“ไปซื้อแหวนมาตอนไหน?”
พรวด !
ผมปาดน้ำใบเตยออกจากคาง ต้นเหตุที่ทำให้ผมเกือบหมดหล่อยังคงนั่งตาใส เคี้ยวข้าวหยับๆ ไม่ได้รู้สึกเลยว่าก่อคลื่นลมปั่นป่วนขึ้นในช่องท้องของผมเข้าให้แล้ว หลังจากกลับมาจากข้างนอก คนป่วยก็ร่ำร้องอยากกินมื้อดึกทั้งที่ก่อนออกไปก็ทานไปเต็มอิ่มแล้ว ชั่วระยะเวลาผ่านไปแค่สามชั่วโมงน้องก็หิวอีกรอบ แฟนที่ดีแบบผมเลยต้องยกหูโทรศัพท์ไปสั่งห้องอาหารให้ส่งมื้อดึกมาสังเวยน้ำย่อยในกระเพาะน้อยๆ เป็นกุ้งผัดมะขาม ปลาหมึกนึ่งมะนาว ซุปปู สลัดผลไม้กับชาร้อนอีกเหยือกใหญ่ นั่งตักอาหารให้เด็กทานเพลินๆ คอแห้งเลยยกชาขึ้นจิบ ไม่คิดว่าคนน่ารักเขาจะโพล่งประเด็นอ่อนไหวออกมาให้สำลักน้ำกันดื้อๆ
เอ่อ เห็นแบบนี้พี่ก็อายเป็นนะครับ
“ว่าไงอ่ะ แอบไปซื้อมาตอนไหน”
“ไม่ได้แอบ ซื้อมาตั้งนานแล้ว”
“ไม่จริง ถ้าซื้อมาตั้งนานก็แสดงว่าซื้อเตรียมไว้ให้คนอื่น เพราะเราเพิ่งรู้จักกันไม่นาน หรือนายจะบอกว่านายเห็นหน้าฉันครั้งแรกแล้วก็วิ่งไปเตรียมแหวนไว้ให้เลยอย่างนั้นเหรอ เหลือเชื่อจังเลยว่ะ....” ผมปลายตามอง แล้วเขาก็รู้ตัว รีบแก้อย่างเร็ว “...เหลือเชื่อจังเลยคร้าบบบบบ...”
มันมีเรื่องเหลื่อเชื่ออีกเยอะที่เจ้าตัวเขาไม่รู้ แต่ปล่อยให้เป็นเด็กช่างสงสัยไปแบบนี้น่ะดีแล้ว ขืนบอกไปทุกอย่าง ดูท่าจะต้องมาคอยแก้ต่างให้ตัวเองอีกสามวันสามคืน เผลอๆ โดนโกรธจนไม่ยอมให้มองหน้าอีกเลยใครจะรู้ แต่เรื่องพวกนั้นเอาไว้ก่อน ปัญหาของตอนนี้คือผมจะตอบน้องยังไงไม่ให้เขารู้สึกว่าผมกำลังอายโคตรจะอาย
“บอกมาสิ ถามไปนานแล้วนะ”
“ซื้อตั้งแต่ก่อนจะมา ทำไม ข้องใจอะไร”
“เปล่า ถามไปงั้น คึๆๆ” อื้อ ดีจังเลยนะ พูดแล้วก็เอียงหัวด๊อกแด๊กไปมา น้องทำได้น่าปล้ำมากพี่จะบอก ผมวางแก้วชาลง เลื่อนมันออกห่างจากมือก่อนจะย้ายไปนั่งฝั่งตรงข้าม.....ข้างๆ คนเก่งนั่นแหละครับ แต่คราวนี้คนเก่งชักจะปอด ตัวเล็กลากเก้าอี้ออกห่าง กรอกตามองผมอย่างระแวงภัย พอเจอปลายนิ้วเกลี่ยข้างแก้มเข้าหน่อยก็ถึงกับหดคอหนี
“อร่อยไหม”
“.....อ่ะ....อืม.....ก็กินด้วยกัน จะถามทำไม”
“กินด้วยกัน แต่คนละรส คนละลิ้น บางทีคำตอบอาจจะไม่เหมือนกันก็ได้ อยากรู้จังว่า...เวลานายกินจะได้รสชาติยังไง” เจ้าตัวแสบวางช้อนลงแทบจะทันที ตั้งท่าจะชิ่งหนีไปให้พ้นจากการคุกคามของผม แต่เรื่องอะไรจะยอมถูกทิ้ง ผมยึดข้อมือเล็กไว้ชำเลืองมองกับข้าวที่ยังเหลืออยู่เต็มโต๊ะพร้อมรอยยิ้มของผู้ชนะ หึ คิดจะมาลองดีกับพี่จินก็ต้องคิดแล้วว่าจะยอมรับผลที่ตามมาได้ อย่ามาหนีซะให้ยาก ผมเขินก็จริง...แต่ก็เฉพาะเวลาที่ยังตั้งตัวไม่ทันเท่านั้น ระดับนี้แล้วไม่ให้คำว่าอายเล่นงานได้นานหรอก
“ปล่อยนะ”
“จะรับไปไหน ทานยังไม่หมดเลย”
“ไม่กินแล้ว นายอยากกินก็ไปกินในจานโน่น อย่ามายุ่งนะ”
“รู้หรือว่าฉันคิดจะกิน.....”
“ไม่รู้ ปล่อยสิวะ ไอ้บ้า ฉันไม่สบายอยู่นะ” กลัวจริงจังเลยครับ ผมหัวเราะในคอ ตักสลัดผลไม้จ่อปากให้คนขี้โวยวายทั้งที่มืออีกข้างยังยึดข้อมือน้องไว้แน่น ไม่ได้หรอกเดี๋ยวหนี “ทานเถอะ ฉันแค่ล้อเล่น รีบทานจะได้ทานยาแก้ไข้แล้วนอนพัก”
ดื้ออีกแล้ว เม้มปาก หน้างอเลยครับ สงสัยโกรธที่โดนเอาคืน
“ทานสิ ไม่ทานบังคับนะ”
“บังคับก็จะคายทิ้ง ลองดูสิ”
“ถ้าคายทิ้งก็จะจูบปากที่กล้าคายนี่แหละ ลองดูสิ” เตรียมแล้วครับ เตรียมจะพ่นไฟแล้ว ร่างเล็กหอบหายใจแรง ไหล่ยกขึ้นลงตามแรงโกรธ มือทั้งสองกำหมัดแน่น และคราวนี้ผมก็ไม่ยอมแพ้ ป้อนให้ถึงปากแบบนี้แล้วจะยอมเลิกราง่ายๆ ได้ยังไงกัน จ้องกันไป จ้องกันมา สุดท้ายคาซึยะก็ยอมทานสลัดผลไม้คำนั้น เขาเคี้ยวมันกลืนลงคอแล้วก็ลุกไปจากโต๊ะทั้งที่ยังไม่ได้ดื่มชาตบท้ายด้วยซ้ำ
ซวยหมาละ น้องโกรธ
ผมแทบจะกุมขมับ ไม่ได้นะ นี่มันคืนฮันนีมูน มันควรจะเป็นค่ำคืนที่หวานชื่นควรค่าแก่การจดจำไปตลอดชีวิตสิ ไม่ใช่มาเล่นแง่ตะบึงงอนใส่กันแบบนี้ ผมตบหน้าผากตัวเองแรงๆ สั่งตัวเองให้ตามเข้าไปข้างใน คนตัวเล็กกำลังค้นเป้ของตัวเองวุ่นวาย
“คาซึยะ หาอะไร”
“ยาก่อนนอน”
“อยู่นี่” ผมหยิบถุงยาจากหน้ากระจกยื่นให้เขา แต่เปลี่ยนใจเป็นคนจัดยาให้เอง ยาแก้ไข้สองเม็ดถูกยื่นให้ น้องก็รับไปกลืนโดยไม่ต้องพึ่งน้ำเปล่า เห็นการกินแบบฮาร์ดคอแบบนั้นแล้วผมก็ต้องรีบรินน้ำสะอาดมาให้ดื่มตามไป น้องก็รับไปดื่มโดยไม่โต้แย้ง โอย ผมใจคอไม่ดี ทำไงดีล่ะเนี่ย น้องโกรธแบบไม่ปรานีแน่มึงไอ้จิน น้องทานยาเสร็จก็คลานขึ้นไปนอนบนเตียง เขามองมาทางผม บอกเสียงอ่อน
“ถ้าจะนอนก็ปิดไฟด้วยนะ”
ได้ตามที่ขอทันทีเลยครับ ผมเดินไปปิดไฟหลอดใหญ่ เหลือแค่โคมไฟดวงเล็กข้างเตียง เดินไปทรุดข้างคนที่กำลังคลี่ผ้าห่ม ถามอย่างเอาใจ
“ไม่แปรงฟันก่อนหรือ เพิ่งทานข้าวมานะ”
“ลืม”
โอ๊ย ว่าง่ายเกินไปแล้วครับ พอบอกก็ลุกไปแปรงฟันในห้องน้ำหน้าตาเฉย ผมจะทำยังไงดี เริ่มทำตัวไม่ถูกแล้ว ถ้าน้องไม่ยอมกลับมาเหมือนเดิมผมจะโทรข้ามประเทศไปหาไอ้พวกนั้นแล้วนะ ตอนนี้ยังไม่ดึกมันคงยังไม่นอนกันหรอก ถ้าคาซึยะยังงอนเงียบไม่เลิกผมจะโทรจริงๆ ด้วย ตามเข้าไปในห้องน้ำเจอกรอกตามามองแวบหนึ่งแล้วเค้าก็ขยับเว้นที่ว่างหน้ากระจกให้ผมโดยไม่พูด
“คาซึยะ”
“อะไร”
“ทำไมถึงทำแบบนี้”
“ทำอะไร” ย้อนถามได้เป็นปกติมากๆ แถมยังมองตากันแบบไม่หลบอีกด้วย “ก็ทำแบบนี้ โกรธเรื่องเมื่อกี้ใช่ไหม โกรธแล้วก็ทำตัวแปลก”
“เปล่า ก็คุยด้วยตามปกติไง แปลกหรือ...”
“ไม่เอา อย่าทำแบบนี้เลยนะ” กอดครับคราวนี้ หน้ากระจกในห้องน้ำนี่แหละ อยากกอดก็กอดเลยไม่อยากจะคิดอะไรมากมายแล้ว “ฉันขอโทษที่บังคับ ทำให้นายไม่พอใจ แต่...ฉันแค่เป็นห่วง จริงๆ นะคาซึยะ”
เจ้าแมวน้อยของผมยืนตัวแข็งทื่อ ถือแปรงสีฟันค้างเมื่อเจอผมอ้อนเข้าให้ มันไม่แปลกหรอกที่น้องจะตะลึงก็ผมไม่เคยทำแบบนี้มาก่อนไง ไอ้ผู้ชายที่ดีแต่หล่อแล้วก็บังคับน้องไปวันๆ พอมาออดเสียงอ่อนเสียงหวานแถมยังคลอเคลียเหมือนลูกหมาหงอยแบบนี้ ที่รักไม่ใจอ่อนก็ให้มันรู้ไป
“หายโกรธเถอะ...นะ....”
“....ก็....ก็บอกแล้วไงว่าไม่ได้โกรธ”
“จริงนะ” ชำเลืองมองแต่ไม่ตอบ
“...........”
ฉวยโอกาสล้างปากแล้วเดินหนีครับ ผมเดินตามหลังเขากลับมาขึ้นเตียงเงียบๆ พอน้องจะล้มตัวลงนอนก็รั้งเอาตัวมากอด ตำแหน่งเดิมที่เราคุ้นเคยกันดี กอดกันจนหลับไปหลายคืน จนเป็นความเคยชินยิ่งช่วงหลังนี้แทบจะตื่นมาในท่าเดิมไม่ก็ใกล้เคียงทุกเช้า เพราะไม่ว่าจะพลิกตัวยังไงสุดท้ายเราก็กลับมาหาไออุ่นที่คุ้นเคยอยู่ดี ผมถือว่าความคิดของผมคือความคิดของน้องด้วยเพราะเขาไม่ได้ปฏิเสธ...ครั้งนี้ก็เช่นกัน
หัวกลมๆ ซุกเข้ามาแถวซอกไหล่ แขนเล็กเอื้อมมา พาดวางบนเอวผม
“ถ้าไม่ดีกันก่อน ฉันนอนไม่หลับแน่ๆ”
“เน่า”
“เรื่องจริง”
“เสี่ยวมาก”
“จะว่ายังไงก็ว่าเถอะ รู้แค่ว่าฉันไม่สบายใจก็พอ…” นิ้วเย็นเฉียบวางแปะลงบนคางก่อน อะไร นุ่มๆ หยุ่นๆ จะแตะลงมาบนริมฝีปาก แล้วก็ถอนไปอย่างรวดเร็ว พระเจ้าครับ ผมกลายเป็นฝ่ายกะพริบตาปริบๆ และพูดไม่ออกบ้างแล้วคราวนี้ “หลับได้แล้ว ฉันไม่สบายนะ คนไม่สบายต้องการการพักผ่อนเยอะ พรุ่งนี้ก็จะกลับแล้วด้วย นายไม่กลัวฉันไข้ขึ้นอีกหรือไง”
ก่ายตัวขึ้นมานอนทับ ทำตัวน่ารักด้วยการขโมยจูบเขาหน้าตาเฉย
แล้วคืนนี้....อาคานิชิจะข่มตาหลับได้ไหม !
สะเทือนฟ้าดินและเป็นสิ่งที่ผมจะจดจำไปจนวันตายว่าคืนสุดท้ายของการฮันนีมูนนั้นน้องเป็นฝ่ายเริ่มก่อน โอเค ถึงจะเริ่มแต่จุ๊บเบาๆ แล้วก็ไม่มีอะไรเลยเถิดมากกว่านั้น แต่ก็ถือว่าเป็นเรื่องจักรวาลแล้วสำหรับผม คาซึยะที่แทบจะไม่แสดงออกอะไรเลยออกแนวจะเนียนไม่รับรู้เสียด้วยซ้ำ กล้าถึงขั้นเอาปากมาแตะปากผมเพื่อให้หยุดพูด โรแมนติกและน่ารักได้อีกคนนี้ กว่าจะข่มตาหลับได้ก็ล่วงเข้าวันใหม่แต่เช้านี้ผมก็ตื่นขึ้นมารับอากาศบริสุทธิ์ด้วยความสดชื่นเหลือประมาณ ผมสั่งอาหารเช้ามาทานที่กระท่อมเหมือนเคย แล้วก็ปลุกคาซึยะให้ตื่นมาทานข้าวด้วยกันก่อนเค้าจะมาเสิร์ฟอาหารแค่สิบห้านาที
พนักงานของรีสอร์ทขนข้าวของของเราไปเก็บไว้ในรถตู้เรียบร้อยแล้ว ตอนขามาเรานั่งลีมูซีนมาจากสนามบินแต่ขากลับคงต้องพึ่งบริการของทางรีสอร์ทเพราะสะดวกกว่ามาก ผมเลยได้เดินตัวเปล่าออกมาจากบ้านพักพร้อมกับคาซึยะ บรรยากาศระหว่างเราชื่นมื่นและเต็มไปด้วยความเข้าใจอันดี มาสะดุดเอาตอนรอขึ้นรถนี่แหละ
ถ้าจะพูดให้ถูกก็สะดุดตรงไอ้ผู้ชายบางคนมันโผล่หน้ามานั่นล่ะ
“อ๊ะ ทาคาชิซัง” แค่มันเดินผ่านเข้ามาในรัศมีสายตาน้องก็ร้องเสียงใส ตั้งท่าจะแท่ดๆ เข้าไปหา ผมว่าผมรีบขึ้นรถดีกว่า ไม่อย่างนั้นอาจจะไปไม่ทันเครื่องบิน
“เดี๋ยวๆๆ ขอลาทาคาชิซังก่อน” แมวดื้อโก่งตัวไว้เต็มเหนี่ยว ทำให้ผมต้องเน้นเสียงปราม
“ไม่ต้องแล้ว เดี๋ยวก็ต้องเจอกันที่บ้านอยู่ดี”
“แล้วถ้าเกิดไม่เจอล่ะ”
“ก็ดี” ดีอย่างที่สุดด้วย และคงดีอย่างที่บอกถ้าน้องไม่งัดมือผมออกแล้วก็วิ่งตัวปลิวไปหาไอ้หมอนั่น ไม่ได้ประชดนะ แต่ทำไมคาซึยะต้องทำท่าทางดีใจเหมือนกบเขียดมันเจอบึงน้ำด้วย รู้หรือเปล่าว่าแฟนน้อยใจ แต่จะให้มายืนน้อยใจและสะบัดสะบิ้งกระทืบเท้าขึ้นไปนั่งเชิดหน้ารอในรถก็ไม่ใช่แนว ผมเลยเดินล้วงกระเป๋าตามไปหยุดอยู่ข้างหลังน้อง
“หายดีแล้วหรือ” เปลี่ยนมายืนกอดอก แล้วก็ยิ้มบางๆ ยิ้มทั้งปากทั้งตา
“ดีขึ้นมากแล้วครับ ผมต้องกลับวันนี้แล้ว ถ้ายังไงเราค่อยเจอกันที่บ้านนะครับ” รอยยิ้มกระตุกไปทีหนึ่งกับการนัดหมายที่ไม่เกรงใจหน้าหล่อๆ ของแฟนสักน้อย คาซึยะ ต่อหน้าฉันเธอทำอย่างนั้นได้ยังไง ทำร้ายจิตใจอันอ่อนไหวของอาคานิชิจินมาก ยิ่งไอ้หน้าหยกนั่นมันฉีกปากยิ้มอวดฟันขาวแทบจะนับซี่ได้ ผมยิ่งรู้สึกตึงๆ ข้างขมับ เครียด แฟนไม่เห็นหัว จินเครียด !
“อืม เดินทางดีๆนะ ถ้ากลับไปแล้วฉันจะโทรหา”
“ครับ ผมไปนะ”
“โชคดี แล้วเจอกันใหม่นะ”
ประโยคสุดท้ายคนพูดจงใจพูดกับผมเลยเลี่ยงไม่ได้ที่จะตอบรับตามมารยาท ผมผงกหัวให้อีกฝ่ายเป็นการบอกลาแล้วก็เดินตามแรงจูงของมือเล็กตรงไปยังรถตู้ที่ติดเครื่องรออยู่ คาซึยะจะเล่นง่ายๆ ด้วยการถลาเข้าไปนั่งแถวที่ติดกับคนขับแต่ผมหยุดเขาไว้เสียก่อน
“ไปนั่งข้างหลัง”
“ทำไมอีกล่ะ...”
“เถอะน่า นั่งตรงนี้จะเวียนหัว ไปนั่งหลังด้วยกันดีกว่า” คนช่างซักยอมเงียบคำลงง่ายๆ แล้วก็เข้าไปนั่งหลังสุด รถของเราเคลื่อนออกห่างจากรีสอร์ทเรื่อยๆ ด้านหลังเป็นฮานะจังไกด์สาวคนเก่งที่มายืนรอส่ง ข้างๆ เป็นทาคาชิ ทซึคาโมโต้ที่เสร่อมายืนยิ้มหล่ออยู่ด้วย ผมละสายตาจากนอกรถมาหยุดที่คนข้างตัว เจ้าตัวแสบประสานสายตาตอบแล้วก็ยิ้มให้จางๆ เล่นเอาก้อนเนื้อตรงอกซ้ายผมแทบเหลวเป็นวุ้น
“หิวหรือเปล่า”
“ไม่ เมื่อกี้ทานไปตั้งเยอะ ยังไม่หิวหรอก แต่อยากซื้อของฝาก ไม่ได้ซื้ออะไรจากรีสอร์ทไปสักอย่างเลย อุตส่าห์เล็งพวกกุญแจรูปช้างกับดินสอแท่งใหญ่ๆ ไว้ ว่าจะเอาไปฝากยามะกับฮิโระสักโหลสองโหล โทษฐานชอบจดเล็กเชอร์ไม่เว้นสักชั่วโมง ได้ดินสอแท่งไม้ไปคงไม่ต้องเหลาไปสักครึ่งปีได้” ความคิดน่ารักพอกับหน้าตาท่าทางเลยคนนี้ น่ารัก น่ารักไม่ทน
“เดี๋ยวไปซื้อที่สนามบินก็ได้ ที่นั่นรวมทุกอย่างไว้แล้วแถมยังปลอดภาษีอีกด้วย”
“จริงหรือ ดีๆๆ งั้นอย่าลืมเตือนนะ”
“ไม่ลืมว่าแต่........นายดูสนิทกับผู้ชายคนนั้นนะ ทั้งที่เพิ่งเจอกันครั้งแรก” วกกลับเข้ามาเรื่องคาใจทั้งที่ยังยิ้มในหน้า น้องก็ตกหลุมพราง ส่ายหน้าตอบแบบไม่คิด “ไม่ใช่ครั้งแรก พวกฉันเคยเจอกันมาก่อนแล้ว”
“ที่ไหน”
“จำไม่ได้ ในห้างซักที่นี่แหละ”
“แล้วไปรู้จักกันได้ยังไง” เขานิ่วหน้าทำท่าคิด ทบทวนความจำเดี๋ยวเดียวก็ได้คำตอบว่า... “เจอกันโดยบังเอิญ เค้าเป็นญาติยามะ”
“เรื่องนั้นฉันรู้”
“แล้วจะถามทำไมวะ” พูดไม่เพราะในสถานการณ์ตึงเครียด โทษสถานเบาคือจับหอมให้แก้มช้ำ หนักสุดก็จับกด แต่นี่ถือว่ารักและเอ็นดูจะแค่เฉือนด้วยวาจาและแววตาก่อนจะเรียกร้องเอาค่าปลอบใจเป็นจูบหวานๆ ก็แล้วกัน
“เพราะฉันอยากรู้ว่านายสนิทกับเค้าจนถึงขั้นแลกเบอร์กันได้แล้วหรือ”
“ฉันไม่ได้แลกเบอร์กับเขา”
“แล้วหมอนั่นเอาอะไรมาพูดว่าจะโทรหานาย”
“ฉันจะรู้ไหม ก็อยู่กับนายตลอด ทาคาชิซังเค้าอาจจะพูดไปอย่างนั้นก็ได้”
อ่า...ถ้าน้องยืนยันเสียงแข็งแถมยังทำตาดุด้วยผมก็เชื่อแล้วล่ะว่าน้องไม่ได้แลกกับมันจริงๆ ก็ขืนแลกดูสิ พ่อจะพาไปเปิดเบอร์ใหม่แล้วหักซิมการ์ดอันเก่าทิ้งเดี๋ยวนี้เลย อย่าประมาทพิษรักแรงหึงของผู้ชายแบบอาคานิชิจินนะคาซึยะ ฉันทำได้ทุกอย่างที่นายคิดไม่ถึงเลยล่ะ
“อย่างนั้นเหรอ”
ไม่ได้ตั้งใจจะทำแบบนี้นะ ที่ลากน้องมานั่งเบาะหลังสุดเนี่ย ไม่ได้คิดหรอกว่ามันจะไกลจากคนขับแล้วก็สามารถทำอะไรกับน้องก็ได้ แต่ตอนนี้...คิดสักหน่อยคงดี บางทีอาจจะทำให้ความขุ่นมัวในใจมันทุเลาไปได้บ้าง ยิ่งได้กลิ่นแก้มหอมๆ กับผิวสัมผัสนุ่มเนียนใต้ฝ่ามือ อาการใกล้บ้าของผมคงหายเป็นปลิดทิ้ง
“เป็นอะไรเนี่ย ผีสิงหรือไง”
“ถ้าผีมันหึงเป็นก็คงใช่” เด็ดไหมล่ะ คารมผม ขอให้ได้เกี้ยวเถอะ ไม่เคยจนมุม
“ผีบ้าน่ะสิ” ปากว่า ตาดุ แต่ก็ยอมให้แตะริมฝีปากกับผิวแก้มอย่างเอาใจ ผมครางลึกในคอ ได้ยินเสียงคนตัวเล็กพึมพำดังกับรู้ใจ “คิดมาก ฉันไม่ได้คิดอะไรแบบนั้นกับทาคาชิซังสักหน่อย”
“ถ้าไม่อยากให้คิดมากก็ทำให้ฉันมั่นใจสิ”
พระเจ้า น้องหน้าแดงไปแล้วครับ
“จะให้ทำยังไง”
“นั่นสิ จะทำยังไง”
“..........................” จะให้ทำยังไง ก็....ทำให้ไม่ต้องพูดสิครับงานนี้...พูดไปเสียเวลา มาจูบหวานๆ กันดีกว่า
“อื้ม พะ พอแล้ว”
“....ทำไม....”
“.....ฉัน....หายใจไม่ทัน....” น่ารักมาก น่ารักมากๆ ไม่ไหวแล้ว
ผมเคยคิดว่าป๋ากับแม่คงทำบุญมาเยอะถึงได้ลูกชายที่เป็นอภิชาตบุตรอย่างผม และคราวนี้ผมก็เพิ่งได้ค้นพบความจริงอีกข้อว่า ชาติที่แล้วผมก็คงทำบุญมาเยอะเหมือนกัน ผลบุญกุศลถึงได้หนุนนำให้ผมได้พบ ได้เจอ ได้รักและมีความสุขกับน้องในชาตินี้ ผมนึกขอบคุณพ่อกับแม่ที่ทำให้ผมได้เกิดมา ขอบคุณคุณพ่อตาคุณแม่ยายและยูยะครอบครัวที่น่ารักของคาซึยะ เพราะทุกคนเลี้ยงดูเขามาด้วยความรักน้องผมถึงได้เติบโตเป็นเด็กที่มีสุขภาพจิตดีแถมยังน่ารักบาดใจขนาดนี้ ขอบคุณฮิโรกิกับยามะพีที่ช่วยดูแลและเป็นเพื่อนกับสุดห้าว
ที่ขาดไม่ได้เลยต้องไอ้เพื่อนห่านๆ ทุกคน เพื่อนรัก เพื่อนกิน เพื่อนตาย เป็นเพื่อนทุกเพื่อนที่ทำให้ผมได้น้องมาครอบครองไว้ในที่สุด
ผมชื่อ อาคานิชิ จิน เป็นผู้ชายที่ไม่เคยเชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติทุกเรื่อง เบื่อเรื่องน้ำเน่า รำคาญเรื่องชวนฝัน เฉยชากับเรื่องพรหมลิขิต และหัวเราะเยาะให้กับเรื่องรักแท้ แต่ตอนนี้..... - - - - -
ผม รัก พระเจ้า รักเทพยาดา ฟ้าดิน สิ่งศักดิ์สิทธิ์
ผม รัก รัก รักทุกชีวิตที่ทำให้คาซึยะรับรักผม
และสำคัญที่สุด เหนือสิ่งอื่นใด…
ผม รัก คาเมนาชิ คาซึยะ จังเลยครับ ^^
The happy ending ^^