ครืน
ลมแรงพัดกรรโชกผ่านไปแรงจนทำให้ต้นไม้ใบหญ้าโน้มลู่ไปตามทิศทางที่มันผ่าน เศษดิน หญ้าและกิ่งไม้แห้งปลิวว่อนในอากาศก่อนที่ลมวูบนั้นจะย้อนกลับมาทางเดิมแล้วพัดวูบกลับไปทางเดิมที่จากมา ดวงตาเรียวงามที่ซ่อนอยู่หลังไม้ใหญ่กวาดมองไปทั่วป่ากว้าง
ดูก็รู้ว่าไม่ใช่ลมธรรมชาติ ลมเมื่อครู่มีใครบางคนส่งมันมา
พลันนั้น แผ่นดินดูจะสั่นสะเทือนรุนแรงจนยากที่ทรงตัวอยู่ได้ ดวงหน้าเรียวเงยขวับขึ้นมองท้องฟ้าเบื้องบน ผืนฟ้าสว่างใสกำลังถูกกลุ่มเมฆสีดำทมึนรุกเข้ามาครอบครองอย่างรวดเร็ว เรียวปากสีอ่อนเผยอค้าง เร็วเท่าความคิดร่างเล็กสั่งตัวเองให้วิ่งจากใต้ต้นไม้ต้นนั้นให้เร็วที่สุด แค่ไม่กี่ก้าวที่พ้นเงาไม้ใหญ่ออกมา สายฟ้าก็ฟาดใส่ไม้ใหญ่ดังเปรี้ยง เพียงครั้งเดียวต้นไม้ใหญ่ที่ดกหนาด้วยกิ่งก้านสาขารกทึบก็ลุกพรึ่บอยู่ในเปลวไฟก่อนจะโอนเอนไปมาแล้วโน้มลงซบกับผืนดินอย่างสุดจะต้านทานเสียงเล็กอุทานสั่นหวิว
สงสารไม้ใหญ่ที่ต้องถูกปลิดชีพลงด้วยน้ำมือคนชั่วช้า
อยากกลับเข้าไปหาแต่จำต้องหักใจทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลัง
และดูเหมือนเบื้องบนจะไม่พอใจเพียงเท่านั้น เมฆทมึนยังคำรามกระหึ่มดุจโกรธกริ้วที่เด็กหนุ่มร่างเล็กรอดพ้นไปจากสายอสุนีบาตรนั้นไปได้ มันพุ่งตัวตามประกายแปลบปลาบคอยจับตามจุดขาวสว่างที่วิ่งลัดเลี้ยวไปในป่านั้นแบบไม่ลดละ หลายครั้งที่สายฟ้าฟาดลงมาเฉียดกับจุดที่ฝ่าเท้าเหยียบลงไป ต้นไม้ใหญ่น้อยถูกฟาดฟันลงต้นแล้วต้นเล่า
ร่างเล็กหอบกระชั้นรู้สึกประหนึ่งว่าลมหายใจเริ่มขาดห้วงไปทุกที ดวงตาพร่าพราย ลำคอแห้งผากเหมือนไม่มีน้ำหลงเหลืออยู่ในร่างกายสักหยด สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นทำให้เด็กหนุ่มเกือบทิ้งร่างลงเสียตรงนั้น ไม่มีน้ำเขาก็เหมือนคนไร้สิ้นแขนขา เจ้าคนชั่วช้านั่นมันฉลาดนัก มันใช้อำนาจของมันแต่ไม่ให้ล้ำมาถึงเขตแดนอำนาจที่เขาจะใช้ได้
ไม่เช่นนั้น ไม่เช่นนั้น......อย่าหมายว่าจะรอดพ้นจากมือของข้าได้!
อ๊ะ !
ครืน
เสียงคำรามกึกก้องราวกับยินดีเหลือแสนเมื่อร่างเล็กวิ่งมาติดตรงหน้าผาสูง หากแทนที่มันจะฟาดลงมาอย่างที่คาด เมฆดำกลับเคลื่อนตัวถอยออกไปครอบผืนป่าที่เขาเพิ่งวิ่งผ่านมา เงาดำของมันม้วนตัวเป็นหลุมดำสนิทขนาดใหญ่ ดวงตาเรียวสวยวาววับเมื่อเห็นร่างหนึ่งก้าวออกมาจากม่านหมอกนั้น
“คิดว่าจะหนีข้าพ้นหรือ เจ้าเด็กอวดดี”
“เจ้ามันชั่วช้า”
“ทายาทแห่งน้ำ พอหมดวสันตฤดูแล้วไม่มีความชุ่มชื่นของสายน้ำอยู่ใกล้ก็กลายเป็นแค่เด็กน้อยไร้พิษสงเพียงเท่านั้น” ลมวูบใหญ่พัดเข้ามากระแทกร่างจนเซเสียหลัก เพียงแค่ฝ่ายตรงข้ามตวัดมือครั้งเดียว ร่างเล็กก็ปลิวเข้าไปหาราวกับถูกแรงมหาศาลกระชากเข้าไป
“ถอยไป!”
“เข้ามาหาข้าเอง แล้วไล่ข้าเช่นนั้นหรือ”
“ปล่อยข้า”
“ข้าจับเจ้าไว้ตรงไหนกัน ดูให้ดีสิ” มือทั้งสองข้างแบออก ผู้ได้เปรียบสาสมใจจนรอยจีบตรงหางตาคมกดลึกลง เมื่อเห็นอีกฝ่ายตาวาววับด้วยความโกรธใจก็ยิ่งปิติ
“ข้าไม่อยากแตะเจ้าให้เสียมือ แต่จะห้ามคนของข้า เจ้าต้องพูดกับพวกมันเอง”
“ขี้ขลาดสิ้นดี นี่น่ะหรือทายาทแห่งลม เจ้าแห่งวังวายุในกาลหน้า ที่แท้ก็พวกเจ้าเล่ห์แสนกล เก่งแต่ปาก” ร่างทั้งร่างถูกยกลอยขึ้นก่อนจะกระแทกกับต้นไม้ใหญ่ ผู้ถูกขนานนามว่าทายาทแห่งน้ำทรุดลงไปกับพื้นพร้อมอาการเจ็บร้าวทั้งไหล่ด้านซ้าย เงาดำที่ค้ำหัวอยู่ทำให้ต้องตะเกียกตะกายพยุงตัวลุกขึ้น
แพ้ไม่ได้ ต่อให้ตายก็แพ้ไม่ได้!
“เก่งไม่เก่ง ข้าก็ฆ่าเจ้าได้ก็แล้วกัน”
“เอาสิ ทำได้ก็ลองดู” มือหนาคว้าหมับเข้าที่ลำคอเล็ก ขนาดลำตัวที่ต่างกันลิบลับทำให้ร่างเล็กถูกร่างสูงใหญ่บดบังจนแทบมิด เจ้าของเมฆดำแบมือไปในอากาศเพียงแค่กระพริบตากริชเล่มเล็กก็สว่างวาบขึ้นมาในมือนั้น ดวงตาคู่เล็กเบิกกว้าง
กริชวายุ!
“มองเช่นนี้คงรู้จักมันดีสินะ อาวุธเดียวที่ฆ่าผู้สืบทอดแห่งวังวสันต์ได้”
“เจ้า!”
ร่างเล็กสะดุ้งเฮือกเมื่อปลายอันแหลมคมของกริชกรีดลงบนไหล่ข้างที่เจ็บ เสียงเล็กครางอย่างเจ็บปวด โลหิตสีเข้มไหลล้นจากปากแผลเปรอะเปื้อนอาภรณ์สีขาวที่เจ้าตัวรักหนักหนา เมื่อได้เห็นความเจ็บปวดของผู้เสียเปรียบ แทนที่จะเวทนาสงสารหากมันกลับยิ่งเร่งเร้าให้ประกายตาคมกล้าเต้นระริก
“เจ้าต้องตรองดูใหม่เสียกระมัง คนขี้ขลาดจะฆ่าเจ้าได้ทั้งที่กำลังยิ้มได้อย่างไรกัน”
“หึ ใช่ เจ้าไม่ขี้ขลาดแต่ก็โง่อย่างหาที่เปรียบไม่ได้เลยล่ะ โง่จนไม่รู้ว่า....เจ้ากำลังหยิบยื่นอาวุธให้ข้าฆ่าเจ้า” หน่วยตาคมวูบไหวด้วยความไม่เข้าใจ หากเพียงแค่เห็นเรียวปากบางบิดเป็นรอยยิ้มสมใจ มือที่กดทับลำคอเล็กก็สะบัดออกโดยพลัน
ช้าไปเสียแล้ว
กลีบปากสีอ่อนขยับเป็นภาษาที่ไม่มีใครเข้าใจนอกจากตนเองก่อนจะปลายนิ้วทั้งห้าจะสะบัดออกไป หยดเลือดที่ไหลออกจากแผลกลายเป็นเหมือนเศษแก้วสีแดงสดพุ่งซัดเข้าใส่ร่างตรงหน้า ทายาทแห่งลมร่ายคาถาปัดอาวุธร้ายนั้นทิ้งก่อนจะสะดุ้งเฮือกขึ้นมาทั้งร่าง
“ขออภัย ไม่ใช่บังเอิญที่เลือดของข้าเป็นอาวุธได้มากกว่าหนึ่ง”
เรียวปากบางเผยยิ้มอ่อนหวาน มองร่างสูงที่ทรุดลงเอามือกุมท้องก่อนจะยิ้มกว้างเมื่อฝนหยดแรกทิ้งตัวลงมา ตามด้วยความชุ่มฉ่ำที่พร่างพรมลงมาจากฟากฟ้า พอเพียงมีน้ำอยู่ใกล้ ไม่ว่าอะไรข้าก็ไม่กลัว จะให้เรียกน้ำมาทั้งมหาสมุทรก็ไม่ใช่เรื่องยากเลย
ดวงตาเรียวสวยหรุบมองวัตถุคล้ายแท่งน้ำแข็งแหลมที่เสียงตรงท้องคู่อริแวบเดียว เจ้าอาวุธสีแดงสดก็หายวับไปเหลือเพียงหยดเลือดที่ไหลออกมาพร้อมเลือดสีเข้มของศัตรู
“อย่าคิดว่าเจ้าจะหนีพ้น ถึงฝนจะตกแต่เจ้าอย่าลืมว่า ข้าคือวายุ ”
"งั้นเจ้าก็ต้องไม่ลืมว่า เมื่อใดที่เกิดพายุ น้ำก็พร้อมจะเกิดเช่นกัน” น้ำเสียงกังวานใสโต้ตอบอย่างไม่ยอมแพ้ ก่อนจะค่อยถอยเท้าออกจากตรงนั้น เลือดที่ไหลจากบาดแผลยังไม่หลุดน่าแปลกเหลือเกินที่ไม่ว่าคาถาบทใดก็ไม่สามารถรักษามันได้ หัวใจเริ่มเต้นเป็นจังหวะช้าและหนัก
แย่แล้ว บาดแผลจากกริชวายุ นอกจากพระบิดาแล้วไม่ว่าผู้ใดก็รักษาไม่ได้
ข้า...ข้ากำลังเสียเลือดมากเกินไป ขาทั้งสองเริ่มสั่น พร้อมกับที่ร่างสูงใหญ่เริ่มลุกขึ้นยืน ริมฝีปากสีเลือดบิดเป็นรอยยิ้มหยันเมื่อมันเริ่มเดินเข้ามาใกล้
หนี คาซึยะ หนีไปให้เร็วที่สุด
“คิดหรือว่าจะหนีข้าพ้น ทายาทแห่งน้ำ”
ท่านพ่อ !
พื้นไม้เย็นเฉียบที่เหยียบลงไปแต่ละก้าวนำพาความหนาวเหน็บเข้าเกาะกุมหัวใจดวงน้อยจนต้องคอยกำมือแน่นจนเล็บแทบจะจิกลงไปในผิวเนื้อ หวาดหวั่น เกรงและกลัวลึกในอกแต่จำต้องซ่อนทุกความรู้สึกไว้ภายใต้สีหน้าเรียบสนิท
แม้จะอยู่ในถิ่นของศัตรูก็อย่าได้ลืมว่าเราหาใช่ข้ารองบาทของคนเหล่านั้นไม่
ไม่มีใครพรากศักดิ์และศรีขอเจ้าไปได้
หากเจ้าไม่ยอมเขาเอง
ดำรัสของผู้ที่ตนเทิดทูนไว้เหนือเกล้าดูจะเป็นสิ่งเดียวที่ช่วยคลายความว้าวุ่นในห้วงความคิดอันสับสนนั้น เจ้าของดวงตาเรียวดำขลับดูจะจมอยู่ในโลกที่ตนสร้างขึ้นมาจนมารู้สึกตัวอีกครั้งเมื่อสตรีนางหนึ่งเดินมายอบตัวอยู่ห่างๆใบหน้าเรียวเสลากอรปกับเรือนร่างเล็กบางที่อยู่ในชุดผ้าพริ้วสีนวลดูคล้ายกิโมโนหากมีไหมเส้นเล็กสีแดงรัดตรงเหนือศอก ปล่อยแขนยาวคล้ายครีบปลา ตั้งแต่หน้าอกลงมาจับจีบทบกันปล่อยชายสีขาวสะอาดยาวระพื้นขับให้ผิวขาวผ่องราวน้ำนมสดนั้นยิ่งกระจ่างใสจนคนที่เดินตามหลังมาอดชำเลืองมองไม่ได้
ราวกับรู้ตัวว่าตนได้รับความสนใจ จึงหันกลับมามองหญิงสาวนางนั้นพร้อมร่องรอยของความสงสัยในแววตา
“ตัวข้ามีสิ่งใดผิดแผกไปจากคนวังนี้เช่นนั้นหรือ เจ้าจึงเอาแต่ลอบมองข้านัก”
ร่างเล็กในชุดกิโมโนสีเทาหม่นหมอบลงต่ำ
“มิได้เพคะ เพียงแต่หม่อมฉันไม่เคยเห็นเครื่องแต่งกายของพวกต่างเมืองมาก่อน ขอประทานอภัยที่ทำให้องค์ชายไม่พอพระทัยเพคะ”
"ข้าไม่ถือเจ้าหรอกแค่ลองถามดูเพียงเท่านั้น อยากดูก็ดูให้เต็มตาเสีย เพราะถ้าต้องอยู่ที่นี่ ข้าก็คงต้องสวมแต่ชุดของพวกเจ้า” นางข้าบาทคนนั้นยิ่งน้อมตัวลงต่ำ รายงานตามความเป็นจริงที่คนฟังพอจะรู้มาก่อนแล้วว่า
“เพคะ พระองค์ใหญ่ท่านไม่โปรดชุดของพวกต่างชาติต่างภาษา พระองค์อื่นก็เช่นกันเพคะ จะมีก็เพียงแต่........”
“ช่างเถอะ ข้ายังไม่อยากรู้เรื่องของพวกเขาตอนนี้”เสียงใสท้วงเพียงเบาๆ อยากรู้ทำไมตอนนี้เล่า ในเมื่ออีกไม่กี่อึดใจ ข้าก็ต้องเผชิญหน้ากับคนพวกนั้นแล้ว
“ข้าได้รับพระราชทานอนุญาตให้เข้าเฝ้าแล้วหรือ”
“เพคะ พระองค์ใหญ่ทรงรับสั่งให้หม่อมฉันมาทูลเชิญองค์ชายที่ห้องซากุระเพคะ”
“ถ้าเช่นนี้คงต้องวานให้เจ้านำทางไป”
ได้ฟังดังนั้นจึงค่อยลุกขึ้น เดินนำร่างเล็กไปตามระเบียงไม้ที่ทอดยาวไปตามตัวเรือนไม้สีเข้ม ความยิ่งใหญ่ของอัครสถานทำให้ปลูกซ้อนกันเข้าไปในพื้นที่กว้างสุดลูกหูลูกตาของวังเคยทำให้แขกต่างเมืองอุทานด้วยความตื่นตาตื่นใจมากนักต่อนัก แต่น่าแปลกที่ผู้มาใหม่รายนี้กลับไม่ได้สนใจจะเหลือบแลมองความโอ่อ่าของปราสาทเลยแม้แต่หางตา ไม่มีวี่แววของความแปลกใจแม้จะเห็นว่าต้นไม้เล็กใหญ่ในสวนสวยนั้นพากับโบกสะบัดไปมาราวกับจะต้อนรับการมาถึงของวรองค์บอบบาง นางกำนัลคนนั้นคงไม่รู้ว่าภายใต้สีหน้าเรียบเฉยนั้น ท่านชายองค์น้อยทรงซ่อนความรู้สึกไว้ในใจมากมายเพียงใด
วังของพวกวายุ
วังของศัตรู !
ห้องซากุระหรือจะเรียกให้ถูกน่าจะเป็นเรือนซากุระมากกว่า ปลูกยื่นเข้าไปในสวนไม้หอมขนาดกว้างล้อมรอบด้วยต้นซากุระขนาดใหญ่ที่ปลูกเรียงกันเป็นแถวทั้งสี่ด้าน ตัวเรือนทำด้วยไม้ทั้งหลัง แกะสลักลวดลายงดงามตามแบบของตะวันออก รอบด้านมีฉากผ้าลวดลายแปลกตากั้นจากสายตาคนภายนอก
เพียงก้าวแรกที่เหยียบย่างไปบนสะพานโค้งอันงดงามที่ทอดไปยังจุดหมาย ท่านชายองค์น้อยก็ต้องนิ่วหน้า กลิ่นหอมเย็นแบบนี้ พักตร์งามดั่งรูปสลักเงยหน้ามองเบื้องบน เพียงแค่เห็นกลุ่มเมฆสีขาวขุ่นที่เคลื่อนมาจากทางทิศตะวันตกโอษฐ์สีอ่อนก็วาดเป็นรอยยิ้มกว้างนึกว่าพวกเจ้าจะทิ้งข้าเสียแล้ว
“องค์ชายคาเมนาชิ คาซึยะ แห่งวังตะวันตกเพคะ”
เสียงนางกำนัลคนเดิมเอ่ยอยู่หน้าทางเข้า พอได้ยินเสียงอนุญาตจากด้านในจึงแหวกผ้าผืนยาวที่กั้นไว้ถึงสามชั้นให้ท่านชายน้อยค่อยเดินตามเข้าไปทีละชั้น ทีละชั้น จนห้องโถงขนาดใหญ่ปรากฏสู่สายตา ผู้ถูกขานนามเมื่อแรกเข้าค้อมตัวลงต่ำเมื่อเห็นวรองค์บอบบางที่นั่งสง่าอยู่ท่ามกลางนางสนมกำนัลอีกเกือบยี่สิบนาง
“คาซึยะ ขอถวายพระพร”
“นั่งลง”
“ขอบพระทัย” เมื่อไม่มีเบาะรองเตรียมไว้ให้ ท่านชายจึงทรุดนั่งลงบนพื้นไม้ แค่การต้อนรับเมื่อแรกเจอคาซึยะก็มองออกแล้วว่าเขาจะได้รับการปฏิบัติเช่นไรตลอดระยะเวลาที่ “ต้อง” พำนักอยู่ในวังนี้
“ไม่มีใครบอกเจ้าหรือว่าข้าชังเครื่องแต่งกายของต่างชาติ”
“มีกระหม่อม” สุรเสียงอ่อนใสตอบฉะฉาน เมื่อเห็นพระขนงค์ของผู้มีศักดิ์เป็นพระญาติห่างๆ ขมวดเหมือนไม่พอพระทัยจึงเอ่ยต่อว่า
“นางกำนัลของพระองค์เพิ่งบอกหม่อมฉันเมื่อสักครู่ หม่อมฉันอยากจะเปลี่ยนชุดเสียใหม่ให้ถูกพระทัยพระองค์แต่ก็จนใจเพราะเกรงว่าคงไม่ทันการ”
“ปากคอ สมแล้วที่เป็นพวกนอกรีต” เสียงหนึ่งดังมาจากสตรีที่นั่งห่างออกไปทางซ้ายของพระองค์ใหญ่ นัยหมิ่นแคลนในวาจานั้นทำให้สุรเสียงแหลมสูงของคนทางขวามือดังแทรกขึ้น
“จะเอาอะไรมากกับพวกบ้านป่าเพคะ พูดภาษาเราได้ก็ถือว่าเก่งแล้ว”
“เงียบ!”
สุรเสียงนุ่มตรัสปรามพร้อมเนตรเรียวเฉี่ยวที่ตวัดมองขนิษฐาทั้งสอง พระองค์ชายกำมือแน่น จิกเล็บลงกับฝ่ามือบาง ดวงเนตรเรียวคมจับจ้องเพียงแค่ชายภูษาขององค์ประมุขแห่งวังวายุแต่กระนั้นดวงหน้างดงามยังตั้งตรงดุจดังไม่สะทกสะท้านกับถ้อยคำประชดประชันของผู้สูงวัยทั้งคู่
“อยู่ที่นี่ เจ้าจะต้องแต่งตัวแบบชาวเรา ข้าจะให้เด็กจัดหาให้ ขาดเหลืออะไรก็ให้บอก ชุดของเจ้าเก็บมันเอาไว้ถ้าได้กลับบ้านเมืองเจ้า เจ้าอาจจะได้ใส่มันอีกครั้ง ถ้าเจ้ามีโอกาสนะ”
“กระหม่อมจะเฝ้ารอวันนั้น”
“เจ้ามีอิสระได้ตามที่เจ้าต้องการ แต่ต้องไม่ลืมว่าเจ้ามาที่นี่เพื่ออะไร ข้าจะไม่เตือนเจ้าเรื่องการหลบหนีเพราะเจ้าคงรู้ดีว่าถ้าเมื่อใดที่เจ้าทำเช่นนั้น บ้านเมืองของเจ้าจะต้องพบกับชะตากรรมเยี่ยงไร”
ดวงเนตรเรียวงามไม่ต่างกันตวัดขึ้นมองผู้เป็นประมุขของวัง พระนางเรียวโกะชะงักหัตถ์ที่กำลังลูบขนเจ้าตัวเล็กบนตัก ความรู้สึกเสียวปลาบเหมือนยามได้เห็นแสงฟ้าฟาดพุ่งเข้าสู่พระอุระจนแน่นไปหมด สุรเสียงกังวานใสยิ่งย้ำความให้พระองค์ยิ่งรู้สึกอึดอัดในพระทัย
“ขอพระองค์ทรงเชื่อ กระหม่อมจะไม่ทำการใดเป็นการหยามเกียรติของปราสาทตะวันตกเป็นแน่”
“ปราสาทตะวันตกมีของเช่นนั้นด้วยหรือ”
“โซเมยะ” พระนางโซเมยะเบือนพระพักตร์หนี โอษฐ์ค่อนข้างหนาเคลือบสีชาดจนดูไม่น่ามองในสายตาของท่านชายองค์น้อย เมื่อได้คำตอบที่พอพระทัย พระนางเรียวโกะจึงได้ให้สัญญาณกับคนสนิท ครู่เดียวนางกำนัลคนเดิมก็เข้ามาหมอบในตำแหน่ง รอกระแสรับสั่งขององค์ประมุข
“นำองค์ชายไปที่ตำหนักขาว”
ท่านชายโค้งคำนับประมุขของวัง ขยับลุกขึ้นช้าๆ ความรู้สึกเจ็บและชาเริ่มเกาะกินทั่วขาทั้งสองข้างแต่ก็ยังฝืนจรดฝ่าเท้าลงกับพื้นไม้เย็นเฉียบ เดินตัวตรงออกมาจากเรือนซากุระเหมือนไม่ได้รู้สึกอะไร จวบจนลับสายตาของคนอื่นแล้วจึงพิงร่างไว้กับผนังทางเดิน หลับตาข่มความเจ็บที่แล่นริ้วขึ้นมา
“องค์ชาย ทรงเป็นอะไรไปเพคะ”
“ข้าไม่ได้เป็นอะไร แค่ปวดขาเล็กน้อย”
“หม่อมฉันนวดถวายไหมเพคะ” ท่านชายน้อยสั่นพักตร์ไปมา
“อย่าเลย อยู่นิ่งๆสักครู่ก็คงดีขึ้น เจ้าชื่ออะไร” ระหว่างที่รอให้อาการเหน็บคลายลง องค์ชายตัวเล็กก็ชวนคุยอย่างไม่ถือองค์ คนที่ได้รับมอบหมายให้มารับใช้องค์ชายจากต่างแดนเผลอยิ้มเสียเต็มหน้าก่อนจะรีบหุบฉับ
“หม่อมฉันชื่อยูคิเพคะ”
“ยูคิ ข้าชอบชื่อนี้ หิมะ....เย็นชื่นใจเมื่อละลายก็จะกลายเป็นน้ำ....สายน้ำ....”
ยูคิไม่เข้าใจ ขึ้นชื่อว่าน้ำในแผ่นดินนี้ที่ใดก็หาได้มิใช่หรือ แล้วใยสุรเสียงที่ตรัสกับองค์เองจึงฟังคล้ายโหยหาในสิ่งที่อยู่ไกลแสนไกล พักตร์งามจึงได้ดูทุกข์ตรมหมองหม่นจนยูคิต้องใจสั่นไหวตามพระองค์เล็กไปด้วย
“องค์ชาย ทรงชอบสายน้ำหรือเพคะ” ดุจได้สดับถึงเรื่องที่ถูกพระทัย โอษฐ์งอนบางจึงแย้มเป็นรอยยิ้มสดใส สุรเสียงที่ตรัสถึงสายน้ำทั้งอ่อนทั้งหวานจนนางกำนัลฟังเพลิน
“ชอบสิ ที่เมืองของข้ามีแม่น้ำสายใหญ่พาดผ่าน มันคือปราการสำคัญที่ป้องกันเราจากพวกอริราช ไม่มีใครข้ามไปหาพวกเราได้ถ้าเราไม่ยอมให้ข้าม หลังตำหนักวสันต์ของพวกเราพี่น้องมีแม่น้ำเย็นใสไหลเอื่อยน่าเล่นทั้งวันทั้งคืน ไม่รู้ว่าอีกนานเท่าใด.....ข้าถึงจะได้กลับไป.........”
“หม่อมฉันเคยได้ยินว่าทรงมีพระเชษฐาที่เป็นผู้สืบทอดของวังวสันต์หรือเพคะ”
“ใช่ พี่ข้าคือองค์ชายคาซึริ ทายาทแห่งน้ำ เจ้าน่าจะรู้มิใช่หรือ”
“เพคะ”
“คาซึริเป็นคนดี อ่อนโยน และก็เข้มแข็ง พี่ข้าเหมาะที่จะสืบทอดทุกอย่างต่อจากพระบิดามากที่สุด ไม่มีใครเหมาะที่จะปกครองไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินของเราไปมากกว่าเขาอีกแล้ว” เพราะเช่นนี้อย่างไรล่ะ ถ้าจึงสละตัวเองมาเป็นเชลยให้นายของเจ้าด้วยความเต็มใจ ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิตตัวเอง ข้าก็จะไม่มีวันปล่อยให้คาซึริต้องมาเผชิญหน้ากับเจ้าคนชั่วนั่นเป็นอันขาด
เจ้าคนที่เกือบจะปลิดชีพข้าด้วยกริชวายุเล่มนั้น !
“ถ้าเช่นนั้นองค์ชายคาซึริก็จะต้องเป็นผู้ใช้น้ำเพียงหนึ่งเดียวที่สืบทอดจากองค์เหนือหัวแห่งทิศประจิม เช่นเดียวกับที่องค์ชายจินทรงเป็นผู้ใช้ลมเพียงหนึ่งเดียวแห่งบูรพาทิศ หม่อมฉันทูลถูกต้องไหมเพคะ”
ท่านชายองค์เล็กแห่งวังตะวันตกยิ้มรับ ไม่ตอบรับและไม่ปฏิเสธไปในคราวเดียวกัน การได้เอ่ยถึงพระปรีชาสามารถของพระเชษฐาเป็นเรื่องที่คาซึยะภาคภูมิใจ แต่องค์ชายก็ทราบดีว่า...บางเรื่องที่น่าภาคภูมิใจยิ่งกว่านั้น ถ้าเก็บไว้ในใจมันมันคงดีกว่าแพร่งพรายออกไป
ยิ่งในถิ่นของศัตรู
ถิ่นที่แม้แต่ใบหญ้าก็ไม่อาจประมาทได้ยิ่งต้องระมัดปากระวังคำเป็นอย่างยิ่ง !
Fanismz ::: กุ-----รี๊ดดดด เค้าทำอะไรลงไปอีกแล้ว >///<
edit @ 7 Jan 2008 21:07:32 by Fanismz
และแล้ว ฟิกเรื่องนี้ก็มีชื่อ หลังจาก Untitled มานานถึงสิบเดือน
ครึๆๆ
edit @ 15 Jan 2009 11:19:18 by Fanismz