเห็นว่ากลุ่มใหญ่สุดและเสียงดังสุดแลจะไม่พ้นกลุ่มที่มีหัวโจกเป็นลำโพงตัวกลมที่กำลังนั่งไกวชิงช้าโดยมีลูกสมุนนั่งล้อมรอบอยู่ไม่ห่าง รอบๆนั้นเต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่มีอายุไม่เกินห้าขวบจับจองเป็นเจ้าของแทบทุกตารางเมตรของห้องเรียนพิเศษที่เป็นลานหญ้ากว้างใต้ร่มไม้ใหญ่ในมุมหนึ่งของอาณาเขตของโรงเรียนหรูแห่งนี้
เสียงแจ๋วๆของเด็กชายตัวอ้วนเงียบกริบลงทันทีที่ตาคมกริบแลปราดมาเห็นคุณครูคนสวยเดินยิ้มเข้าไปใกล้พร้อมตะกร้าใบใหญ่ จินจินขยับปากสองสามคำ เด็กชายตัวสูงเจ้าของตาเป็นขีดก็ยิ้มกว้างรีบลุกวิ่งเข้ามาหา อาสาเสียงใส
“ผมช่วยถือนะครับ คุณครู”
“ขอบใจมากจ้ะ จุนโนะสุเกะคุงใจดีจังเลยนะ”
คำชมของครูสาวสร้างความปลาบปลื้มให้เด็กชายไม่น้อย เจ้าตัวยิ้มอย่างภาคภูมิใจ
“จินจินเขาบอกให้ผมมาช่วยครูครับ เขาบอกว่าผมแข็งแรงที่สุดในกลุ่ม” คุณครูฟังแล้วก็ร้องอ๋อในใจ ฉลาดนัก เข้าใจใช้เพื่อนนะ พ่อตัวร้าย
“ดีมากจ้ะ คนเราควรมีน้ำใจต่อกัน เอาล่ะ เด็กๆทุกคนเข้ามารวมกันตรงนี้จ้ะ วันนี้เราจะมาวาดรูปกันนะ ไหน มีใครชอบเรียนวาดรูปบ้างจ้ะ”
เด็กน้อยหลายคนชูมือกันสลอน หนึ่งในนั้นก็มีแขนอวบขาวจัดของเด็กชายอาคานิชิอยู่ด้วย คุณครูมิโดริยิ้มหวาน ให้โอกาสเด็กชายคนแรกที่ยกมือขึ้นตอบก่อน
“จินจินชอบวาดรูปอะไรจ้ะ”
“รูปรถฉะ-ปอตครับ”
เกิดเสียงฮือฮาตามหลังคำตอบนั้นทันที เด็กน้อยทั้งหลายพากันเบิกตากว้าง ทำปากห่อ แล้วก็แข่งกันถามเจ้าเด็กอ้วนอย่างตื่นเต้น แหม มันเท่ออกไม่ใช่เหรอ จินจินวาดรูปรถได้ ทั้งที่ในกลุ่มอนุบาลหนึ่งนี้น่ะ ใครวาดรูปดอกไม้ หรือ คนมีแขนได้นี่ก็เก๋แล้วอ่ะ นี่มันรูปรถฉะ-ปอตเชียวนะ!
เสียงเด็กๆร้องขอให้เพื่อนคนเก่งสอนตัวเองบ้างดังเซ็งแซ่จนอาจารย์สาวต้องรีบปราม เธอให้โอกาสเด็กคนอื่นๆได้ตอบคำถามจนครบทุกคนแล้วจึงแจกตะกร้าใบเล็กให้ตัวแทนกลุ่มไปคนละใบ ข้างในนั้นบรรจุอุปกรณ์การเรียนอันขาดไม่ได้คือสีเทียนสารพัดสี เธอแจกสมุดวาดเขียนให้ทุกคนครบพอดีเมื่อมีเพื่อนอาจารย์คนหนึ่งเดินเข้ามาหา
“มาถึงแล้วหรือคะ” คุณครูคนนั้นพยักหน้าตอบยิ้มๆ คุณครูมิโดริจึงหันมาสั่งงานง่ายๆกับนักเรียนตัวร้ายทั้งหลาย เธอสำทับให้อาคานิชิ จินจิน ช่วยดูแลเพื่อนๆในชั้นแล้วจึงเดินกลับเข้าไปในตัวบ้านหรืออาคารเรียนพร้อมเพื่อนอาจารย์คนเดิม
จินจินกำลังสอนจุนโนะสุเกะเติมล้อหลังรถสปอร์ตสีแดงแจ๊ดด้วยสีดำ และภาพของตัวเองก็ยังวาดไปไม่ถึงครึ่งคุณครูมิโดริก็กลับมา แต่คราวนี้ คุณครูจูงเด็กคนหนึ่งกลับมาด้วย ไอ้เด็กอ้วนมันขมวดคิ้วฉับทันทีที่เห็นร่างเล็กผิวขาวจัดเดินต้อยๆตามคุณครูคนสวยเข้ามาหยุดตรงหน้า มันเปลี่ยนจากนั่งขัดสมาธิเป็นลุกขึ้นยืนเต็มความสูง มองตาเรียวของอีกฝ่ายอย่างสงสัยแกมใคร่รู้
“เอาล่ะจ้ะทุกคน วางสีในมือลงแล้วก็หันมาทางนี้ก่อนนะจ้ะ”
นักเรียนส่วนใหญ่เชื่อฟังเป็นอย่างดี คุณครูมิโดริยิ้มหวาน ย่อตัวลงให้เสมอกับเด็กชายตัวเล็กที่กุมมือเธอแน่น
“ตั้งแต่วันนี้ไป เราจะมีเพื่อนใหม่เข้ามาเรียนกับพวกเรานะจ้ะ คาซึจังแนะนำตัวได้เลยจ้ะ”
“สวัสดี เราชื่อ คาเมนาชิ คาซึริ ชื่อเล่น คาซึจัง ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะ”
เสียงเล็กแนะนำตัวอย่างฉะฉาน เรียบง่าย แถมด้วยการแจกรอยยิ้มใสให้เพื่อนใหม่ได้รับกันแบบถ้วนหน้า ทุกคนยิ้มตอบยกเว้นอยู่เพียงคนเดียวที่ยังยืนทำหน้าตึง จ้องคาซึจังอย่างเอาเป็นเอาตาย เด็กชายตัวเล็กสนใจมองมันแค่แวบเดียวแล้วก็หันใสมองคุณครูเหมือนจะถาม
“จินจินเป็นหัวหน้าห้องจ้ะ คาซึจังเพิ่งย้ายเข้ามาอาจยังไม่รู้อะไรหลายอย่าง ถ้าครูไม่อยู่ก็ถามจินจินหรือเพื่อนคนอื่นๆได้ พวกเราจะช่วยครูดูแลเพื่อนได้ไหมจ้ะ” เธอถามเสียงหวาน เด็กน้อยทั้งหลายก็รับคำได้ครับได้ค่ะกันเป็นแถว
“ดีมาก เมื่อกี้เรากำลังเรียนเรื่องอะไรนะ มีใครพอจะบอกเพื่อนได้บ้างจ้ะ”
“เรากำลังวาดรูปกันค่ะ”
“เก่งมากจ้ะคอนคอน ถ้าอย่างนั้นคุณครูฝากให้คาซึจังอยู่กลุ่มเดียวกันกับคอนคอนเลยนะจ้ะ”
“ได้ค่ะ มาเถอะ คาซึจัง มาวาดรูปกัน”
เด็กหญิงตากลมแก้มป่องยิ้มโชว์ฟันขาว กระตือรือร้นเข้ามาจูงมือเพื่อนใหม่ให้เดินตามไปยังใต้ต้นไม้ใหญ่อย่างเป็นมิตร คาซึริยิ้มน้อยๆ เดินตามไปโดยไม่ลืมเหลือบตามองเจ้าของร่างอ้วนกลมแว่บหนึ่ง ไอ่อ้วนมันคงยังตกใจไม่หายที่เห็นคาซึริอยู่ที่นี่ เหอะ ใครจะสนใจล่ะ เราเองก็ไม่ได้อยากย้ายโรงเรียนหรอกอยู่ที่เก่าสนุกกว่ากันเยอะ มีเรื่องกลับมาเล่าให้คาเมะจังฟังแทบทุกวัน เรียนที่นี่จะสนุกเท่าที่เก่าหรือเปล่าก็ไม่รู้เลย
เด็กชายเม้มปาก ตวัดตามองไปทางกลุ่มใหญ่ที่สุดของห้องอีกครั้ง
คาเมะจังไม่เห็นบอกเลยว่าจะต้องมาเรียนที่เดียวกับไอ้ปากบวมนั่น!
เสียงหัวเราะแผ่วเบาของคนข้างตัวเรียกความสนใจของคนตัวขาวไปได้อย่างหมดสิ้น ตาคมกริบลอบมองรอยยิ้มสดชื่นที่พราวเต็มใบหน้าเรียวแล้วก็แทบอดใจไม่อยู่ อยากรู้ต้นเหตุของความรื่นรมย์นั้นขึ้นมาจนเผละจะถามครั้งแล้วครั้งเล่าหากก็ยังยั้งใจได้ทัน จนเมื่อประธานหนุ่มเลี้ยวรถเข้าสู่ถนนเส้นเล็กที่มุ่งไปสู่บ้านหลังใหญ่ของตน คาซึยะก็เปรยขึ้นเบาๆ
“มีอะไรหรือครับคุณจิน”
“คาซึยะอารมณ์ดี”
“ครับ”
“บอกกันบ้างสิ”
“อยากรู้จริงหรือครับ”
จินยิ้มรับ เร่งเร้าคำตอบด้วยสายตาแน่วนิ่ง คาเมะกรอกตามองแนวต้นไม้สีเขียวสดที่รถกำลังแล่นผ่านก่อนจะบอกเสียงนุ่ม
“ก็อารมณ์ดีที่อะไรๆก็เป็นไปอย่างที่คิด”
“เช่นเรื่องอะไรบ้างล่ะ” ชายหนุ่มมองดวงตาเรียวที่ปลายกลับมาแล้วอดไม่ได้ที่จะคาดหวังถึงคำตอบจากกลีบปากสีอ่อนตรงหน้า ก็ถ้านึกเดาจากนิสัยคาซึยะคนเดิมแล้วล่ะก็จะต้องหาทางวกเข้ามาพูดจาสองแง่สามง่ามให้จินคิดไปไกลอีกแน่
((( Ring Tone )))
ก่อนที่เขาจะได้คำตอบที่ต้องการ เสียงเรียกเข้าเป็นเพลงแปลกหูก็ดังขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน คาเมะหรี่ตาลงเล็กน้อย เอ่ยขอโทษเสียงเบา หยิบเจ้าโทรศัพท์เครื่องเล็กออกมาเปิดดู
“ครับ.....ไม่......แบบนั้นคงดีกว่า.........โอเค........”
เด็กหนุ่มพับอุปกรณ์สื่อสารเก็บในตำแหน่งเดิมของมัน แล้วก็หันมายิ้มตาหยี
“เมื่อกี้ คุณจินถามว่าอะไรนะครับ”
“คุณจินถามว่า คาซึยะอารมณ์ดีเพราะเรื่องอะไร” คนตัวเล็กยกปลายนิ้วขึ้นลูบริมฝีปากเผลอๆ ร่องรอยของความจริงจังที่น้อยครั้งเจ้าตัวจะหลุดมาให้เห็นปรากฏจางๆจนจินแปลกใจ
“หรือคุณจินอยากรู้เรื่องที่ไม่ควรรู้ไปซะแล้ว”
คนตัวเล็กหัวเราะ กระชับเสื้อตัวนอกให้รัดกุมแล้วก็เลยกอดตัวเองไว้เช่นนั้น
“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกครับ มัน....มีหลายเรื่อง เรื่องเรียน เรื่องงาน เรื่องทางบ้าน”
“แค่นั้นเองหรือ”
“แค่นี้ก็มากเกินพอแล้วครับ”
“นั่นสินะ”
ประธานหนุ่มรับคำเสียงแผ่ว น่าแปลกที่คราวนี้เจ้าตัวกลับทิ้งโอกาสที่จินเป็นคนเปิดให้เสียเอง แบบไม่มีการเสียดายเสียด้วย ร่างเล็กกอดอกแน่นเอนศีรษะพิงกระจกรถมองออกไปด้านนอก จะเป็นการเก็บรายละเอียดเกินไปหรือเปล่า ถ้าหากจินจะบอกว่าเขามองเห็นบางอย่างที่แปลกไปในตัวเด็กผู้ชายคนนี้
ตลอดบทสนทนาของวันนี้ คาซึยะแทบจะไม่สบตาเขาอยู่แล้ว
แต่หลังจากรับสายเมื่อกี้ คาซึยะก็ไม่ยอมมองสบตาจินอีกเลย
ถ้าอยากรู้ว่าใครคือคนที่โทรมา จินจะผิดไหม
“จินจินๆ ข่าวใหญ่ๆ”
เสียงเพื่อนสนิทคนหนึ่งในกลุ่มร้องเรียกมาตั้งแต่ยังอยู่ห่างตั้งสามเมตร จินจินหันไปมองแล้วก็มองเลยไปในระยะไม่เกินเจ็ดเมตรอันเป็นที่ตั้งของกลุ่มมหาอำนาจกลุ่มใหม่ที่ก่อตั้งขึ้นในเวลาไม่ถึงชั่วโมงโดยมีหัวหน้าเป็นเจ้าเม็ดก๋วยจี๋คู่แค้นเก่าของจินจินเอง
“สุดยอดเลยจินจิน”
“อะไรสุดยอด”
“รูปวาดของคาซึจังน่ะสิ รู้ไหมเค้าวาดอะไรได้”
“วาดอะไร”
“คาซึจังวาดรูปพิซซ่าได้” แค่นั้นก็ทำเอาพุงป่องๆของเจ้าหัวหน้าก๊วนกระตุกหุบเข้าโดยไม่ได้ตั้งใจ สายตาของพลพรรคทุกคู่ไม่เว้นแม้แต่เด็กชายอาคานิชิเองพุ่งไปที่ใบหน้าของเด็กชายฟุมิโตะเป็นตาเดียว
“ว่าไงนะ พิซซ่าอย่างงั้นเรอะ”
“ใช่ พิซซ่าสารพัดหน้าเลย ใครอยากได้หน้าไหนคาซึจังก็วาดให้ได้หมด ตอนนี้กำลังสอนคอนคอนวาดหน้าฮาวายเอี้ยนอยู่ หวา....ฉันอยากได้เปบเปอร์เรโซจังเลยน๊า”
“นายวาดเป็นไหมจินจิน”
จุนโนะสุเกะผู้เทิดทูนลูกพี่ใหญ่แบบเหนือหัวเหนือเกล้าหันมามองด้วยดวงตาพราวระยับ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจินจินจะต้องลากเสียงตอบว่าได้ดังทุกครั้ง แต่ก็ต้องผิดหวังเมื่อจินจินเอาแต่เม้มปากแน่น แถมยังทำตาดุตอบกลับมาอีกแน่ะ
ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของอาคานิชิ จินทุบแท่งสีในมือลงกับพื้นอย่างไม่สบอารมณ์ หนอย มันจะมากไปแล้วนะเว้ย ถือว่าบ้านตัวเองเป็นร้านขนมหรือไงถึงได้มาอวดเก่งวาดรูปแข่งกับจินจินแบบนี้ ( หมูพาล ) ไอ้ตัวอ้วนผุดลุกขึ้นด้วยความทุลักทุเล แล้วก็เดินตบเท้าตรงเข้าไปยังเป้าหมายอย่างฉุนจัด
“ไหนขอดูหน่อยซิ รูปพิซซ่าน่ะ”
มันร้องบอกออกไปแบบไม่เจาะจง และเพราะคนตัวเล็กกำลังก้มหน้าก้มตาลงสีในรูปตรงหน้าตัวเองเลยไม่มีเวลาหันมาสนใจมัน เด็กหญิงอาซามิจึงยื่นกระดาษของตัวเองให้ดูอย่างมีน้ำใจ
“ของคอนคอนเป็นรูปพิซซ่าสองชิ้นด้วยนะจินจิน”
จินจินรับมาดูก่อนจะเบ้ปากด้วยท่าทางกวนสุดฤทธิ์ มันดูจนพอใจแล้วจึงคืนให้อาซามิจัง อดที่จะยอมรับไม่ได้ว่า ไอ่ตัวเล็กนี่มันก็วาดออกมาซะน่ากินเลยเว้ย แต่เรื่องอะไรจะชมออกไปตรงๆ ของแค่นี้ ลูกผู้ชายรุ่นนี้แล้วเค้าไม่บ้าเห่อไปด้วยหรอก
“จินจินอยากได้บ้างไหม” เอริรินถามเสียงแจ๋ว แต่เจ้าตัวดีกลับเบะปากใส่
“ไม่ เราเคยกินตั้งบ่อยแล้ว ไม่เห็นอยากได้”
“ก็เคยแต่กิน ยังไม่เคยวาดใช่มั้ยล่ะ นี่ถ้าคาเมะจังอยู่ด้วย คาเมะจังต้องบอกว่า...”
“พูดมาก อะไรๆก็คาเมะจังๆ วาดรูปได้แค่นี้ก็ต้องเอาพี่คาซึยะมาอ้าง ถือว่าตัวเองอยู่บ้านเดียวกับพี่คาซึยะหรือไง” มันพ่นใส่เพราะเหลืออดจากที่ได้ยินชื่อต้องห้ามของพี่ชายคนสวย ดวงตาดำจัดที่ถอดแบบผู้เป็นพ่อมาเปี๊ยบเบิกกว้างด้วยความไม่พอใจ
นี่แหละ จุดอ่อนจุดเดียวของจินจินที่ไม่ว่าจะเมินเฉยยังไงก็ทำไม่ได้ก็มีแค่เรื่องที่ไม่ได้ลืมตาตื่นขึ้นมาบนโลกนี้แล้วได้เจอพี่คาซึยะเลยทันทีแบบอีกฝ่ายนี่แหละ
ล้อว่าอ้วนยังไม่เจ็บใจเท่านี้เลย!
“ขี้อวด” คราวนี้คาซึริละสายตาจากรูปหันมามองมันเต็มตา
“ไม่ได้อวด เราอยู่บ้านเดียวกันจริง บางทีก็นอนห้องเดียวกันด้วย รูปที่วาดเนี่ยคาเมะจังก็เป็นคนสอนเรา จะพูดถึงคาเมะจังแล้วมันผิดตรงไหน”
“ผิดตรงที่เราไม่ชอบ”
“ไม่ชอบก็เรื่องของนาย เราจะพูดนายจะทำอะไรได้”
“ทำแบบนี้ไง เอามานี่”
ท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของเพื่อนร่วมห้องรวมถึงเจ้าของสมุดวาด ไอ้เด็กอ้วนมันเอื้อมมือไปคว้าหมับที่สมุดวาดของคาซึริกระชากออกมาจากมือน้อยแล้วก็ฉีกดังแคว่กต่อหน้าต่อตา
“นี่ๆๆๆ เป็นยังไงล่ะ เราทำอะไรได้บ้างล่ะ”
เจ้าอันธพาลรุ่นเล็กแต่ไซส์ใหญ่บอกเสียงหอบหลังจากกระทืบกระดาษชิ้นเล็กชิ้นน้อยจนเละคาเท้าไปเรียบร้อย คาซึริไม่ได้ตอบคำถามนั้น เด็กชายตัวน้อยกำมือแน่นผุดลุกขึ้นยืนกะจะสู้เต็มแรงที่มีแต่ยังไม่ทันได้ตอบโต้ตามการร่ำร้องของเลือดนักสู้ที่แล่นพล่านอยู่ในตัว เสียงร้องจ้าของเด็กหญิงคนหนึ่งก็แหวกอากาศขึ้นมาจนทุกคนสะดุ้งโหยง
“เอริรินอย่าร้องไห้นะ ไม่ต้องร้อง” คาซึริค่อยปลอบเสียงอ่อน หันมายิ้มใส่ตาคนที่ยืนทำหน้าเอ๋ออยู่ไม่ห่าง เหอะ เสร็จแน่ไอ่อ้วนเอ๋ย
“ฮึ่ก สมุด....สมุดวาดของเอริริน ฮึ่ก ฮือ จินจินใจร้าย ฉีกสมุดเอริทำไม ใจร๊าย”
“สมุด อ่าว ไม่ใช่ของไอ่จืดนี่เหรอ”
“ไม่ใช่ จินจินฉีกสมุดของเอริรินนะ เราจะฟ้องคุณครู”
ริมฝีปากอิ่มย้อยเผยอค้าง หันขวับไปมองคนที่เคยคิดว่าเป็นเจ้าของสมุดเล่มนั้นแล้วก็นึกเสียวสันหลังวาบ ไอ่หน้าจืดมันกำลังหัวเราะเสียงใส คงทั้งตลกทั้งขบขันและ.......^^
“สมน้ำหน้า”
สรุปแล้วคอร์สเรียนวาดรูปแบบอิสระของเช้าวันนั้นก็จบลงด้วยการที่นักเรียนชายคนหนึ่งถูกลงโทษโดยการยืนกระต่ายขาเดียวหน้าห้องเรียนโทษฐานทำลายสมุดวาดของเพื่อนผู้หญิงโดยตั้งใจ!
บานประตูสีอ่อนถูกเปิดกว้างโดยมือใหญ่ จากนั้นคนตัวสูงก็รอให้ร่างเล็กได้เดินเข้าไปสำรวจก่อนเป็นคนแรก เจ้าของห้องคนใหม่ไล่สายตามองตั้งแต่เตียงกว้างมุมในสุดของห้อง เฟอร์นิเจอร์ที่เลือกสีสว่างแทบทุกชิ้นลงตัวกับผ้าม่านเนื้อดีและสีอ่อนของวอลเปเปอร์ เรียวปากบางเผยเป็นรอยยิ้มบางเผื่อมาถึงคนตัวสูง
“พออยู่ได้ไหม”
“ได้ครับ”
“ตอนที่ให้คนมาตกแต่งบอกแค่ว่าเป็นห้องของพี่เลี้ยงเด็ก เค้าก็ดีไซน์ออกมาเป็นแบบนี้ ถ้าคาซึยะอยากให้เปลี่ยนตรงไหนก็บอกได้นะ ไม่ต้องเกรงใจ”
จินอธิบายเสียงนุ่มความจริงเขาเป็นคนบอกช่างเองว่าพี่เลี้ยงเด็กที่จะมาอาศัยห้องนี้เป็นผู้หญิง ทางนั้นเลยตกแต่งมาซะสวยสมตำแหน่งซะขนาดนี้ มองไปทางไหนก็ชวนให้นึกถึงห้องของหญิงสาวผู้อ่อนโยน รักเด็ก มากกว่าห้องของเด็กหนุ่ม แต่คาเมะก็ไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องพวกนั้นมากนักแค่เห็นว่ามันป็นห้องที่โล่ง โปร่งสบายมีลมพัดได้เวลาที่เปิดหน้าต่าง เท่านั้นก็ดีพอแล้ว
เขาไม่ได้มาที่นี่เพื่อเสพความสุขสบาย
คาซึยะมาทำงาน
คนตัวเล็กวางเป้ใบย่อมลงกลางโซฟาปลายเตียง ทรุดตัวลงนั่งทดสอบความนุ่มของมันแล้วก็หัวเราะกับตัวเอง ทำไมต้องทำท่าเหมือนเด็กได้ของถูกใจแบบนี้ด้วยนะคาซึยะ เพราะรู้ว่ากำลังมีสายตาของผู้ชายคนนั้นมองตามอยู่อย่างนั้นหรือ
ดวงหน้าเรียวเอียงมายิ้มให้เมื่อจินก้าวเข้ามานั่งแทบจะชิดกัน ประธานหนุ่มแลบลิ้นเลียริมฝีปาก ความรู้สึกหอมหวานมากมายกำลังถูกตีให้ลอยฟุ้งไปในอากาศ ตอนนี้เขายังไม่แน่ใจว่ามันคือสิ่งที่คิดแน่หรือเปล่า รู้แต่เพียงว่าจินรู้สึกดีที่ใจมันรู้สึกเช่นนี้ในยามที่ได้อยู่ใกล้คนตัวเล็ก
แม้ในห้วงความคิดอันอ่อนหวานนั้นมันแอบเจือปนไปด้วยความหวั่นเกรง ความไม่แน่ใจ และกำแพงแห่งความลับบางประการที่เขายังไม่สามารถทะลุมันเข้าไปได้
จินมองไม่เห็นแต่มั่นใจ
กำแพงนั้นมันกั้นกลางระหว่างเขากับคนตัวเล็กตรงหน้า
กำแพงที่ถูกสร้างขึ้นโดยคาซึยะเอง
จินหวัง.....สักวันเขาจะทำลายกำแพงนี้ลงได้ด้วยความเต็มใจของคาซึยะ
“คุณจินครับ”
เสียงใสเจือแหบกระซิบเรียกสติให้จินกลับมาสู่ปัจจุบัน ชายหนุ่มมองตาคู่สวยที่จับจ้องอยู่ไม่ห่างแล้วก็ได้แต่ยิ้มเก้อ หลบสายตาให้คาเมะยิ้มจนเต็มแก้ม
หลง....หลงมองจนตาไม่กระพริบเลยสินะ
“...................”
“อยู่กับผมแต่ใจคิดไปถึงเรื่องอื่น ใจร้ายนะครับเนี่ย”
จินยิ้มบาง นึกอยากแกล้งจับมือนิ่มที่กำลังป้วนเปี้ยนอยู่แถวปกเสื้อเขามากดจูบแรงๆดูบ้างแต่ร่างเล็กกลับลุกขึ้นยืน เปลี่ยนเรื่องพูดไปยังอีกฟากหนึ่งของห้องราวกับรู้ความคิดอันล่อแหลมของจิน
“ประตูนั่นเชื่อมกับห้องของจินจินใช่ไหมครับ”
คาซึยะหมายถึงประตูที่อยู่ทางฝั่งขวาของห้องนอน
“ใช่ ถ้าเจ้าตัวเล็กรู้ว่าพี่เลี้ยงคนต่อไปคือคาซึยะจะทำหน้ายังไงนะ”
“ก็คงตกใจ แล้วอาจจะโวยวายที่ไม่มีใครยอมบอกล่วงหน้า”
จินหัวเราะ เปิดประตูเชื่อมแล้วเดินนำคาซึยะเข้าไปในห้องติดกัน เด็กชายร่างเล็กเยี่ยมหน้าเข้าไปมองแล้วก็ต้องหัวเราะเต็มเสียง ช่างเป็นห้องที่เหมาะกับเจ้าของอะไรเช่นนี้หนอ
เตียงสำหรับเด็กแต่เมื่อเทียบกับเด็กในรุ่นอายุนี้แล้วมันก็น่าจะใหญ่กว่าคนอื่นเค้าประมาณสามเท่าได้ บนเตียงสีขาวสะอาดเต็มไปด้วยหมอนใบเล็กใหญ่สารพัดแบบ แถมบนพื้นก็มีตุ๊กตาการ์ตูนสารพัดสีเรียงอย่างเป็นระเบียบบนพรมเนื้อนุ่ม ดูแล้วน่าจะผ่านการเก็บกวาดของแม่บ้านมาก่อนหน้านี้ ไม่อย่างนั้นคงได้รกกว่าที่เห็นอย่างไม่ต้องสงสัย ตู้โต๊ะอยู่ในตำแหน่งใกล้กับหน้าต่าง สร้างแบบิวด์อินลึกเข้าไปในผนังของห้อง ของเล่นส่วนใหญ่คงเก็บไว้ในตู้นั่นกระมัง
“ถ้าผมจะขอนอนกับจินจินในห้องนี้บ้างจะได้ไหมครับ”
“ได้สิ เพราะบางทีคุณจินก็เข้ามานอนในห้องนี้เหมือนกัน”
“เกิดคืนไหนใจตรงกันขึ้นมาจะทำยังไงน้อ”
เสียงหวานว่า ยิ้มเจ้าเล่ห์ให้จินต้องจิ๊ปากกับตัวเองอีกครั้ง อยากรู้นักคุณจินจะเฉลยให้ซึ้งตอนนี้เลยดีไหม แต่ท่าทีของคาซึยะก็ติดจะล้อเล่นมากกว่าต้องการคำตอบจริงจัง จินจึงต้องข่มใจไม่ให้อีกฝ่ายสนุกกับการเย้าแหย่เขามากเกินไปนัก
“แล้วประตูบานนั้นล่ะครับ เชื่อมไปไหนอีกหรือว่าเป็นห้องน้ำ”
จินไม่ตอบทันที เดินเข้าไปหยุดหน้าประตูบานนั้นก่อนจะหันมามองคนถาม
“อยากรู้ก็ต้องมาดูเอง”
ดวงตาคู่สวยมองตอบน้ำเสียงท้าทายนั้นนิ่ง จังหวะการเต้นของหัวใจราวจะกระตุกผิดจังหวะไปวูบหนึ่ง จากที่เคยเรียบเรื่อย หนักและแน่นสม่ำเสมอแค่ได้รู้คำตอบที่อีกฝ่ายบอกมาจากสายตามันกลับเปลี่ยนไปเพียงแค่เสี้ยววินาที คาเมะยิ้มใส สูดลมหายใจเข้าอกโดยที่อีกฝ่ายไม่ทันเห็น
ใกล้เข้ามาอีกก้าวแล้วสินะ
TBC. ^^
พับเก็บไว้ในไหเป็นเวลาปีกว่าๆ กำลังจะค้นขึ้นมาปัดฝุ่นแล้วค่ะ ^^
edit @ 2 Oct 2008 18:48:20 by Fanismz