เดินทางจากบ้านเกิดเมืองนอนมันก็ต้องเหงาอยู่แล้ว คนที่รักแฟนติดแฟนแบบผมยิ่งเหงามากขึ้นไปอีกร้อยเท่าพันเท่า งานเลี้ยงวันเกิดของมิสเตอร์เอ (นามสมมุติ) ผ่านพ้นไปด้วยดีแต่ผมมีงานที่ต้องสะสางแทนบิดาบังเกิดเกล้าต่อ โชคดีที่อาคานิชิ จินเกิดมาพร้อมมันสมองอันเป็นเสิศ แม้จะไม่เต็มใจก็โดนพี่ชายทั้งสองลากไปกรอกงานยิบย่อยเข้าหัวมาตั้งแต่เริ่มเรียนมอปลาย ผลคือผมสามารถเรียนรู้งานได้เร็ว จะพูดให้ถูกคือผมรู้หมดแล้วว่าต้องทำอะไรบ้างต่างหากล่ะ การติดต่อกับคู่ค้าไม่ใช่เรื่องง่ายยิ่งคนที่สมาธิไม่ค่อยอยู่กับเนื้อตัวแบบผมด้วยแล้ว ยิ่งยากเป็นสิบเท่า พยายามอย่างมากที่จะไม่โดดงานบินกลับประเทศกลางคัน แต่ให้แกล้งตีหน้าเรียบเฉยเหมือนไม่รู้สึกอะไรได้แนบเนียนแค่ไหนก็ตบตาผู้หญิงข้างตัวผมไม่ได้อยู่ดี
“คนที่สาม....”
เสียงเรียบเย็นทอดเรียกเป็นสรรพนามที่ผมคุ้นเคย คนที่สามคือลูกชายคนที่สาม ทายาทอันดับสามของอาคานิชิรุ่นปัจจุบัน ผมครางรับในคอ ผู้หญิงที่ยืนข้างๆ ผมเกล้ามวยสูง ใบหน้าสวยขาวจัดแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางชั้นดี เรือนร่างสูงโปร่งห่อหุ้มด้วยชุดราตรีสีน้ำเงินเข้ม อย่าเพิ่งคิดว่าผมจะนอกใจน้อง ผู้หญิงที่เปรี้ยวตั้งแต่หัวจรดเท้าคนนี้คือผู้ให้กำเนิดผมเองครับ คุณหญิงอาคานิชิ เรียวโกะ
“เบื่อหรือลูก แม่เห็นแอบถอนใจหลายครั้งแล้ว”
“นิดหน่อยครับ เราเร่งการลงนามในสัญญาให้เร็วหน่อยไม่ได้หรือครับแม่ ผมเบื่องานเลี้ยงเต็มทีแล้ว” แม่ยิ้มหวาน หวานตลอดครับคุณหญิงอาคานิชิ แม้แต่ตอนโกรธก็ยังโปรยหวานได้เลย “ทำแบบนั้นได้หรอกลูก ทุกอย่างถูกกำหนดเวลาไว้แล้วว่าเลือกเวลาที่ทุกฝ่ายสะดวก เราจะมาเอาแต่ใจเลื่อนเอาตามใจได้อย่างไร ทำงานใหญ่ต้องใจเย็น”
“แม่ก็รู้ว่าผมใจเย็นแค่ไหน”
“นั่นสิ แม่ว่าปกติคนที่สามใจเย็นเอาเรื่องเลยนะ ทำไมคราวนี้ดูลุกลนผิดปกติ ทำไม มีอะไรให้ห่วงจนต้องเสียงานเสียการเลยหรือคะลูก” นั่นไงล่ะ ขนาดตอนแอบจิกกัดแม่ยังยิ้มหวานหยดอยู่เลย ผู้หญิง ช่างเป็นเพศที่น่ากลัวจริงๆ
“เปล่าครับ ผมแค่มึนหัว อยากพัก”
“ถ้าอย่างนั้นเซ็นสัญญาเสร็จแล้วก็กลับไปพักให้เต็มที่นะลูก เพราะต่อจากนี้อีกตลอดสองอาทิตย์ คนที่สามต้องไปช็อปปิ้งเป็นเพื่อนแม่ อ๊ะๆ ห้ามปฏิเสธจ้ะ.....”
พระเจ้า ผมแย่แน่ๆ เมื่อคืนโทรบอกคาซึยะไปว่างานยุ่งเลยอาจจะไม่ได้ไปหาสักพัก ข่มใจว่าคงอยู่อเมริกาไม่นาน มากสุดไม่น่าจะเกินห้าวันเลยไม่ได้บอกความจริงกับน้อง กลายเป็นว่าผมต้องอยู่เป็นคนติดตามคุณหญิงท่านซื้อของอีกไม่ต่ำกว่าสิบวันเลยหรือ แล้วแบบนี้จะหาเหตุผลไหนไปแก้ตัวน้องวะ
( คิดถึงแล้วไปทำห่านอะไรถึงอเมริกา ! )
นั่นไง ว่าแล้วเชียว เสียงห้วนลอยข้ามทวีปมากระแทกหูแบบนี้ จะบอกว่าไม่มีอารมณ์โกรธเลยก็คงจะแกล้งโง่เกินไป ผมบอกเหตุผลไปตามตรงเพราะไม่อยากโกหกให้น้องต้องจับได้แล้วเสียใจทีหลัง ไม่ได้ครับ เกิดเป็นอาคานิชิ จินถ้าไม่ห่วงความรู้สึกของคาเมนาชิ คาซึยะแล้วจะไปห่วงความรู้สึกของโคคิก็ใช่เรื่อง ตอนแรกน้องโกรธถึงขั้นตัดสายไม่ยอมคุย ผมก็รนอยู่ในห้องพักในโรงแรมหรูเหมือนหมูติดจั่น คิดแล้วคิดอีกว่าจะง้อ เขายังไง สุดท้ายก็เลือกเอาวิธีสุดคลาสสิก....ส่งเพลง -รัก- ไปขอโทษ ดีที่สุด
ผมทิ้งระยะพอให้น้องปรับอารมณ์แล้วลองโทรกลับไปหาอีกครั้ง อ่า คราวนี้ดีขึ้นครับ
“ไม่โกรธแล้วนะ”
( เออ )
“ขอบใจ ฉันคิดแล้วว่านายต้องเข้าใจ”
(นั่นเพราะว่าฉันหน้าตาดีแล้วก็มีเหตุผลต่างหากล่ะ แต่คราวหน้าไม่มีอีกแล้วนะ ถ้านายอุ๊บอิ๊บทำอะไรไม่ยอมบอกแล้วให้ฉันมารู้จากคนอื่นอีกล่ะก็ ไม่ต้องเอาหน้ามาให้เห็นเลย.....แล้วก็ไม่ต้องส่งเพลงมาด้วย ฉันไม่ฟัง )
“ครับผม กระผมอาคานิชิ จิน ขอสัญญาว่าจะไม่อุ๊บอิ๊บทำอะไรโดยไม่บอกคาซึยะซังอีกแล้วครับ” จีบหวานใจพอให้นอนหลับฝันดีกันทั้งสองฝ่าย (?) แล้วผมก็วางสาย หันกลับมาแล้วก็เกือบสบถออกมาเป็นภาษาสภาฯ เพื่อนฝูง ดีที่ยั้งปากไว้ทัน
“แม่ ทำไมมายืนเงียบๆ ครับ ผมตกใจหมด”
“แม่ก็มาของแม่ปกติ เคาะประตูเชื่อมแล้วด้วย คนที่สามนั่นแหละ ทำไมต้องตกใจเกินจริงขนาดนั้น แอบทำอะไรไม่ให้แม่รู้หรือเปล่า” ผมถอนใจพรู เรื่องลักไก่นี่คงเป็นพรสวรรค์อย่างหนึ่งของคุณหญิงอาคานิชิ ไม่อย่างนั้นคงไม่จับคุณป๋าผมอยู่หมัดหรอก แบบนี้...คงต้องระวังหน่อยแล้ว
“ถ้าผมบอกทุกเรื่องให้แม่รู้ เราคงต้องใช้เวลานั่งคุยสักครึ่งอายุที่ผ่านมาของผมเลยล่ะครับ”
“เอาแค่เรื่องที่สำคัญก็ได้นี่คะลูก เรื่องยิบย่อยแม่พอจะปล่อยวางไม่รับรู้ได้ แต่ถ้าเป็นเรื่องใหญ่....อย่างเช่น...เรื่องคนนั้นของคนที่สาม แม่ว่ามันเป็นเรื่องใหญ่สำหรับแม่นะคะ ใหญ่มากๆ ด้วย” สงสัยจะไม่ทันซะแล้ว ลองว่าแหย่มาแบบนี้ แสดงว่าแม่รู้เรื่องทั้งหมดแล้วแน่นอน
“แม่ครับ....”
“คะลูก”
“....คือ....ขอเวลาอีกสักพักได้ไหมครับ แล้วผมจะพามาแนะนำให้แม่รู้จักเป็นคนแรกเลย” ใบหน้าเรียวสวยพยักขึ้นลงด้วยมาดนางพญาผู้สง่างามไม่เปลี่ยน ผมประคองร่างหอมกรุ่นให้กลับไปทางห้องนอนกว้าง ทอดเสียงอ่อนเหมือนเวลาปกติที่เรามักคุยกันสองคนแม่ลูก
“คืนนี้ผมนอนห้องนี้กับแม่นะครับ นานแล้วที่เราไม่ได้นอนกอดกัน”
“เพราะคนที่สามไม่ยอมมาให้แม่กอดเองต่างหากล่ะ คนอื่นเค้าอยู่บ้านใหญ่กันหมดมีตัวเองคนเดียวที่ขอออกไปอยู่ข้างนอก ไม่รู้เอาความคิดผ่าเหล่ามาจากใคร”
“……แต่ตอนที่คนอื่นๆ คัดค้าน แม่ก็เป็นคนอนุญาตให้ผมทำตามใจตัวเองนี่ครับ”
คุณหญิงอาคานิชิปรายค้อนพองาม แม่อายุเหยียบห้าสิบแล้วแต่ยังสวยไม่แพ้สาวสามสิบ ผิดกับป๋าที่แก่วันแก่คืน เหอะ มีเมียเด็กก็งี้แหละ ข่าวว่าห่างกว่าแม่ร่วมสิบปี ผมจะกลายเป็นสีดอกเลาไปทั้งแถบก็เหมาะแล้วล่ะ ผมนินทาป๋าให้แม่หัวเราะคิกคักพออารมณ์ดี แล้วเราก็ผล็อยหลับไปพร้อมกัน
ไม่มีใครเดาใจคุณหญิงอาคานิชิได้จากที่บอกว่าอยากอยู่เที่ยวอีกสองอาทิตย์ พอผ่านไปได้แค่สามวันคุณเธอก็เปลี่ยนใจอยากกลับบ้าน ลูกกตัญญูอย่างผมก็จำต้องตามใจ แต่คิดอีกทางก็เป็นเรื่องดีกลับเร็วก็จะได้เห็นหน้าน้องเร็ว คุณคิดดูตั้งแต่รู้จักกันมาครั้งนี้เป็นการอยู่ห่างกันนานที่สุดเท่าที่ผมจำได้ หลังจากกลับจากเมืองไทยผมก็ไม่ได้เจอน้องอีกเลย ถึงตอนนี้ยังไม่อยากจะเชื่อเลยว่าตัวเองทำได้ยังไง
“แล้วมึงทำได้ยังไง ไปตั้งไกลไม่ยอมบอกเค้า กลับมาก็ดันไม่ยอมบอกอีก หรือคิดว่าไปฮันนีมูนมาแล้วชีวิตรักมันหวานเกินอยากหาเรื่องทะเลาะกัน” ปากหมามากๆ อยากหาอะไรมาฟาดหัวเหม่งๆ ของมันให้แบะออกเป็นสี่ส่วนเท่ารูปหน้า แต่เห็นแก่ที่มันกับไอ้ยูมีน้ำใจแวะเวียนมาหาถึงบริษัทผมจะละเว้นให้(อีก)สักครั้ง
“พวกมึงสองคนไม่มีงานการทำกันหรือไง”
“มี แต่กูไม่อยากทำ มีอะไรไหม”
“ไม่ทำงานของตัวเองแล้วมารบกวนการทำงานของคนอื่น เป็นคนดีจังเพื่อนกู” โคคิมันกระตุกยิ้มจนหางตาย่น มันเริ่มคืบคลานจากโซฟารับรองแขกมาถึงหน้าโต๊ะทำงานของผม เคาะนิ้วป๊อกๆ เรียกร้องความสนใจ
“อะไรของมึง?”
“มึงยังไม่ได้เล่าเลยว่าไปฮันนีมูนมาเป็นยังไงบ้าง”
“กูเล่าไปแล้ว”
“โหย ไม่มันเลย มึงยังไม่ลงรายละเอียดแล้วก็หนีไปอเมริกา กลับมาก็ทำเป็นงานยุ่งไม่ติดต่อเพื่อนฝูง นี่ไอ้โนะมันทำเรื่องจะไปเรียนต่อมึงรู้เรื่องยังเนี่ย” ผมครางรับ จุนโนะสุเกะต้องไปเรียนต่อที่อิตาลีอีกหลายปี เรียวเลือกเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยเดิม ส่วนโคคิ ยูอิจิ และผม....ทำงานครับ
“มันบอกไม่อยากไปเลย กลัวคิดถึงกูจนทนไม่ไหว”
“มึงเป็นเมียมันหรือไง ไอ้โนะมันต้องคิดถึง”
“เก็บปากห้อยๆ ของมึงไว้ก่อนไอ้ยู วันนี้กูรักไอ้จิน กูจะให้ความสนใจกับมันคนเดียว ว่าไงไอ้หล่อ ตกลงตั้งแต่กลับมาเนี่ยมึงยังไม่เจอสุดสวาทเลยงั้นสิ” ผมส่ายหน้าแถมด้วยอาการปวดหนึบในอก ไม่ได้เจอเพราะงานที่ทักกี้กับโชแบ่งมากองให้จนแทบล้นหัว ไหนจะแม่ที่ขยันแวะเวียนมาหาบ่อยผิดปกติพร้อมกับข้ออ้างที่ว่าเมื่อก่อนผมยังเรียนอยู่แม่ไม่อยากรบกวนแต่ตอนนี้ผมเรียนจบแล้วแถมยังมีงานมีการทำเป็นหลักแหล่งเพราะฉะนั้นแม่คงรบกวนได้ ผมไม่รู้ว่าแม่มีเกณฑ์อะไรในการตัดสินแต่เอาเป็นว่าผมไม่อยากค้านให้เป็นเรื่องวุ่นวายเลยยอมตามใจท่าน ตอนนี้เลยทำตัวเป็นคนดีของพ่อแม่ ตั้งใจทำงาน กลับบ้านใหญ่ตรงเวลา แล้วก็ตั้งหน้าตั้งตารอให้ครบสองอาทิตย์ก่อนจะโทรไปหาน้องว่าผมกลับมาแล้ว
“มึงจะรอทำไมวะ ทำไมไม่ไปหาเลย” ยูอิจิเปรยถามทั้งที่ยังมองตามเลขาฯ ของผมตาปรอย
“กูบอกน้องไปว่าสองอาทิตย์ก็สองอาทิตย์สิวะ ขืนผิดคำพูดเดี๋ยวเค้าโกรธกูอีก”
“อืม มึงว่าไหมโคคิ ตั้งแต่เรียนจบมาเนี่ย เพื่อนมึงมันแปลกๆ ไปนะ”
“มึงก็หัวช้าได้อีกไอ้ยู มันแปลกไปตั้งแต่เริ่มชอบคาเมะจังแล้ว คนกำลังอยู่ในห้วงรักก็ประสาทแดกแบบนี้ทุกคนแหละ แต่ว่านะจิน....” ก่อนที่จะโดนสันแฟ้มงานเฉาะกะบาลไอ้เพื่อนชั่วมันก็ฉลาดเปลี่ยนประเด็นไปเสียก่อน “วันนี้พวกกูนัดไอ้เรียวกินข้าวด้วยกัน มันบอกมันโทรไปชวนฮิโรกิกับเพื่อนแล้ว มึงจะไม่ไปก็ได้นะ กูจะบอกมันให้ว่ามึงงานยุ่ง ส่วนน้องอักษรฯ คนที่ตัวขาวๆ ปากแดงๆ เดี๋ยวกูดูแลให้เอง”
“ไม่ต้องลำบาก น้องกูเรียนมหา’ลัยปีสองแล้วไม่ใช่เตรียมอนุบาล ไม่ต้องให้ใครดูแล”
“ถ้าน้องต้องการ มึงจะดูไหมล่ะ....”
“แน่นอน แฟนกู”
“แม่ง กูโคตรจะเบื่อคนมีแฟน” โคคิพ่นอย่างสุดจะเคืองแล้วก็ถอยไปทิ้งตัวนั่งข้างไอ้ยู เวลาเลิกงานมาถึงแล้ว พวกมันคงรอหิ้วปีกผมออกไปด้วยเลยแต่บังเอิญว่าโทรศัพท์ของผมดังขึ้นเสียก่อน กดรับสายด้วยความสงสัยก่อนจะตัดสายพร้อมภาระใหม่ที่เพิ่งได้รับสดๆ ร้อนๆ
“พวกมึงไปก่อนได้เลย แม่กูต้องการตัวกูด่วน”
“อ้าว แล้วจะให้กูบอกไอ้เรียวว่าไง” ผมหยุดคิดนิดเดียวก่อนจะบอกมันเร็วๆ
“บอกว่ากูไปรับยูยะก็แล้วกัน” แล้วยูยะที่เพิ่งกลับมาจากมหาวิทยาลัยก็จำต้องให้คนขับรถมาส่งถึงบ้านใหญ่ของผมเพื่อรอไปด้วยกัน อีกอย่างผมสังหรณ์ใจว่าแม่อาจจะหาเรื่องรั้งตัวผมไว้ในเย็นวันนี้ ถ้าไม่มียูยะเป็นข้ออ้างผมอาจจะพลาดนัดสังสรรค์ครั้งนี้ได้
ผมกลับไปถึงบ้านใหญ่ก่อนที่แม่จะกลับมาจากสปา สืบเท้าตรงไปหาป๋าที่วันนี้นอนเอกเขนกอ่านหนังสืออยู่บ้านแล้วก็ทิ้งตัวลงนั่งตรงข้าม นายท่านอาคานิชิชำเลืองมองมาก่อนจะกระตุกยิ้มเจ้าเล่ห์
“กลับมาแล้วหรือ”
“ครับ ป๋ายิ้มอะไรแบบนั้น”
“อุวะ ป๋าก็ยิ้มของป๋าเป็นปกติ แกนี่มันตาหาเรื่อง ไปอาบน้ำแต่งตัวซะใหม่ไป วันนี้จะมีแขกมาทานข้าวบ้านเรา” ผมชะงักมือที่กำลังปลดกระดุมเสื้อเม็ดบน “วันนี้ผมไม่ว่าง”
“นัดสาวที่ไหนไว้อีกละครับพี่ชาย”
“ยูยะ มาแล้วหรือ...”
“สวัสดีครับคุณลุง คุณป้าละครับ” พ่อตอบเหมือนคำตอบที่ผมได้รับจากเด็กในบ้านตอนกลับมาถึง เจ้าเด็กเฟรชชี่ยิ้มแป้น เลือกนั่งข้างผม ปากก็ส่งเสียงชวนพ่อคุยแบบให้ขาดตอน “วันนี้คุณลุงไปเข้าออฟฟิสหรือครับ”
“ลุงมีนัดลูกค้าข้างนอกยูยะ แต่โดนป้าเราตามกลับมาตั้งแต่บ่ายสาม แล้วนี่ไปยังไงมายังไงถึงแวะมา นัดเจ้าคนที่สามไว้หรือ” ยูยะยิ้มหวานยิ่งกว่าเดิม บอกอย่างไม่ติดขัด “ครับ นัดพวกเรียวจังไว้ด้วย พวกพี่เค้าจะฉลองที่ผมสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ให้น่ะครับ รอโอกาสมานานแต่ว่างไม่ตรงกันเสียที ช่วงก่อนผมก็วุ่นวายกับการรายงานตัว ถัดมาพี่จินก็ไปอเมริกา มาลงตัวก็วันนี้แหละครับ”
ดีมากน้องรัก ไม่เสียแรงที่พี่ฝากความหวังไว้กับนาย เพราะฉะนั้นเมื่อคุณหญิงอาคานิชิเดินเฉิดฉายเข้ามาในห้องนั่งเล่น ผมจึงชิงบอกกำหนดการณ์ของตัวเองก่อน แม่รับฟังด้วยอาการสงบ บอกเสียงหวานเช่นเคย
“แม่นัดคุณหญิงโกโตะไว้ มากิจังก็จะมาด้วย น้องเพิ่งเรียนจบกลับมาจากอังกฤษ คนที่สามจะไม่อยู่ทักทายบ้านนั้นเขาหน่อยหรือคะลูก” จำได้ลางๆ ว่าเคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน แต่ตอนนี้ถ้าชื่อไหนไม่ใช่ชื่อพ่อแม่พี่น้องกับคาเมนาชิ คาซึยะ ก็ดูจะลางเลือนในความทรงจำผมไปเสียทั้งนั้น
“ผมขอเป็นโอกาสหน้าดีกว่าครับ วันนี้ไม่ได้จริงๆ พวกเพื่อนผมรออยู่ที่ร้านแล้ว ยูยะก็มาหาถึงบ้าน ถ้าผมไม่ไปน้องก็คงไม่ได้ไป”
“ถ้าอย่างนั้นก็รีบไปเถอะลูก” แม่ผม น่ารักเสมอครับ
“แต่วันรับปริญญาของคนที่สาม แม่จะจัดงานเลี้ยงเป็นการภายในที่บ้าน โอเคไหมคะ” ผมรับคำสั้นๆ แม่จึงหันไปชวนเจ้าเขี้ยวที่ยืนอมยิ้มอยู่ไม่ห่าง กว่าจะหลุดออกมาจากบ้านได้ก็เล่นเอาผมเสียสัญญาให้แม่ไปอีกหลายข้อ
“คุณป้านี่อำนาจต่อรองสูงจริงๆ”
“อืม ไม่รู้ช่วงนี้เป็นอะไร ตั้งแต่พี่เรียนจบมาแม่ดูตามติดพี่แปลกๆ เมื่อก่อนจะไปหัวหกก้นขวิดที่ไหนก็ปล่อยไป นานทีก็จะเรียกให้เอาหน้ามาให้เห็นที่บ้านใหญ่สักครั้ง ช่วงนี้ว่างเป็นไม่ได้ต้องเรียกหาพี่ตลอด”
“วัยทอง”
“ก็อาจจะมีส่วน แล้วทำไมป๋าพี่ไม่เป็น” ยูยะหัวเราะคิก
“คุณลุงเป็นผู้ชาย แถมยังไม่ได้แอบกังวลเรื่องคู่ครองของลูกชาย ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นเหมือนคุณป้านี่นา”
“นายคิดแบบนั้นหรือยูยะ”
“แน่นอน พี่ชายเรียนจบแล้ว จะรับปริญญาในอีกวันสองวันนี้ งานการก็มีทำ ทุกอย่างพร้อม เรื่องต่อไปที่คนเป็นแม่จะคิดก็คงเป็นเรื่องคู่ครองของลูกตัวเอง อีกอย่างเมื่อก่อนพี่ชายไม่เคยจริงจังกับใครเหมือนที่แสดงออกกับเพื่อนของเซนเซย์ อาคานิชิ จินที่พวกเรารู้จักดีแต่เจ้าชู้ เปลี่ยนคู่ควงไปวันๆ พอมาหยุดทุกอย่างลงดื้อๆ เพราะเด็กผู้ชายคนหนึ่ง คุณป้าก็ต้องแอบคิดอยู่แล้วว่าเรื่องมันจะเป็นยังไงต่อไป”
“พี่ควรจะทำยังไงต่อไปดี”
“เปิดตัว พามาให้คุณป้ารู้จักสิครับ วันงานเลี้ยงนี่แหละฤกษ์ดีเลย”
“ฤกษ์ดีมาก พามาเปิดตัวพร้อมกับครอบครัวโกโตะนี่นะ นายมองตาแม่พี่แล้วดูไม่ออกหรือว่าท่านกำลังคิดจะจับคู่พี่กับมากิ โกโตะน่ะ มุกนี้....เห็นในละครจนเอียน...” ยูยะหัวเราะจนตาเป็นประกาย เจ้าตัวเล็กปรับเบาะให้เอนลงต่ำ พลางพึมพำเสียงแผ่ว
“งานเลี้ยงรับปริญญาของพี่จิน แค่คิดก็สนุกแล้ว”
เก็บความกังวลซ่อนไว้ในซอกลึกสุดของตับแล้วก็ปั้นหน้าเดินเข้าไปในร้านอาหารเจ้าประจำ ทุกคนอยู่ครบทีม ไม่เว้นแม้แต่ยามาชิตะ โทโมฮิสะที่ไม่ค่อยจะได้เห็นหน้ากันในบรรยากาศแบบนี้เท่าไหร่ โต๊ะอาหารขนาดใหญ่มีมนุษย์เพศชายล้วนนั่งจับจองพื้นที่กันอย่างรู้ตำแหน่ง ที่ข้างๆ คนตัวขาวจัดจึงเป็นของผมแบบไม่มีใครกล้าแย้ง เดินไปก็คิดไปว่าจะทักทายกันอย่างไรดีให้สมกับความคิดถึงที่มันอัดแน่นอยู่ในอก ในเวลาเดียวกันก็แอบกังวลไปด้วยว่าน้องจะโกรธไหม จะเคืองหรือเปล่าที่ผมกลับมาเร็วกว่ากำหนดแถมยังไม่บอกเขา อืม คงไม่หรอกเนาะ ได้เห็นหน้าแฟนเร็วขึ้นมันก็ควรจะเป็นเรื่องดีสิ ผมคิดเองสรุปเองจากประสบการณ์ส่วนตัว มัวแต่ดีใจกับการพบกันของสองเราจนลืมคิดไปว่าอารมณ์มนุษย์เรามันก็เปลี่ยนแปลงไปได้ด้วยปัจจัยมากกว่าหนึ่งข้อ แล้วผมก็ดันทำเรื่องไว้มากกว่าหนึ่งเสียด้วยสิ
พี่น้องครับ…
คาซึยะคุยกับทุกคน แต่ไม่ยอมคุยกับผม
คาซึยะยิ้มให้ทุกคน แต่ไม่ยอมยิ้มให้ผม
คาซึยะหัวเราะกับมุกฝืดๆ ของไอ้ยู กับเรื่องตลกของไอ้คิ กับทุกอย่างรอบโต๊ะ ยกเว้น...กับผมคนนี้
จังหวะหัวใจที่คุ้นชินเหมือนจะวูบหายไป ทุกอย่างรอบตัวเหมือนตกอยู่ในความเงียบ ใครมากดสวิตซ์ให้ผมหยุดหายใจหรือเปล่านะ ทำไมผมถึงรู้สึกอึดอัดได้อย่างน่าทรมานแบบนี้ ผมพยายามเรียกร้องความสนใจจากเขาด้วยการคีบกับข้าวให้ ชวนคุยเสียงแผ่วๆ เพราะไม่อยากให้ไอ้พวกหูผีมันชอบใจที่ผมโดนน้องเมิน แต่ทุกสิ่งที่พยายามไปมันเหมือนสายลมพัดผ่าน น้องไม่สนใจจะรับรู้ ใบหน้าเรียวใสยังผินไปทิศทางอื่นที่ไม่ใช่ผมคนนี้ ขมับผมเต้นตุบๆ เพราะความเครียดสะสม จากเรื่องงานมาเรื่องนายแม่แล้วแย่ที่สุดคือเรื่องน้องโกรธ
ผมตั้งใจเอาไว้ว่าพอทานของคาวของหวานกันเสร็จเรียบร้อยจะชิ่งพาน้องไปปรับความเข้าใจกันสองต่อสอง พอถึงตอนนั้นจะพูดจะเคลียร์อะไรกันมันก็จะสะดวกมากกว่านั่งอยู่กลางวงสนทนาแบบนี้ แต่ไม่คิดว่าคนตัวเล็กเขาจะชิ่งหนีกลับบ้านไปเสียก่อน อะไรมันก็ไม่แย่เท่าเขาไม่ยอมให้ผมไปส่งนี่แหละครับ
“เหี้ย นั่งบื้ออยู่ทำไมวะ ทำไมไม่ตามไป”
“ก็....คาซึยะไม่ให้กูไปด้วย มึงก็ได้ยินไม่ใช่หรือไง” ยูอิจิมันทำท่าเหมือนจะกุมขมับ ท่าทางมันเดือดเนื้อร้อนใจแทนจนผมนึกผิดหูผิดตา แล้วก็มารู้ในตอนหลังว่า...ที่น้องโกรธผมออกไปนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเพื่อนผมปากหมา เล่าอะไรที่ไม่ควรเล่าให้น้องฟัง และพวกมันก็กลัวตัวเองจะโดนโทษอุกฉกรรจ์นั่นเอง
“ขืนกูตามไป น้องจะยิ่งโกรธ”
“ไอ้จิน ไอ้วัว เค้าโกรธ เค้าพูดแบบนั้น มึงก็ต้องทำตามงั้นสิ แล้วแบบนี้เมื่อไหร่น้องเค้าจะหายโกรธ ไม่เข้าใจก็จะปล่อยให้ไม่เข้าใจอย่างนั้นต่อไปหรือวะ”
“เขากำลังอารมณ์ไม่ดี กูไม่อยากตื้อ”
“กูว่ามึงลองตามไปหน่อยดีกว่า ถึงคาเมะจังจะยังไม่หายโกรธแต่มันก็คงดีกว่าถ้าเค้าเห็นมึงเป็นห่วงจนต้องตามไปส่งถึงบ้าน” เพราะเหตุผลและการสนับสนุนของนิชิกิโด เรียวจึงทำให้ผมเหยียบรถยนต์ส่วนตัวมาดักรอคาซึยะอยู่หน้าบ้าน ไม่อยากจะเข้าไปข้างในเพราะคิดว่าเรื่องที่เราจะพูดกันนั้นควรจะเป็นเรื่องของเราสองคนมากกว่าจะให้ยูยะ เจ้าน้องชายนักกีฬาที่เดินเกร่อยู่ในรั้วร่วมรับรู้ด้วย
คาซึยะมาถึงเวลาไล่ๆ กัน เขาเดินดุ่มๆ ลงจากรถรับจ้าง ไม่ยอมมองทางไม่ว่าด้านหน้าด้านหลังจนเกือบจะชนผมอยู่แล้ว
“ใครบอกให้ตามมา” เป็นคำทักทายที่น่าชื่นใจมากๆ หลังจากไม่ได้เจอกันมาหลายวัน คนรักกันเขาทักทายกันด้วยน้ำเสียงชวนตีแบบนี้หรือ คาซึยะ ไม่ได้โกรธ ไม่ได้เคือง แต่ความรู้สึกบีบอัดในอกนี่มันคงเรียกตัวเองว่าน้อยใจมากกว่า
“ทำไมต้องรอให้ใครบอก ฉันอยากมาก็มา”
“ดีนี่ อยากมาก็มา อยากไปก็ไป อยากทำอะไรก็ทำ ดี ดีที่สุดเลยล่ะ”
“ฟังก่อนน่า ฉันไม่ได้คิดจะปิดบังนายนะคาซึยะ” มีอีกมากมายหลายเรื่องที่ผมอยากพูด อยากเล่าว่าเจออะไรมาบ้างจากการเดินทางไกล อยากบอกทุกสิ่งที่พบเห็นกับเขาไม่เว้นแม้แต่ความเป็นมาของเรื่องทั้งหมด แต่อีกฝ่ายไม่ยอมฟัง เขาถอนหายใจขัดทุกความพยายามของผมพร้อมกับยกมือค้างไว้ตรงกลางระหว่างเรา
“พอเถอะ วันนี้ฉันเหนื่อย นายกลับไปก่อนได้ไหม”
สุดท้ายการปรับความเข้าใจของเราก็ไร้ผล มันเดินมาเกือบถึงจุดสิ้นสุดเมื่อคาซึยะทำให้ผมเห็นว่า...ผมกำลังทำให้เขาเหนื่อย เหนื่อยจนเกือบจะทนไม่ไหว คำล่ำลาของเขา มาถึงแล้ว
“ราตรีสวัสดิ์”
“คาซึยะ อย่าทำแบบนี้สิ”
ผมคว้าแขนเขาไว้หมับ พยายามบอกตัวเองว่าคาซึยะเป็นเด็กอารมณ์ร้อนและตอนนี้เขากำลังโกรธ ปฏิกิริยาเขาย่อมแรงตามอารมณ์ แต่ผมไม่คิดว่าเขาจะโกรธจัดจนไม่ยอมแม้แต่จะทนฟังผมอธิบาย มือผมชาเพราะแรงสะบัดจากมือเล็กแต่มันไม่เท่าใจที่ชาจนแทบไม่รู้สึกอะไร
“นายโง่หรือเปล่าอาคานิชิ! เจ้าของบ้านเค้าไล่ขนาดนี้นายยัง.....ยังจะหน้าด้านอยู่อีกหรือ ฉันบอกว่าราตรีสวัสดิ์หมายความว่าฉันกำลังไล่นายไปจากตรงนี้ นายหัดฟังคนอื่นซะบ้างสิ พอเสียที ตอนนี้ฉันไม่อยากเห็นหน้านาย เบื่อ! รำคาญ! เข้าใจไหม!”
พวกคุณรู้ไหม ผมเสียใจ…
Fanismz ::: ^________^
edit @ 2 Oct 2008 22:27:01 by Fanismz