Heart-Tale

 

 

              คาซึยะ

 

             นั่น มาถึงมันก็เรียกชื่อผมเป็นการข่มนามไว้ก่อน แต่คนที่เงยหน้ามองกลับเป็นทาคาชิซังที่นั่งตรงข้าม พี่ชายห่างๆของยามะพีเลิกคิ้วอย่างแปลกใจก่อนจะเปิดยิ้มกว้าง เชื้อเชิญให้อีกฝ่ายนั่งลง อาคานิชิคุง บังเอิญจริง นั่งก่อนสิ

            ขอบคุณครับ

            ไม่มีการปฏิเสธดังคาด ผมคิดไว้แล้วล่ะว่าระดับคุณชายจิน ไม่มีทางจะสะบัดตูดจากไปถ้ามันยังไม่สมใจ และความสมใจในวันนี้จะไม่เกิดขึ้นถ้ามันไม่ได้จ้องผมให้อึดอัดใจตายไปเสียก่อน จินเลือกนั่งลงฝั่งเดียวกับผมซึ่งมันก็เหมาะตามระดับความสัมพันธ์ของเราสามคนแล้ว ตอนแรกผมดีใจเพราะถ้าหากมันเลือกนั่งฝั่งทาคาชิซังก็หมายความว่าผมต้องทนนั่งประจันหน้ากับมันตลอดมื้อ แต่มาตอนนี้ผมเปลี่ยนใจแล้ว

            ให้มันนั่งกับรุ่นพี่จะดีกว่ามาก

            เจอกันแถวตึกครั้งนั้นก็ไม่เจออีกเลยนะ งานยุ่งหรือ

            ครับ ผมเพิ่งกลับจากไปดูงานที่อเมริกาด้วย ทาคาชิซังสบายดีนะครับ

            ก็เรื่อยๆ วันนี้ออกมาพบลูกค้า บังเอิญเจอคาซึยะพอดีเลยลากมากินข้าวด้วยกัน แม้จะมีข้อแก้ตัวให้ผมรอดพ้นจากข้อหานัดพบชายอื่นเพื่อนพบปะสังสรรค์ แต่ในประโยคนั้นกลับมาคำนามที่แสดงถึงความสนิทสนมชั้นสูงสุดเป็นผลให้ปลายนิ้วที่กำลังไต่ตรงบั้นเอวผมกระตุก

             ชิบหาย ไอ้คุณชายมันโกรธแน่

            ผมเหมือนรู้มาว่ามหาวิทยาลัยเปิดเรียนตั้งแต่เมื่อวาน ตอนเดินผ่านยังไม่แน่ใจว่าจะเป็นคาซึยะเพราะคิดว่ากำลังนั่งเลคเชอร์อยู่ เดินย้อนกลับมาดูอีกทีถึงได้แน่ใจ วันนี้ไม่มีเรียนหรือ ประโยคหลังมันหันมาเอียงคอถามผม ไม่ลืมส่งยิ้มให้ผมตาพร่าแถมมาด้วย รุ่นพี่ทาคาชิเลยบ้าจี้ไปกับหลุมพรางไอ้คนดี

            ตกลงโดดเรียนมาหรือเรา

            เปล่าครับ พอดีว่า....เอ่อ....วิชานี้อาจารย์ผู้สอนยังไม่กลับมาจากสัมมนาเลยงดน่ะครับ ด้นครับ ด้นไปได้หน้าซื่อๆ ทาคาชิซังเชื่อแต่ไอ้คนที่กำลังกดปลายนิ้วลงบนร่องหลังผมมันคงไม่เชื่อ จินยิ้มอ่อนโยน มองอาหารตรงหน้าเหมือนไม่เคยเห็น

            สั่งอะไรมาทานอะไรน่ะ

            เฝอ

            อยากกินกุ้งพันอ้อย สั่งให้หน่อยได้ไหม

            ผีสิงอีกละวันนี้ ปกติเคยมีหรือที่มันจะสั่งให้ผมทำอะไรให้ มีแต่ตัวมันเองที่เป็นคนคอยถาม คอยเอาใจ รองมือรองตีนให้ท่านคาซึยะทุกอย่าง วันนี้คึกอะไรถึงอยากออกคำสั่งบ้าง พอผมมองหน้านิ่งมันก็ย้ำแรงมือลงบนผิวผมทั้งที่หน้ายังยิ้มชื่น สะดุ้งจนเอ็นขาเกือบกระตุกถีบเข้าให้แต่ก็ยังทำใจเย็นเรียกบริกรมารับออเดอร์ เห็นแก่ทาคาชิซังที่นั่งยิ้มไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ผมจะละเว้นโทษมันไว้ชั่วคราว

            ทานอาหารกลางวันด้วยความอึดอัดใจอย่างที่สุด เกือบหนึ่งชั่วโมงหลังจากนั้นผมก็เดินกระแทกเท้าออกจากห้างมายืนหันรีหันขวางอยู่บนฟุตบาทข้างถนน ข้างหลังมีไอ้ตัวต้นเหตุที่ทำให้ผมอดดูหนังก้าวตามออกมาด้วยสีหน้าที่ต่างจากตอนกินข้าวลิบลับ

             มือที่กำลังโบกเรียกแท็กซี่ถูกคว้าหมับแล้วร่างผมก็เซหลุนๆตามแรงรั้งของคนข้างหน้า

            ปล่อย!

            เงียบ เสียงดังไม่อายคนหรือไง

            ไม่อาย ทีนายถือวิสาสะมาฉุดกระชากลากถูคนอื่นกลางถนนแบบนี้ยังไม่อาย ทำไมฉันต้องอายไม่ทราบ จินไม่ต่อคำ ไอ้บ้านี่มันเอาแรงมาจากไหนมากมายก็ไม่รู้ขนาดผมโก่งตัวจิกทั้งปลายเท้าส้นเท้าไว้กับพื้นยังต้านเอาไว้ไม่อยู่ สุดท้ายก็ต้องมายืดหอบอยู่ข้างรถคันเก่งของมันในที่สุด

            ปล่อยซักที มันเจ็บไม่รู้หรือไง!” มือหนาคลายออกโดยไม่อิดเอื้อน ไอ้เลว บีบซะจนข้อมือกูเป็นรอย ช้ำหมดแล้วผิวอันอ่อนบางของท่านคาซึยะ

             ทำไมไม่ไปเรียน

            ก็บอกแล้วไงว่า............

            ยามะพีบอกฉันหมดแล้วไอ้ปลาปากบอน กลับไปนี่จะโดดถีบให้ครีบหักเลยคอยดู โดดเรียนเพราะไม่สบาย มีธุระ หรือไม่อยากเรียนอะไรอย่างอื่น ฉันยังพอเข้าใจ แต่นี่อะไร โดดเรียนมานั่งกินข้าวกับผู้ชายอย่างนั้นหรือคาซึยะ

            แล้วมันผิดตรงไหน หรือ ต้องกินข้าวกับผู้หญิงอย่างนายถึงไม่ผิด

            ฉันไม่เคยทำอะไรไร้สติแบบนั้นผมกระตุกยิ้ม วิธีไหนที่สามารถกวนตีนไอ้คนบางคนได้ ตอนนี้ผมทำหมด เรื่องไหนไม่เกี่ยวผมก็จะทำให้มันเกี่ยว ผมมั่วนิ่ม ผมไม่มีเหตุผล ใครจะทำไม แน่ใจ กล้าบอกได้เต็มปากเหรอว่าเมื่อก่อนไม่เคยทำ นายมันร้ายไม่ใช่เล่นนี่ ขนาดเปลี่ยนผู้หญิงไม่ซ้ำวันยังทำได้นับประสาอะไรกับการโดดเรียนไปจี๋จ๋ากัน

            คาซึยะ นั่นมันไม่เกี่ยวกับเรื่องของเราตอนนี้นะ

            มันไม่เกี่ยวเพราะนายไม่อยากให้เกี่ยวน่ะสิ ใช่สิ นายมันฉลาด ฉันมันโง่ ไม่ว่าอะไรนายเลยต้องเป็นคนตัดสินใจหมดว่ามันดีไม่ดี ถูกไม่ถูก ไม่ต้องให้ฉันรู้ขณะที่คนอื่นๆเค้ารู้กันทั้งบ้านทั้งเมือง นายคิดจะปิดหูปิดตาฉันไปถึงเมื่อไหร่อาคานิชิ เดี๋ยวเรื่องนั้นเดี๋ยวเรื่องนี้ นายคิดบ้างไหมว่ามันชักจะมากเรื่องเกินไปทุกทีจินถอนใจยาว เคาะปลายนิ้วกับหลังคารถรัวเร็วคล้ายกำลังระบายความหงุดหงิดที่กำลังอัดเข้าใส่เราสองคนไม่ยั้ง

            ฉันไม่ได้ตั้งใจจะปิดบัง เรื่องผู้หญิงมันก็เป็นเรื่องในอดีต สาบานได้ว่าตั้งแต่เจอกันฉันไม่เคยทำตัวแบบนั้นอีกเลย แล้วเรื่องลาออกจากงานฉันก็บอกไปแล้วว่าอยากมาพูดต่อหน้า แต่นายก็ไม่ยอมฟังกันบ้างเลย เห็นใจฉันหน่อยสิคาซึยะ

            ฉันไม่ฟังแล้วก็ไม่อยากฟัง นายมันลวงโลก ตีสองหน้าอยู่กับฉันเป็นอีกคนอยู่กับเพื่อนเป็นอีกคน พูดไหนไม่มีนั่น ฉันเกลียด....เกลียดคนปลิ้นปล้อนหลอกลวง ทำแบบนี้อย่ามาเจอหน้ากันอีกเลย

 

             คาซึยะ

 

             ไปให้พ้น อาคานิชิ ออกไปจากชีวิตฉันเสียที

 

             ...............................

 

             คุณได้ยินไม่ผิดหรอก ผมเพิ่งไล่จินด้วยตัวของผมเอง เสียงของผม ปากของผมทำในสิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะกล้าทำในชีวิตนี้ พอกันทีผมไม่อยากเป็นคนโง่ที่อีกฝ่ายไม่เห็นความสำคัญอีกแล้ว ใครจะว่าปัญญาอ่อน ใครจะว่าไร้เหตุผล งี่เง่า ผมไม่สนใจ สิ่งเดียวที่ผมต้องการตอนนี้คือการหลุดพ้นจากความอ่อนไหวบ้าๆนี่เสียที

             ไม่อยากแล้ว ผมไม่อยากเสียใจที่จินไม่เห็นคุณค่า ไม่อยากน้อยใจที่จินไม่ยอมเล่าเรื่องขอมันให้ฟัง ไม่อยากตั้งความหวังว่าตัวเองคือคนที่สำคัญที่สุดของจิน

            ไม่อยากหวัง.....และผิดหวังซ้ำๆแบบนี้

            พอกันที

 

 

            ได้ คาซึยะ ถ้านายต้องการแบบนั้นฉันก็.....ให้.....นายได้ บางทีการแคร์ความรู้สึกของอีกฝ่ายมากเกินไปมันก็ทำให้ทุกอย่างสูญเปล่าได้โดยไม่รู้ตัวเหมือนกัน ขอโทษนะ แต่ตอนนี้เราคงเหนื่อยกันทั้งสองฝ่าย ฉันขอโทษที่ทำให้นายรู้สึกแย่ขนาดนี้ 

            วางใจเถอะ จะไม่มาให้เจออีกแล้วล่ะ 

 

 

 

            ผมไม่เคยรู้เลยว่าสิ่งที่ผมกำลังเผชิญอยู่นี้เรียกว่าความเจ็บปวดความเจ็บปวดที่เกิดจากความรัก ความรู้สึกเหมือนตัวเองไม่มีค่ารุมเร้าอยู่ในอก ไม่มีอะไรเหลือแม้สักอย่าง แม้แต่วันพรุ่งนี้ผมก็ยังไม่สามารถมองเห็นมันได้

            วูบแรกที่ได้ฟัง ได้รับรู้ ผมรู้สึกเหมือนโดนไฟร้อนลวกเข้าตรงกลางอก แต่มือไม้กลับเย็นเฉียบ สั่นระริกเหมือนถูกจับให้จุ่มในถังน้ำแข็ง ความคิดความอ่านหยุดชะงักคล้ายสมองมันไม่สั่งงาน ในอกไม่มีความรู้สึกใดเลยนอกจากอาการอึดอัด อึดอัดมากจนแน่นไปหมด

            มันไม่ใช่สิ่งที่ดี ไม่ใช่เลยสักนิด ผมอยากรู้ว่าผมกำลังเป็นอะไร เพื่อที่จะได้รู้ว่าจะต้องแก้ไขหรือบอกตัวเองให้ทำอย่างไรต่อไป แต่ผมทำไม่ได้ ผมตีความอาการที่อัดแน่นกันอยู่ในอกนี้เป็นคำพูดไม่ได้

            จะตายไหม จะตายหรือเปล่า ถ้าไม่ตายแล้วจะเป็นอย่างไรหรือนี่คือความรู้สึกที่เคยมีคนบอกไว้ เจ็บจนเกินกว่าจะเจ็บ เจ็บจนชา  

            เจ็บ.....เหมือนกำลังจะตาย

            สิ่งที่ผมกำลังรู้สึกอยู่ตอนนี้ เค้าเรียกกันว่า ความเจ็บปวดอย่างนั้นใช่ไหม

            

 

 

 

 

            ตั้งแต่วันนั้นอาคานิชิ จินก็อันตรธานหายไปจากชีวิตของผม ทุกครั้งที่คิดถึงสิ่งที่จินเคยทำให้ ในอกผมจะปวดแปลบเหมือนมีของแหลมบาดลึกลงไป ยิ่งคิดก็เหมือนมีมือมืดดำใช้เล็บจิกแล้วข่วนลากเป็นรอยยาวซ้ำลงบนแผลเดิมนั้น ผมบอกตัวเองให้เลิกคิด อย่าคิด ไม่คิด เพราะยิ่งคิดตัวผมเองก็ยิ่งเจ็บ ยิ่งทรมาน ให้มันผ่านเลยไป อย่าได้จดจำมันคงดีกว่า

            จิตใจของผมเริ่มเข้าร่องเข้ารอยหลังจากนั้นไม่นาน แม้ว่ามันจะไม่ได้มีความสุขสุดๆเหมือนตอนอยู่กับจิน แต่มันก็ไม่ได้เจ็บปวด ทุรนทุรายเหมือนตอนช่วงแรกๆแล้ว ผมพูดคุยกับคนอื่นๆได้ หัวเราะได้เต็มเสียง มีความสุขกับหนังที่ดู และด่าไอ้ปลาตาโตได้เจ็บแสบเหมือนเคย

             ผมคิดแบบนั้นมาตลอดจนมาถึงวินาทีนี้

             แวบแรกที่ได้เห็นร่างสูงคุ้นตาเดินออกมาจากตึกคณะสถาปัตย์หัวใจผมมันกระตุกวาบ ความรู้สึกเจ็บแปลบมันวิ่งพล่านทั้งอกลามไปถึงแขนและขาพาลให้รู้สึกอ่อนแรงไปดื้อๆ ผมไม่น่าประมาทเลย ดันเดินเอื่อยเข้ารั้วมหาวิทยาลัยมาโดยไม่ทันคิดว่ามันเป็นวันซ้อมรับปริญญาของพวกบัณฑิตที่จบไปแล้ว คณะผมอยู่เลยคณะสถาปัตย์และศิลปกรรมเข้าไปด้านในเลยจำเป็นที่จะต้องเดินผ่านเขตแดนของคนอื่นเข้าไปเรียน มันคงไม่เป็นอะไรมากถ้าผมไม่เสร่อมาจ๊ะเอ๋กับคู่กรณีที่เดินมากับเพื่อนอีกสองคน แค่เห็นตึกก็วาบลึกในอกแล้ว มาเจอเจ้าของตึกตัวเป็นๆ

            มันจะเหลือหรือ

            วิญญาณก้อนหินวิ่งเข้าสิงร่างผมแบบไม่ทันได้ป้องกัน แต่กระนั้นมันก็ใช่ว่าผมคนเดียวที่จะมีปฏิกิริยาแบบนี้ อาคานิชิจินเองก็ไม่ต่างกัน แต่หมอนั่นดูจะตั้งสติได้เร็วกว่าผม ริมฝีปากสีเลือดที่เผยอน้อยๆจึงเหยียดปิดเป็นเส้นตรง ดวงตาคมหวานมองผ่านผมไปก่อนเจ้าของร่างสูงจะก้าวผ่านไปโดยไม่มีแม้แต่คำทักทาย

            รอยยิ้ม ความอ่อนโยน สีหน้าและแววตาเป็นประกายในยามที่มีผมเป็นเป้าหมายให้จับจ้อง

            ทุกอย่าง มันกลายเป็นอดีตไปหมดแล้ว

            .

 

            .

 

            .

 

            คาเมะจัง เกิดอะไรขึ้น

             ....................................

             ผมหันไปมองเจ้าของเสียงช้าๆ แปลกกับสีหน้าตกใจของฮิโรกิไม่น้อยแต่ก็ไม่ได้ถามออกไป ตรงนี้คือที่ไหน ผมกวาดตามองไปรอบตัว โต๊ะประจำนี่นา ผมเดินมาถึงตรงนี้ได้ยังไง ข้อมือโดนกระตุกโดยมือนุ่ม ผมทรุดลงนั่งอย่างว่าง่าย ยังคงพยายามคิดกลับไปว่าอะไรที่บังคับร่างกายให้พาตัวเองมาถึงคณะตัวเองได้ทั้งที่สมองและหัวใจมันเหมือนหยุดทำงานไปตั้งแต่ที่จินเดินจากไป

            คาเมะจัง ร้องไห้ทำไม

 

            ....................................

 

            อีกครั้งที่ผมต้องหันไปมองคนถาม ยังไม่ทันได้ยกมือขึ้นสัมผัสรอยชื้นตรงแก้ม ยามะพีที่ถือกระป๋องชามาทั้งสองมือก็วางทุกอย่างลงโครม จับไหล่ผมให้หันไปหาทันที

            เป็นอะไร!

            ไม่....ไม่รู้....ฉันไม่รู้....

            ใครทำอะไรให้ บอกฉันมา ผมส่ายหน้า ไม่มียามะพี ไม่มีใครทำอะไรฉันเลย

            แล้วนายเป็นอะไรคาซึยะ บอกสิว่าเป็นอะไร ไปทำอะไรมา ผมกลืนก้อนสะอื้นที่มันแล่นขึ้นมาจุกลำคอ เจ็บร้าวลึกลงไปถึงกลางอกจนไม่สามารถอธิบายอะไรได้ แต่ดูเหมือนมันมีคำเดียว คำเดียวที่ติดอยู่ตรงริมฝีปากผมยามนี้

            คาเมะจัง

            เจ็บ แรงสะอื้นหลุดพ้นริมฝีปากพร้อมอาการสั่นไหวของไหล่ ผมกำเสื้อยามะพีไว้แน่น กดหน้าซุกกับอกเพื่อนอย่างลืมอาย ฉันเจ็บยามะ อึ่ก เจ็บ.....เจ็บในอกนี่....ทำยังไงดี....ฮึ่ก...ฉันจะทำยังไงดี

            คาเมะ

            ฉันเจ็บเพราะจิน เจ็บเหมือนจะตายเลยยามะ ทำไมมันถึงเป็นอย่างนี้หมดแล้วความพยายามทุกอย่างที่เพียรสร้างสมมา ความสงบสุขที่บอกตัวเองว่ามันดีแล้ว....มันดีแล้วทุกครั้งที่ลืมตาตื่น คำโกหกที่ตอกย้ำว่าผมไม่เป็นไร ไม่มีจิน ชีวิตผมก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง มันหมดแล้วจริงๆ

            เพียงชั่ววินาทีเดียวที่ได้สบตากัน

            เกราะป้องกันตัวเองที่ผมเพียรสร้างขึ้นมาอย่างยากลำบาก มันก็หายวับไปกับตา...ราวกับเรื่องโกหก เหมือนก่อนหน้านี้ไม่ได้มีคาเมนาชิ คาซึยะที่เข้มแข็งและร่าเริงคนนั้นอยู่เลยในโลก เหลือเพียงไอ้เด็กอ่อนแอที่ห้ามไม่ได้แม้แต่น้ำตาของตัวเองอยู่ตรงนี้

            ทำยังไงดี ผมทรมาน

            ทำยังไงดี ผมรักจิน ผมรักอาคานิชิจิน

 

 

            อาการสติหลุดของผมกินเวลาไปทั้งคาบเช้าวันนั้น ยามะพีกับฮิโรกิเลยต้องโดดเรียนนั่งเฝ้าผมไปด้วย โชคดีที่ช่วงนั้นเป็นช่วงที่มีการเรียนการสอนปกติจึงไม่ค่อยมีนิสิตเดินผ่านไปมามากนัก บางคนที่เห็นเหตุการณ์เขาก็คงเห็นแค่ภาพที่ผมนั่งให้ยามะพีกอด มีฮิโรกินั่งอยู่ข้างๆ ซึ่งเป็นภาพปกติที่พวกปีสองขึ้นไปทุกคนชินตาเสียแล้ว ผมเงยหน้าจากอกของยามะพีพลางใช้หลังมือป้ายน้ำตา ยามะพีดึงผ้าเช็ดหน้ามาช่วยซับให้อย่างใจดี แบบนี้แหละถึงจะปากร้ายแต่มันก็รักผม

            รู้สึกดีขึ้นหรือยัง

            อือ

            เป็นยังไงบ้างตอนนี้ ปวดหัวไหม ร้องไห้หนักอย่างที่ไม่เคยเป็น เล่นเอาเพื่อนๆตกใจกันถ้วนหน้า ผมหรี่ตามองพื้นโต๊ะก่อนจะส่ายหน้า หิว

             ไอ้ปลามันพ่นลมออกจมูกพรืด ผลักหน้าผากผมแล้วก็ลุกตรงไปทางโรงอาหาร

             ผมโชคดีใช่ไหมที่มีเพื่อนดีขนาดนี้

            เจอกันใช่ไหม ฮิโรกิถามแบบไม่เสียเวลาอ้อมค้อม ตาคู่สวยมองตรงมาคล้ายจะอ่อนใจก็ไม่ใช่ เศร้าใจก็ไม่เชิง แต่ผมว่าฮิโรกิคงแน่ใจในคำตอบอยู่แล้วล่ะ เพื่อนผมคนนี้เดาอะไรไม่เคยพลาด ลืมไปว่าวันนี้พวกรุ่นพี่ที่จบมีซ้อมที่หอประชุมใหญ่ ขอโทษนะ เราไม่ได้โทรบอกคาเมะจังเพราะไม่คิดว่ามันจะบังเอิญขนาดนั้น

            ไม่เป็นไร ไม่ใช่ความผิดฮิโระซักหน่อย

            แล้วคุยอะไรกันบ้าง

            ไม่ ไม่ได้คุยเลย รุ่นพี่ของฮิโระแทบไม่มองหน้าเราด้วยซ้ำ แต่ก็ไม่เป็นไรหรอก ดีแล้วที่มันเป็นอย่างนี้ ดีแล้วล่ะ บอกทั้งฮิโรกิและใจของตัวเองด้วย บอกเพื่อที่จะให้รู้สึกดีขึ้นแม้ว่ามันจะแทบมองไม่เห็นความเป็นไปได้เลยก็ตาม ฮิโรกิใช้ปากกาขีดเป็นเส้นวงกลมซ้อนๆกันเป็นวงยุ่งเหยิงบนปกสมุดเลคเชอร์ซึ่งผิดนิสัยเจ้าระเบียบของเจ้าตัวลิบลับ ผมมองอาการแปลกๆนั่นแล้วก็เผลอลืมเรื่องเศร้าในใจ หันมาถามอย่างอดใจไม่อยู่

            ฮิโรกิ คิดอะไรอยู่น่ะ

            คิดเรื่องรุ่นพี่จินกับคาเมะจัง

            เชย เดี๋ยวนี้เค้าไม่คิดเรื่องนั้นกันแล้วเหอะ เศร้าจนใจจะขาดตายอยู่แล้วยังมีมุขได้อีก แต่โทษทีฮิโรกิไม่แม้แต่จะทำหน้าอ่อนใจอย่างทุกที คราวนี้ดูจริงจังผิดปกติจนผมต้องเงียบ

            คาเมะจังอยากรู้ไหมว่าทำไมรุ่นพี่จินถึงลาออกจากบริษัทนั้นทั้งๆที่กว่าจะได้เข้าไปทำงานต้องผ่านการทดสอบหลายต่อหลายรอบ มันมีเหตุผลอื่นนอกจากความต้องการของเจ้าตัวแล้วก็กิจการที่รวยล้นฟ้าของตระกูลนั้นอีกหรือ อุตส่าห์สอบได้งานที่ตัวเองชอบและใฝ่ฝันอยากจะทำ ทำไมรุ่นพี่จินถึงได้ลาออกแล้วกลับไปช่วยงานทางบ้าน อยากรู้ไหม

            ถ้าบอกว่าไม่อยากรู้ก็คงโกหก

             อยาก

            ฮิโระ นายกำลังผิดสัญญานะ ยามะพีบอกเสียงเรียบ แต่การที่มันติงฮิโระต่อหน้าผมก็เป็นการบอกใบ้อย่างหนึ่งว่ามันคงเห็นด้วยกับการผิดสัญญาครั้งนี้ ฮิโรกิรับถุงขนมขบเคี้ยวมาจากยามะพี แกะแล้วก็เลื่อนมาให้ผม ก็ถ้าไม่ทำแบบนี้ ทั้งสองคนคงไม่เข้าใจกันง่ายๆ นายก็เห็นนี่ยามะ มาถึงขั้นนี้แล้วรุ่นพี่จินคงไม่ยอมบอก แล้วคาเมะก็คงไม่รู้ไปจนตายนั่นแหละ

            ถ้าคิดว่ามันจะดีขึ้นก็ตามใจ

            พูดอะไร ขอเข้าใจด้วยคนได้ไหม สุดจะห้ามความอยากรู้ที่วิ่งพล่านในอกนี้ได้ ผมวางมือลงบนแขนฮิโระเผลอจับแน่นด้วยความลืมตัว ฮิโรกิเป่าปาก สองเพื่อนคู่ซี้เขามองหน้ากันก่อนยามะพีจะเป็นคนเปิดประเด็นด้วยหมัดเหวี่ยงขวาตาย ซ้ายสลบใส่ปลายคางผมเต็มๆ

            รุ่นพี่อาคานิชิ จิน เขาต้องกลับไปช่วยงานของที่บ้านก็เพราะแกนั่นแหละ ไอ้เต่า

            หมายความว่าไง

            เขาต้องทำงานให้คุณพ่อเพื่อแลกกับการได้รักกับแฟนเด็กผู้ชายหัวดื้อแบบคาเมนาชิ คาซึยะไปตลอดชีวิตที่เหลือยังไงล่ะ เด็กโง่ แล้วดูนายซิ นอกจากจะไม่สานต่อความตั้งใจของรุ่นพี่เขาแล้ว ยังมาบอกปัดกันหน้าตาเฉย รู้ตัวหรือเปล่าว่าทำให้ความฝันของผู้ชายดีๆคนหนึ่งดับวูบไปเพราะคำตัดรอนของตัวเอง

 

            .

 

            .

 

            .           

 

            มีเหตุผลอะไรบ้างในโลกใบนี้ที่จะทำให้คนๆหนึ่งทำทุกอย่างเพื่อใครอีกคน ทำแม้ว่ามันจะฝืนใจตัวเอง.....แต่ก็ทำด้วยความสุขและรอรับผลของการกระทำนั้นอย่างมีความสุข เพียงเพราะได้เห็นอีกฝ่ายยิ้มและหัวเราะอยู่ตรงหน้า เพราะผมเป็นคนเห็นแก่ตัว เอาแต่ใจตัวเองแถมยังไม่ค่อยคิดถึงความรู้สึกของคนอื่น ดังนั้นสำหรับผมแล้วคนที่ทำเพื่อคนอื่นได้ถึงขนาดนั้น ต้องไม่ใช่คนธรรมดาแน่

            เขาจะต้องเป็นคนดี เป็นคนดีมากๆ

            มากในระดับที่ว่า แม้แต่คนที่โง่ที่สุดในโลกก็ไม่ควรจะปล่อยให้หลุดมือไป แล้วคนที่ฉลาดแกมโกงอย่างท่านคาซึยะจะยอมโง่หรือ ไม่ใช่เรื่องละ

 

 

 

          พิธีรับปริญญาของปีการศึกษานี้ยิ่งใหญ่เหมือนทุกปีที่ผ่านมา  ผู้คนมากมายหลั่งไหลกันเข้ามาร่วมแสดงความยินดีกับบัณฑิตใหม่สมกับเป็นมหาวิทยาลัยดังระดับประเทศ เป็นปกติของทุกปีที่ทางสภามหาวิทยาลัยจะประกาศงดการเรียนการสอนหนึ่งวันเต็มเพื่อให้รุ่นน้องได้มีโอกาสมาแสดงความยินดีกับรุ่นพี่ ผมมีรุ่นพี่ที่จบปีนี้หลายคน วันนี้ทั้งวันพวกเราสามทหารเสือเลยตระเวนถือช่อดอกไม้และของขวัญเล็กๆน้อยๆไปตามคณะต่างๆ และสุดท้ายก็มาจบที่

          สถาปัตยกรรมศาสตร์

          ฮิโรกิที่วันนี้อารมณ์ดีเป็นพิเศษถือช่อดอกไม้ช่อใหญ่ตรงเข้าไปหารุ่นพี่คนสนิทท่ามกลางสายตาชื่มชมปนอิจฉาของคนแถวนั้น เจ้าหน้าหวานเพื่อนผมดูจะเข้ากันได้ดีกับครอบครัวนิชิกิโดแต่เรื่องนี้มันแน่นอนอยู่แล้วก็เขาสองคนโตมาด้วยกันนี่เนาะ เอ่ยแสดงความยินดีกับทานากะ โคกิ นากามารุ ยูอิจิ และทากุจิ จุนโนะสุเกะจนครบทีมแต่ไม่ยังกะมีแม้แต่เงาของคนที่ผมชะเง้อหาตั้งแต่ข้ามเขตแดนคณะเข้ามา

          เรียนจบเหมือนคนอื่นไม่ใช่หรือ ทำไมไม่อยู่ตรงนี้เหมือนชาวบ้านเขา หรือพวกเกียรตินิยมเหรียญทองเขาไม่อยากเปิดเผยตัวในที่สาธารณะเพราะกลัวว่าจะโดนคนนิสัยเสียอย่างผมตามมาหาเรื่อง ในงานรับปริญญาของตัวเอง มองไปรอบตัวก็มีแต่คน คนและคน แต่ไม่ยักกะมีคนหน้าหล่อๆที่คุ้นตามาให้เห็นเลย ผมเริ่มถอดใจเพราะไม่รู้จะตามหาจินได้ที่ไหนอีก วันปกติยังพอว่าแต่วันพิเศษแบบนี้ สารพัดมนุษย์เดินกันให้ควั่กแบบนี้ จะมีโอกาสได้ให้ไหม ไอ้ดอกไม้ดอกเดียวนี่น่ะ

 

          ผมแกว่งของขวัญเพียงชิ้นเดียวในมือไปมา อุตส่าห์ลงทุน(บังคับน้องชายสุดที่รักให้มาช่วย)ทำทั้งคืน น่าเสียดายถ้าไม่ได้ให้อย่างที่ตั้งใจไว้

             มองหาใครหรือคาเมะจัง

            มองหาจินครับรุ่นพี่เรียวจังยิ้มจนหางตาย่นเมื่อได้ยินคำตอบจากใจแบบไม่มีกั๊ก เขาหัวเราะคึๆในคอ แล้วก็บอกให้ผมใจเสียไปอีกว่า ไม่อยู่ตรงนี้หรอก เจ้านั่นไปถ่ายรูปกับครอบครัวตั้งแต่เมื่อกี้แล้วล่ะ เห็นบอกว่าพอถ่ายรูปเสร็จจะกลับบ้านเลยเพราะทุกคนมีงานรออยู่

              มีงานรออยู่ ! ในวันรับปริญญานี่นะ

              ไอ้บ้าจิน!

             ใครใช้ให้นายทำตัวแบบนี้เนี่ย วันนี้วันรับปริญญานายนะ คนอื่นไม่ว่างก็กลับไปก่อนใครจะว่า แต่นายเป็นเจ้าของงาน เป็นบัณฑิตที่มีหน้าที่รอให้คนมาแสดงความยินดีในวันนี้ นายต้องอยู่รอสิ ไม่ใช่ชิ่งหนีกลับไปทำงานทั้งที่ฉันตั้งใจจะมาเจอนายในงาน ไอ้คนไม่รู้จักกาลเทศะ อย่าให้เจอนะ คาซึยะจะปาดอกไม้ใส่หน้าให้

            แต่ไม่แน่ใจว่าจินจะกลับไปหรือยังนะ

            อ่าว นิชิกิโดเรียว พูดจาวกวนแบบนี้ เดี๋ยวมีทวงเพื่อนคืน

            ตกลงกลับหรือไม่กลับครับ คุณเรียวจังหัวเราะ ได้ทีล่ะหัวเราะกันทั้งกลุ่ม

            ไม่แน่ใจเหมือนกัน เห็นมันบอกว่าอาจจะแวะไปดูสถานที่ในความทรงจำก่อนกลับน่ะ สถานที่ในความทรงจำ เวรละ คำใบ้ไม่กระจ่างแถมยังคลุมเครือได้อีก ไอ้คุณชายนั่นมันเกิดก่อนผมตั้งสองปีแถมยังเรียนเร็วกว่าตั้งห้าปี ความทรงจำมันก็ต้องมีแทบทุกมุมในรั้วมหาวิทยาลัยนี้ แล้วผมจะรู้ไหมว่ามันจะไปไหน

            ขอคำใบ้เพิ่มได้ไหมครับ

            ฮ่าๆๆ นายนี่มันน่ารักแบบมึนๆจริงนะ โอเคๆ คำใบ้ที่สอง สุดท้ายและท้ายสุด จินมันบอกว่าจะไปรำลึกความทรงจำที่ได้คิสกับครั้งที่สองจากเด็กห้าวที่ไหนไม่รู้เหมือนกัน ฉันบอกได้แค่นี้แหละ

 

 

            บันไดแดงทอดตัวอย่างสง่างามเหมือนเช่นวันเก่า

            เวลาไม่อาจพรากมนตร์ขลังอันเป็นเสน่ห์รึงเร้าใจไปจากเจ้าพรมสีแดงเลือดนี้ได้ ทุกก้าวที่เหยียบขึ้นไป ผมได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นตึก ตึก ตึก ประสานกับเสียงฝีเท้าอันแผ่วเบา จำไม่ได้แล้วว่านี่เป็นครั้งที่เท่าไหร่ที่ได้ปีนบันไดแดง จึงตอบไม่ได้ว่าที่ไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเลยนั้นเป็นเพราะความเคยชินหรือเป็นเพราะใจมันเร่งเร้าที่จะไปเจอใครบางคนที่อาจจะยังอยู่บนโน้น

 

            ผมก้าวมาหยุดครึ่งทาง

 

            จำได้ว่าตรงนี้ เคยมานั่งหอบพิงอกยามะพีในวันที่จะมายืมหนังสือทำรายงาน

            จำได้ว่าตรงนี้ เคยได้ยินเสียงฝีเท้าหนักๆ ที่ก้าวขึ้นมาราวกับไม่รู้สึกอ่อนล้าอย่างที่ผมเป็น เคยติดใจสงสัยจนต้องหันกลับไปดูเจ้าของจังหวะฝีเท้านั้นอย่างข้องใจ แล้วก็ได้เห็น

 

            ผู้ชายตัวสูง ผิวขาวจัดที่ตัดกับริมฝีปากแดงสด เสื้อเชิ้ตสีน้ำตาลเข้มและกางเกงยีนส์สีซีด

            คนที่ดูดีได้แม้จะอยู่ในชุดลำลองธรรมดา 

 

            จำได้ว่าตรงนี้ ที่ผมสะดุดขั้นบันไดจนหล่นลงไปหาใครบางคนโดยไม่ตั้งใจ และก็ดันไปคล้องกับตำนานรักสะท้านโลกของเจ้าปลาหน้าหวานเข้าให้ ใครจะคิด ว่ามันจะกลายเป็นเรื่องจริงในเวลาต่อมา 

 

            ผมเดินเลยชั้นที่เป็นห้องสมุดมาหมดแล้ว บันไดที่ทอดสูงอยู่ตรงหน้าจะพาผมไปถึงส่วนต้องห้ามที่มีเพียงคณะกรรมการสภาสถาปัตย์เท่านั้นที่จะผ่านเข้าไปได้ มาถึงขั้นนี้จะหยุด จะถอยคงไม่ใช่นิสัยผม แต่จะให้เดินตรงเข้าไปหาอีกฝ่ายแบบไม่รู้สึกอะไรเลยมันก็ไม่ใช่แนวอีก ผมตื่นเต้น หวั่นไหว รู้สึกไม่มั่นใจ หากเจ้าดอกไม้สีเหลืองส้มดอกโตและมีเพียงดอกเดียว พร้อมใบสีเขียวสดที่ผมบรรจางประดิษฐ์เองกับมือ มันทั้งขู่ทั้งปลอบให้ก้าวไปข้างหน้า ผมสูดลมหายใจลึก

 

            เอาวะ เห็นแก่ริบบิ้นผ้าสีเงินเส้นใหญ่ที่ผูกติดไว้กับก้านสีเขียวเข้มนี่ ผมจะไม่ทำให้มันต้องเก้อก็แล้วกัน 

 

            ตึ่ก

 

            ตึก

 

            ตึก 

 

            เสียงใครบางคนเดินมาจากชั้นลอย ผมเงยหน้าขึ้นมองหาเจ้าของเสียงฝีเท้าคุ้นหูแล้วก็รีบซ่อนดอกไม้ไว้ด้านหลังอย่างรวดเร็ว เสียงฝีเท้าใกล้เข้าแล้วก็มาหยุดตรงบันไดขั้นบนสุด มองไล่ตั้งแต่กางเกงสูทแบบพอดีกับช่วงขายาว เสื้อนอกสีเดียวกันและปกเชิ้ตเนื้อดีสีอ่อน แค่เห็นก็รู้แล้วว่าทั้งมูลค่าของเนื้อผ้าและดีไซน์รวมกันคงเลี้ยงอาหารกลางวันบ้านเด็กกำพร้าได้ทั้งเดือน  

            ผมกรอกตาหลบไปวูบหนึ่งเมื่อเจอสายตาคมกริบมองกลับมา รู้สึกว่าจุดที่ตัวเองยืนอยู่มันดูเสียเปรียบอย่างไรชอบกล ผมต้องเงยหน้าขึ้นไปหาเพื่อที่จะได้เห็นหน้าจิน ต้องเดินขึ้นไปเพื่อที่จะไปถึงจุดที่จินยืนอยู่ ต้องเป็นฝ่ายเหนื่อยขณะที่อีกฝ่ายยังคงยืนล้วงกระเป๋ากางเกงนิ่งอยู่เช่นเดิม มือข้างหนึ่งถือสมบัติกระดาษที่สำคัญยิ่งในชีวิตนิสิต นอกจากเสียงเซ็งแซ่ที่เล็ดรอดเข้ามาจากด้านนอกพอได้ยินแล้ว ก็ไม่มีเสียงใดระหว่างเรา 

            ไม่มีความเคลื่อนไหวจากคนที่เป็นฝ่ายเข้ามาหาผมก่อนเสมอคราวนี้

             ผมคงต้องก้าวเข้าไปหาจินเอง

 

             ตึ่ก

 

             ตึ่ก

 

             ตึ่ก

 

             สำเร็จไปหนึ่งขั้น ตอนนี้ผมมายืนอยู่บนพื้นระดับเดียวกันกับจิน แต่คงต้องเงยหน้ามองมันอยู่ดี เอาเป็นว่าวันนี้ผมของดพูดถึงระดับความสูงที่แตกต่างก็แล้วกัน แม้จะแอบเจ็บใจที่เตี้ยกว่าเยอะแต่ถ้าอธิบายมากไปมันจะไม่โรแมนติกเอาซะเปล่า พองลมใส่แก้มสลับข้างไปมาอยู่อึดใจก่อนจะยื่นทานตะวันดอกโตให้พ่อคนดีเขาดื้อ

            ยินดีด้วย

            จินก็ยังคงเป็นจินที่แสนดีเหมือนเดิมครับ แค่ผมยืนหน้าแดงก่ำทำปากยื่น เพราะต้องข่มความอายในการง้อคน มันก็คลายยิ้มใส่ตาผมอย่างง่ายดาย แทนที่จะรับของขวัญ มือขาวจัดกลับเอื้อมมารั้งข้อมือผมเข้าไปใกล้ แล้วเป็นไงล่ะ ได้กอดกันตรงหัวบันไดนั่นเลย

            ขอบใจมาก

            อืม

            ฉันดีใจที่นายยอมมา

            ฉันมาเพราะมีเรื่องจะถาม นายต้องจำใจทำงานกับทางบ้านเพราะฉันหรือจิน จินทำเสียงคล้ายประท้วง อ้อมกอดที่โอบรัดผมอยู่ยิ่งกระชับแน่นขึ้นเป็นสองเท่า ฉันแค่กลับมาช่วยงานพวกท่านเร็วกว่ากำหนดเท่านั้นแหละ เนื้อหางานก็คล้ายกันเป็นงานที่ฉันชอบ แต่ที่ไปสมัครที่อื่นเพราะอยากลองหาประสบการณ์ก่อนกลับเข้าบริษัทแม่ นายกังวลเรื่องนี้หรือคาซึยะ

            ฉันกลัวนายจะไม่มีความสุขในการทำงาน

            ขอโทษนะที่ไม่ได้บอกตั้งแต่แรก หายโกรธแล้วนะ

            ใครโกรธ ไอ้คนที่มันเชิดใส่กันน่ะ ไม่ใช่ฉันแน่

            เจ้าของอกที่ผมซุกหน้าอยู่หัวเราะเสียงทุ้ม ว่าจะพูดนานละ แม้แต่เสียงหัวเราะมันยังมีชาติตระกูลเลยขอบอก มือหนาสางเส้นผมให้เบามือ ไม่ลืมคลึงปลายนิ้วกับท้ายทอยพอให้ผมรู้สึกผ่อนคลายหลังจากที่เครียดกับการเผชิญหน้ากันจนตัวเกร็งไปหมด เสียงทุ้มออดอยู่เหนือหน้าผาก ฟังแล้วรู้สึกดีไม่ต่างจากวันวาน

            ก็คนมันน้อยใจนี่นา เอะอะอะไรก็ไล่กันลูกเดียว ถึงจะรูปหล่อพ่อรวยแล้วก็นิสัยดีแค่ไหนฉันก็เสียใจเป็นนะ ชะ มันกล้าดียังไงเอาคุณสมบัติตัวเองมาขายกับคนอย่างผม ไม่รู้เสียแล้วว่าคาซึยะรู้ดีมากกว่าที่มันพูดออกมาอีก

             นอกจากรูปหล่อพ่อรวยนิสัยพอใช้ได้แล้ว นายยังหน้าด้านสุดๆด้วย

            ไม่หน้าด้านแล้วจะได้นายเป็นแฟนเหรอ รู้ไหมว่าจะมาถึงทุกวันนี้ ฉันต้องเนียนเข้าหานายตั้งกี่ครั้ง ผมทำเสียงหึในลำคอ รู้บ้างไม่รู้บ้าง มันผิดไหมล่ะ บางทีผมก็รู้ว่ามันเนียนแต่ก็เห็นแก่ความหล่อของมันเลยทำเป็นไม่รู้ เหมือนตอนนี้น่ะแหละ ไอ้คนดีมันเนียนรวบรัดเอาผมเป็นแฟนไปหยกๆ รู้อยู่เต็มอกแต่ไม่อยากค้าน ขี้เกียจ

            ตกลงเราเป็นแฟนกันแล้วนะ

            เนียนได้ทีล่ะประกาศความสัมพันธ์เลยนะ ยกระดับตัวเองสุดฤทธิ์ ผมชำเลืองมองใบหน้าขาวจัดที่เริ่มซับสีเรื่อเพียงแวบเดียว ไม่ทันได้คิดก็ดันคล้องแขนโอบรอบลำคอคนตัวสูงกว่าเป็นคำตอบรับไปเสียแล้ว เฮ้อ ปากแดงๆ ตาคมๆ นี่มันไม่เข้าใจออกใครจริงๆ ประมาทไม่ได้เลยเชียว

            ฉันเอาแต่ใจนะ

            ฉันรู้

 

            พูดไม่เพราะด้วย

            ข้อนี้ก็รู้ดีเลยล่ะ

 

            นิสัยไม่ค่อยดี ชอบให้เอาใจ แล้วก็ไม่ชอบเอาใจใคร

            ฉันอยากเอาใจนาย คาซึยะ

 

            ฉันไม่ชอบง้อใคร แต่ก็ไม่งอนใครง่ายๆเหมือนกัน ยกเว้นเหลืออดจริงๆ

            ฉันจะพยายามไม่ทำให้นายโกรธ ดีไหม   

 

 

            ยอมให้ทุกทางขนาดนี้ ไม่มีทางรอดครับ  

 

 

            ฉันรักนายคาซึยะ รักมากๆด้วย

 

            .......อืม.....รักเหมือนกัน....... แล้วก็อุบอิบเติมท้ายว่า.....มั้ง.......

 

            (อ๊ากกกกก...เขินเว้ย!)

 

            จินยิ้มหวาน กดจมูกโด่งลงกับหน้าผากแล้วก็แก้มซ้ายขวาของผมแบบไม่ให้น้อยหน้ากัน เรากอดกัน มองตากัน หัวเราะและยิ้มให้กัน ก่อนจะสารภาพรักกันด้วยการปล่อยให้ริมฝีปากจูบซับคลอเคลียอยู่เช่นนั้น

 

             ....เนิ่นนาน.....        

 

 

 

 

 

            Fanismz ::: จบบริบูรณ์ ^^    

 

edit @ 18 Dec 2007 20:29:52 by Fanismz