ร่างสูงถอยออกห่างจากกรอบประตูทั้งที่ยังประสานสายตากับเจ้าของห้อง จินแค่อยากมาขอยืมผ้าขนหนูผืนเล็กสักผืน แค่ผ้าขนหนูผืนเดียวที่จะเอาไปซับหน้าคลายความอ่อนล้า แต่ไม่คิดว่าคาซึยะจะให้เขาได้มากกว่าที่ตั้งใจ นักธุรกิจหนุ่มกลับมายังห้องรับรองแขกห้องใหญ่เสียงเด็กสองคนยังดังแว่วมาจากห้องน้ำด้านในแต่จินหยุดตัวเองอยู่แค่กลางห้อง ดวงตาดำจัดมองกวาดไปทั่ว มองภาพเดิมซ้ำไปมาอยู่เช่นนั้นโดยไม่เข้าใจว่าจะมองไปเพื่ออะไร อันที่จริง...จินไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเขากำลังทำอะไร ต้องการอะไร แล้วเขามายืนอยู่ตรงนี้ทำไม
ในหัวเขามัน...ว่างเปล่า
ในอกเขามัน....ชา
แม้แต่ร่างกายนี้ จินก็รู้สึกเหมือนมันไร้ตัวตน
หากเพียงแค่ได้ยินเสียงฝีเท้าจรดผ่านพื้นเข้ามาใกล้ สิ่งที่เพิ่งได้รับรู้มันก็เริ่มถ่วงอารมณ์และความรู้สึกของเขาให้หนักอึ้ง จินไม่ได้ปักใจเชื่อจากเสียงที่ได้ยิน แต่จินแน่ใจว่ามันคือความจริงเมื่อเขาได้มองลึกเข้าไปในหน่วยตาเรียวงามคู่นั้น แล้วยังไงล่ะ....สิ่งที่จินอยากรู้คือเขารู้สึกอย่างไรกับสิ่งที่เกิดขึ้น โกรธเคือง เสียใจ ผิดหวัง เขาควรจะแสดงออกอย่างไรเมื่อรู้ว่าตัวเองถูกหลอก
“คุณจินครับ....” ต้นตอของเสียงอยู่ใกล้เขาเหลือเกิน ถ้าเป็นปกติคุณจินคงอาศัยช่วงแขนยาวเกี่ยวเอาร่างบางมาชื่นใจให้สมอยาก แต่วันนี้คุณจินเพียงแต่นิ่งเฉย “เด็กๆ อาบน้ำอยู่หรือครับ”ชายหนุ่มไม่แน่ใจว่าเขาควรจะใช้น้ำเสียงแบบไหนตอบกลับ คาซึยะจึงได้เห็นแค่อาการพยักหน้ารับช้าๆ
“เมื่อกี้....คุณไปที่ห้อง ต้องการอะไรหรือเปล่าครับ”
“….ไม่...ไม่มีอะไร”
“คุณจิน” ร่างสูงดึงตัวเองให้ยืนขึ้น สองมือซุกไว้ในกระเป๋ากางเกงเมื่อถูกมือเล็กรั้งแขนไว้ “จะไม่พูดอะไรเลยหรือครับ”
“จะให้พูดอะไร” หลับตาฟัง ไม่ต้องเห็นสีหน้าเรียบจัด คาซึยะก็รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังอารมณ์ไม่ปกติ คุณจินที่เขาคุ้นเคยไม่ห่างเหิน เย็นชา และไม่เคยพูดโดยไม่ยอมมองหน้าคาซึยะแบบนี้ “พูดเรื่องอะไรก็ได้ที่คุณจินอยากจะพูด อยากรู้จากจากผม คุณข้องใจอยู่ไม่ใช่หรือครับ”
“ถ้าพูดไปแล้ว จะได้ความจริงกลับมาอย่างนั้นหรือ”
มันเป็นการถูกประชดที่สะเทือนใจคนฟังมากที่สุดเท่าที่เคยรู้สึก คาซึยะยืนนิ่งค้างในท่าเดิม สองมือตกลงข้างตัวเพราะพอคุณจินปลดมือเขาออกจากแขน คาซึยะก็เหมือนถูกปล่อยให้ยืนเคว้งท่ามกลางความว่างเปล่าอันแสนทรมาน สติของเขากลับเข้าสู่ตัวอีกครั้งเมื่อถูกร่างเล็กโถมเข้ากอดรัดจนเซ
“อาบน้ำเสร็จแล้ว คาซึริตัวหอมไหมคาเมะจัง” คาเมะจังคลี่ริมฝีปากเป็นรอยยิ้ม รับร่างที่ห่อตัวอยู่ในผ้าขนหนูผืนใหญ่เข้ามารัดเสียจนคาซึริดิ้นประท้วง “คาเมะจังเป็นอะไร กอดแน่นจัง”
“ก็อยากรู้ว่าตัวหอมจริงๆ หรือเปล่าไง”
“หอม เมื่อกี้คุณอาก็บอกว่าหอม แต่เจ้าอ้วนนั่นยังล้างฟองไม่หมด คุณอาเลยเอากลับไปอาบอีกรอบ...” เจ้าตัวเล็กหัวเราะคิกคัก ชอบใจกับชัยชนะเล็กๆ น้อยๆ แล้วจึงวิ่งไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่คาซึยะเตรียมไว้ให้ ไม่ถึงอึดใจ จินจินก็เดินเร็วๆ ออกมาในสภาพคล้ายกัน เจ้าตัวอ้วนมันใช้ผ้าขนหนูคลุมตัว โผล่มาแต่หน้ากลมแป้น ปากมันแดงก่ำเพราะไอของน้ำอุ่น หัวหูยังเปียกชุ่มจนคาซึยะต้องเตือนตัวเองให้คว้าผ้าอีกผืนมาซับให้ก่อนเจ้าตัวดีจะโดนหวัดเล่นงาน
“พี่คาซึยะ จินหิวแล้ว”
“หิวก็ต้องรีบแต่งตัวจะได้ลงไปทานข้าวกัน มา พี่เช็ดผมให้นะครับ” มันเบียดคาซึจังที่กำลังสวมเสื้อยืดจนพ้นทางแล้วจึงปีนขึ้นมานั่งซ้อนตักพี่เลี้ยง เงยหน้าหลับตาให้คาซึยะซับผมอย่างว่าง่าย ซ่อนแววตาวูบไหวไว้ต่ำ ทำเหมือนวุ่นกับการดูแลเด็กสองคนจนร่างสูงเดินออกมาจากห้องน้ำ คาซึยะเงยหน้ามองพร้อมกับที่เด็กบนตักมันเอ่ยปากอีกครั้ง
“ทานข้าวเสร็จแล้วก็กลับบ้านเราเนาะ จินอยากดูการ์ตูน” คุณพี่เลี้ยงยิ้มรับ หากรอยยิ้มนั้นเลือนหายไปอย่างรวดเร็วเพียงเพราะประโยคต่อมา...ของอาคานิชิ จิน
“จินจิน.....” ดวงตาคมหวานทอดมองเพียงแค่สีหน้าสงสัยแกมแปลกใจของลูกชาย
“เรากลับกันเองก่อนดีกว่า”
“ทำไมอ่ะ”
“พี่คาซึยะแขนเจ็บ ให้เขาพักผ่อนอยู่บ้านจนกว่า....ทุกอย่างจะดีขึ้นก็แล้วกัน”
แล้วเมื่อไหร่กัน เมื่อไหร่ที่ทุกอย่างมันจะดีอย่างที่คุณจินต้องการ
ในหัวของคาซึยะมีเพียงแค่คำถามนั้น.... - - - -
เจ็ดวัน เจ็ดวันแล้วที่ไอ้ตัวอ้วนมันไม่ได้เห็นหน้าพี่คาซึยะ อาคานิชิ จินจินไม่รู้จักคำว่าอกแตกตายเพราะความคิดถึง มันรู้แค่ว่าถ้ามันไม่ได้เจอพี่คาซึยะภายในวันสองวันนี้ อกตันๆ ของมันจะต้องระเบิดโพละแน่นอน มันอึดอัด งุ่นง่าน ไม่ว่าใครก็เข้าหน้าไม่ติดแม้แต่ป้าแม่บ้านที่คุ้นเคยกันมานมนาน คนเดียวที่มันร่ำร้องจะไปหาคือพี่เลี้ยงตัวบาง จินอาละวาด ฟาดหัวฟาดหาง งอแงแต่ไม่ว่าจะทำยังไง คนเป็นพ่อก็ดูจะใช้ไม้นิ่งรับมือจนมันท้อใจ พอมันอ้อน คุณก็แค่กอดๆ ฟัดๆ จนมันหายใจแทบไม่ออก แล้วก็ชักชวนคุยเรื่องอื่น เปลี่ยนประเด็นจนมันลืมบ้าง อะไรบ้าง
คนเดียวที่มันพอจะหันหน้ามาปรึกษา...โดยไม่เต็มใจ คือ ไอ้เต่าขีด
“ทำไมพี่คาซึยะไม่หายสักที นี่มันหลายวันแล้วนะ”
“หายอะไร คาเมะจังไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย”
“อย่ามาอำ” มันขัดเสียงขุ่น “คุณบอกว่าพี่คาซึยะแขนเจ็บต้องพักผ่อนเยอะๆ ตอนนี้เลยมาอยู่บ้านเรายังไม่ได้ แต่เราว่าไม่เห็นจำเป็นเลย บ้านเราก็ออกจะกว้าง พี่คาซึยะมาพักบ้านเราก็ได้ สบายกว่าบ้านนายอีก” คาซึริฟังมันไปก็หยิบเอาพลั่วขนาดเล็กมาขุดทรายเล่นไปไม่ให้เสียเวลา “คาเมะจังไม่เจ็บแล้ว เมื่อเช้ายังลงมาช่วยแม่เราทำขนมเลย”
“โกหกน่า ไหนคุณบอกยังไม่หายไง แต่เอ๊ะ ถ้าหายแล้วพี่คาซึยะก็น่าจะกลับไปอยู่บ้านเราดิ นายไม่ได้โกหกเราใช่ไหม” ไอ้ตัวอ้วนมันยื่นหน้ามาจ้องตา ใครจะไปรู้เกิดไอ้เต่าขีดมันผูกใจเจ็บที่จินเคยโอ่กับมันไว้มาก คราวนี้มันเลยโม้เอาคืนบ้าง จินก็แย่ดิ ต้องมองตาจะได้รู้ไปถึงความจริงข้างใน...เห็นผู้ใหญ่เค้าพูดกันไว้แบบนั้น แต่จินก็ไม่รู้เหมือนกันว่าความจริงนั้นเขามองหากันยังไง เพราะพอมันยื่นหน้าเข้าไปชิด คาซึริก็เอาพลั่วพลาสติกในมือโขกหน้าผากมันดังโป๊ก
“เจ็บนะเว้ย โขกเราทำไมวะ”
“นายจะได้หายโง่ไง มัวแต่กินๆๆ น่ะสิถึงได้ไม่รู้เรื่องอื่นเลย หมูโง่เอ๊ย”
“ด่าเราอีกแล้วนะ”
“....คุณอากับคาเมะจังงอนกันอยู่ รู้ไว้ซะ” มันทำความเข้าใจความหมายของคำว่างอนที่หลุดมาจากปากแดงๆ ด้วยการกะพริบตาสองสามปริบ จากนั้นก็เบิกตากว้าง มันกำกำปั้นทุบหน้าตักตัวเองดังปั่ก ก็ว่าทำไมมันแปลกๆ ที่แท้ก็แบบนี้เอง “คิดแล้วเชียวว่าทำไมคุณทำท่าแปลกๆ ที่แท้ก็เป็นเพราะพี่คาซึยะโกรธคุณหรอกเหรอ โกรธเรื่องอะไรอ่ะ ไม่ได้แล้วเย็นนี้ต้องถามคุณให้รู้เรื่อง” มันพูดยืดยาวเป็นทำนองว่าเข้าใจเรื่องราวได้โดยง่ายดายตามประสาเด็กฉลาด แต่ก็ยังไม่ถูกเสียทีเดียว คาซึริทำหน้าอ่อนใจได้อย่างน่ารักน่าชัง
“ไม่ใช่ พ่อนายต่างหากที่งอนคาเมะจังของเรา”
“เอ๋? อย่างคุณน่ะนะจะงอนพี่คาซึยะ ไม่น่าเชื่อ” มันไม่เชื่อเด็ดๆ เพราะเท่าที่มันเห็นและเข้าใจ คุณออกจะเอาใจแล้วก็ยอมให้พี่คาซึยะทุกอย่าง ไม่เคยขัดใจเหมือนที่ขัดจินด้วย แล้วคุณน่ะหรือ...จะกล้างอนพี่เลี้ยงคนเก่งของจิน
“ไม่เชื่อก็ตามใจ เพราะเราก็ไม่เดือดร้อนอยู่แล้ว งอนกันได้ก็ดี คาเมะจังจะได้กลับมาอยู่กับเราที่บ้านเหมือนเดิม” ไอ้เต่าปากเป็ดมันไม่เดือดร้อนแต่ไอ้คนที่ยิ่งกว่าเดือดร้อนมันคือจินนี่นา! ไอ้ตัวอ้วนเก็บเอาความทุกข์ร้อนใจไว้ไม่นาน คุณพ่อยังหนุ่มก็เลื่อนรถเข้ามาจอด มันไม่เสียเวลาให้คุณเดินมารับ วิ่งหน้าตั้งเข้าไปหาตั้งแต่รถยังจอดไม่สนิทเสียด้วยซ้ำ หากพอเห็นคนที่เปิดประตูลงมา จินจินก็ทำหน้าตาสงสัย คุณลุงยูอิจิกับลุงโคคิมาทำไม?
“ไง พระเอก ไม่เจอกันนานเลยนะเรา”
“พวกลุงจะไปไหนกันอ่ะ มารับจินหรอครับ...” เกือบไม่มีคำลงท้ายละ แต่คิดได้ว่าพี่คาซึยะไม่ชอบเด็กพูดไม่เพราะ จินเลยต้องทำตัวให้ดีสมกับเป็นที่รักของพี่เลี้ยง มันส่งเสียงถามแล้วก็รอให้ลุงโคคิเปิดประตูด้านหน้าให้แล้วจึงปีนขึ้นไปนั่ง ลุงโคคิสละที่นั่งให้มันนั่งกับคุณแล้วก็ไปนั่งด้านหลังกับลุงยูอิจิที่นั่งยิ้มปากห้อยอยู่ก่อนแล้ว
“คุณ คุณงอนพี่คาซึยะเรื่องอะไรอ่ะ”
คำถามลุ่นๆ ของเจ้าลูกชายตัวดีเล่นเอารถคันใหญ่กระตุกเสียจังหวะ จนมันเกือบจะหลุดจากเข็มขัดนิรภัยลงไปกลิ้งลงบนที่วางเท้า อาคานิชิ จินเหลือบตามองกระจกหลัง เพื่อนรักผู้รั้งตำแหน่งเพื่อนร่วมงานทั้งสองพร้อมใจกันเบือนหน้าไปมองนอกรถแต่ก็ยังจงใจกลั้นยิ้มให้จินนึกอยากเบรกให้มันหัวคะมำแถมให้สักรอบ หากท่านประธานหนุ่มกำลังตกเป็นเหยื่อความสงสัยของลูกชาย เขาจึงไม่สามารถสนใจเรื่องอื่นได้นอกจากเจ้าของแก้มกลมอิ่มที่ยังจ้องเขาไม่เลิกรา
“งอนอะไรกัน ไม่มีหรอก”
“เต่าคาซึริบอกว่าคุณงอนพี่คาซึยะ พี่คาซึยะเลยไม่ยอมมาบ้านเรา”
“เหลวไหลน่า คาซึจังเค้าแค่ล้อเล่น คุณไม่มีสิทธิ์ไปโกรธใครเขาหรอก” มันขุ่นใจจริงจัง ถ้าเป็นอย่างที่คู่ปรับบอกจริง จินก็จะยอมให้คุณงอนพี่คาซึยะวันนี้เป็นวันสุดท้ายเพราะจินอยากเจอพี่คาซึยะจะตายอยู่แล้ว
“ถ้างั้นก็ไปรับพี่คาซึยะกัน วันนี้เลยนะคุณนะ”
“วันนี้คุณไม่ว่าง”
“ทำไมอ่ะ”
“คุณต้องไปงานเลี้ยงกับลุงโคคิแล้วก็ลุงยูอิจิยังไงล่ะ จินจินอยากไปด้วยกันไหม” มันส่ายหน้า ปฏิเสธคำชวนของยูอิจิจนผมกระจาย นาทีนี้ไม่มีภารกิจใดสำคัญเท่าการชิงตัวพี่เลี้ยงคืนมาอีกแล้ว มือป้อมจับแขนผู้เป็นพ่อเขย่า เร่งเร้าจะเอาให้ได้ดังต้องการ “ไปรับพี่คาซึยะก่อนไม่ได้เหรอคุณ งานเลี้ยงเอาไว้พรุ่งนี้ค่อยไปได้ไหมอ่ะ นะ นะคุณนะ”
“ทำแบบนั้นไม่ได้หรอก งานมันมีวันนี้จะไปพรุ่งนี้ได้ยังไงล่ะ”
“งั้นจินไปคนเดียวก็ได้ ถ้าพี่คาซึยะถาม จินจะบอกว่าคุณเห็นงานสำคัญกว่าพี่คาซึยะ เค้าจะได้รักจินคนเดียว” มันชักจะสาวความในใจคนเป็นพ่อออกมาตีแผ่จนเกินจำเป็น จินจึงต้องปรามก่อนเพื่อนฝูงจะเห็นความทุกข์ของเขาเป็นเรื่องชวนหัวมากกว่านี้ มือหนาจับหัวทุยโยกไปมา มันยังหน้าบึ้ง เตรียมวีน
“ไม่เกี่ยวกับคุณหรอก พี่คาซึยะเค้าก็รักแค่จินจินคนเดียวอยู่แล้วนี่นา”
“พี่คาซึยะรักทุกคนแหละ แต่รักจินที่สุด” ไม่รู้ว่ามันแอบเติมประโยคหลังเอาเองหรือเปล่า คนฟังต่างก็ไม่มั่นใจ แต่ที่ยูอิจิกับโคคิเข้าใจคืออาคานิชิ จินเข้าใจตามที่บอกลูกชายจริงๆ พ่อหม้ายเนื้อหอมที่เป็นที่หมายปองของสาวๆ ค่อนเมือง ครองตัวเป็นโสดนับตั้งแต่หย่าร้างกับภรรยาดาราสาวที่ไปได้ดิบได้ดีในต่างประเทศ อาคานิชิ จินทิ้งลวดลายหนุ่มเจ้าสำราญ ไม่สนใจมนุษย์หน้าไหนนอกเสียจากงานกับลูกชายหัวแก้วหัวแหวนเพียงคนเดียว ไม่คิดว่าในวันนี้ผู้ชายสมบูรณ์แบบคนหนึ่งจะต้องมาจมอยู่กับห้วงเหวของความทุกข์ตรมกับความคิดที่ว่าตนเองไม่สำคัญพอ
“จินคิดถึงพี่คาซึยะ” มันบอกเสียงเครือ น้ำตาปริ่มขอบตาจวนเจียนจะหยด โคคิที่ใจอ่อนกับสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กอยู่แล้วก็นึกสงสาร หาทางช่วยไกล่เกลี่ย “เอาเป็นวันพรุ่งนี้ดีไหมจินจิน เดี๋ยวลุงจะพาไปเอง”
“จินอยากไปวันนี้”
“เฮ้ย จิน ไปตามกลับมาเถอะว่ะ สงสารลูกนะเว้ย” จินกลั้นใจมองแค่ไฟท้ายรถคันหน้า ตอบเสียงเรียบ
“พวกเรามีงานต้องทำ”
“งั้นก็เอาจินจินไปส่งที่ร้านคาซาริสิ เอาไปฝากไว้ก่อนเสร็จงานแล้วค่อยมารับ” ทางออกของยูอิจิทำให้คนพูดดูหล่อขึ้นมาอีกเยอะในสายตาเด็กน้อย มันพยักหน้ารับเร็วๆ ท่าทางซึมเศร้าเมื่อกี้ก็หายวับไปทันตา พอโคคิเห็นด้วยท่านประธานก็หมดทางจะเลี่ยง สรุปแล้วจินก็คงต้องจำใจกลับไปที่นั่นอีกครั้ง เขาโทรไปบอกเจ้าของร้านสาวก่อน จากนั้นก็ขับรถไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่บ้านทั้งพ่อทั้งลูก แล้วโคคิก็เป็นคนขับรถพาอีกสามชีวิตอ้อมเมืองมายัง The Milky House เพื่อฝากเจ้าตัวอ้วนระหว่างที่จินและเพื่อนไปงานเลี้ยงที่อาจจะต้องอยู่จนดึก
“ฝากด้วยนะครับ แล้วผมจะรีบกลับมารับ”
“ยินดีค่ะ คุณจินไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ ถ้าดึกมากนักก็ให้จินจินค้างที่นี่ก็ได้ค่ะ จะได้ไม่ต้องขับรถอ้อมไปมา” คาซาริรับคำพร้อมรอยยิ้ม นักธุรกิจหนุ่มลอบมองไปทั่วร้าน ไม่มีแม้แต่เงาของร่างคุ้นตาโฉบมาให้เห็น ร่างสูงยืนนิ่งสีหน้าสงบ ไร้ความรู้สึก ต่างกับอาคานิชิคนลูกที่ร้อนรนอย่างเห็นได้ชัด มันซอยเท้ายิกๆ ทำท่าเหมือนเตรียมจะออกวิ่งแต่ก็ติดที่มันถูกมามี๊ของคาซึริจับมือเอาไว้
“อ้าว พี่คาซึยะกลับมาพอดีเลยจินจิน”
ร่างเพรียวบางผ่านประตูเข้ามาพร้อมเป้หนึ่งใบบนไหล่มีคาซึจังที่ยังสวมชุดนักเรียนเสื้อขาวกางเกงลายสก็อตตามมาด้วย ไอ้อ้วนมันไม่สนใจใครถลาเข้าไปหาด้วยความคิดถึงชนิดที่แม้แต่พ่อก็ต้านไม่อยู่ คาซึยะเห็นรถที่จอดอยู่หน้าร้านก็นึกรู้แล้วว่าจะต้องเป็นพ่อลูกคู่นี้แน่นอน แต่ก็ไม่คิดว่าพี่ชายลูกพี่ลูกน้องกับคุณเลขาฯ หน้าเหลี่ยมจะมาด้วย เด็กหนุ่มก้มตัวลงรับเจ้าตัวกลมขึ้นอุ้ม ลองกระชับแขนชั่งน้ำหนักแล้วก็ยิ้มกับอาการออดอ้อนของมัน
“เบาลงเยอะเลยนะเรา ทานข้าวบ้างหรือเปล่าเนี่ย”
“จินทานไม่ลง คิดถึงพี่คาซึยะ” ผู้ใหญ่แทบทุกคนหัวเราะกับความไร้เดียงสาของมัน จินยังเด็กนัก คิดแบบไหน รู้สึกอย่างไรก็มักจะพูดออกไปตรงๆ ตามวิสัยเด็กกล้าแสดงออก มันเป็นความบริสุทธิ์ที่บางครั้งก็ทำให้ผู้ใหญ่บางคนนึกอิจฉา จินอยากกอดก็วิ่งเข้าไปกอด อยากจูบก็ย้ำจูบเสียจนแก้มพี่คาซึยะช้ำเจ้าตัวเขาก็ไม่ว่า เพราะจินไม่ใช่ผู้ใหญ่ที่มีเรื่องราวซับซ้อนในอารมณ์ ไม่จำเป็นต้องฝืนใจ ไม่ต้องสวมหน้ากากปิดงำความรู้สึกของตนเอง
คาซึจังเองก็เห็นคุณอาผู้ชาย เจ้าตัวเล็กเดินผ่านคนที่ไม่รู้จัก ทักทายลุงยูอิจิ เลยไปถึงคุณอาที่ย่อตัวลงมาคุยด้วย วันนี้คุณอาบอกว่าอุ้มไม่ได้เพราะต้องไปงานเลี้ยงต่อ คาซึริเลยได้แต่ยิ้มน่ารัก ให้คุณอาหอมแก้มเป็นการทักทายเช่นทุกครั้งที่เจอเท่านั้น คุณจินถามไถ่ให้สมกับที่ได้เจอเพียงไม่กี่คำ แล้วก็เป็นฝ่ายขอตัวทั้งที่คาซึริยังไม่เห็นคุณอาทักคาเมะจังสักคำ
“อย่าซนนะจินจิน แล้วคุณจะรีบกลับ”
“จินกลับกับพี่คาซึยะก็ได้” มันตีขลุมจะเอาคุณพี่เลี้ยงกลับบ้านพร้อมมันให้ได้ หากคนเป็นพ่อยิ้มบาง ตอบเสียงเย็นที่ทำให้ใจใครบางคนร้อนราวกับโดนเพลิงแผดเผา
“พี่เค้าอาจจะไม่ว่าง รอคุณมารับน่ะดีแล้ว ฝากด้วยนะครับ” เขามองสบกับหน่วยตาเรียวในที่สุด คาซึยะรับคำเสียงแผ่ว หลีกทางให้ผู้ชายตัวโตทั้งสามคนเดินผ่าน ในอ้อมกอดยังมีร่างอวบอัดของลูกชายนายจ้างที่ป้องปากตะโกนตามหลังผู้เป็นพ่อไป
“ไม่ต้องรีบก็ได้นะคุณ จินอยากอยู่กับพี่คาซึยะนานๆ” ดวงตาคมกริบตวัดมองกลับมา เพียงชั่วเวลาสั้นๆ ก่อนดวงตาคู่นั้นจะมองเมินไป ความห่างเหินที่ไม่คุ้นชินทำเอาคาซึยะไหววูบในใจ อ่อนแอนักคาซึยะ แค่เค้าปฏิบัติกับนายเหมือนคนอื่น แค่นี้ก็ใจหายแล้วหรือ
เมอซิเดสคันงามแล่นลับหายไปจากการมองเห็น คาซึยะจึงปล่อยให้จินจินได้ยืนด้วยตัวเอง คนตาสวยอดที่จะยิ้มหวานไม่ได้เมื่อเห็นปลายจมูกแดงเรื่อของไอ้ตัวกลม คาซึยะเข้าใจดีเด็กน้อยคนนี้รักเขา ชอบเขา ซึ่งมันก็เป็นสิ่งที่คาซึยะต้องการอย่างที่สุด แต่คาซึยะก็ไม่ได้ต้องการให้ความไม่เข้าใจระหว่างผู้ใหญ่พรากเอาความร่าเริงสดใสไปจากเด็กน้อยด้วย กลีบปางบางเฉียบแตะลงบนหน้าผากเล็ก
“พี่คิดถึงจินจินจังเลย”
“คิดถึงแต่พี่ก็ไม่ยอมไปหา จินรอตั้งหลายวัน” มันตัดพ้อเอาซะจนคนฟังรู้สึกผิด มือบางจูงจินจินให้เดินตามขึ้นไปชั้นบน คาซึจังเองก็เกาะแขนน้าชายตามติดไปไม่ห่าง ถึงคราวได้อยู่กันตามลำพัง ไอ้อ้วนมันก็ร่ายยาวความทุกข์ตรมหม่นไหม้ของมันแบบไม่ต้องเกรงใจใคร
“จินนะกินไม่ได้นอนไม่หลับ” มันงับปากเมื่อเจอสายตารู้ทันของร่างเล็กที่นอนคว่ำอยู่บนเตียง หันหลังให้คาซึริแล้วจ้องแต่ใบหน้าสวยๆ ของพี่เลี้ยงคนเก่ง “กินก็กินได้น้อย นอนก็หลับๆ ตื่นๆ พอตื่นเช้าก็เจอแต่ป้ามิซาเอะทำข้าวเช้าให้ ไม่อร่อยเหมือนพี่คาซึยะทำเลย แม้แต่คุณยังไม่ยอมแตะเลยนะครับ”
“คุณพ่อนายไม่กินข้าวเลยหรอ แล้วอยู่ได้ยังไงตั้งหลายวัน โม้ป่าว”
“เราไม่ได้โม้ คุณเอาแต่ดื่มกาแฟทุกเช้าแล้วก็ไม่กินอะไรอย่างอื่นเลย ขนมปัง เบคอน ไส้กรอก ไข่ดาวไม่เคยแตะ ตอนเย็นก็ไม่เห็นทานอะไรมาเจ็ดวันแล้ว พี่คาซึยะ คุณเขาโกรธพี่คาซึยะหรอพี่ถึงได้ไม่ไปหาจิน กลัวคุณดุหรือครับ” คาซึยะบังคับให้ตัวเองยิ้มทั้งที่ความกังวลมันกำลังถ่ายเทจากเจ้าตัวเล็กมาทับใส่อกเขาด้วยน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นหลายร้อยพันเท่า คาซึยะเป็นห่วงมากเพราะรู้ดีว่าจินจินไม่ได้พูดเกินไปเลย สิ่งที่จินจินพูดมันไม่ต่างจากที่ยูจังบอกเขาเท่าไหร่เลย คุณจินไม่ยอมทานข้าวทานปลาเอาแต่ดื่มกาแฟถ้วยแล้วถ้วยเล่า แล้วร่างกายก็ต้องการพลังงาน สมองก็ต้องการสารอาหาร ไม่ยอมทานของที่มีประโยชน์ซ้ำยังโหมงานหนัก คนๆ นั้นอยู่รอดมาได้อย่างไรตั้งเกือบอาทิตย์
คาซึยะเป็นห่วง อยากถาม แต่เขาก็รู้ดีว่าคุณจินคงไม่อยากได้รับความห่วงใยนี้แล้ว
“คุณเขาโกรธพี่คาซึยะหรือ จินช่วยง้อเอาไหม”
“คุณพ่อของจินบอกว่าโกรธพี่หรือครับ” มันสั่นหน้าแรงๆ
“ไม่ได้บอก คุณไม่ยอมพูดถึงพี่คาซึยะเลย” คุณพี่เลี้ยงใจหายนัก คุณจินไม่ยอมเอ่ยถึงเขา ไม่อยากพูดถึงคาซึยะเลยหรือครับ โกรธผมมากหรือยังไง “ตอนจินบอกว่ากับข้าวป้ามิซาเอะไม่อร่อย จินอยากให้พี่คาซึยะทำให้ คุณก็ไม่ยอมมารับพี่คาซึยะอีก จินจะมาหาก็บอกว่าพี่ยังไม่หายดี”
มันรายงานเหมือนจะฟ้อง หารู้ไม่ว่ายิ่งสาธยายมากเท่าไหร่ พี่คาซึยะก็ยิ่งเจ็บในใจจนแทบอยากจะลุกหนีไปซึ่งๆ หน้า แต่คาซึยะทำไม่ได้หรอก คาซึยะจะต้องเป็นคาซึยะที่เข้มแข็ง ในเมื่อเขากล้าใช้หัวใจเล่นเกมนี้มาตั้งแต่แรก เขาก็ต้องกล้ายอมรับผลที่ตามมา สุขก็เพราะตัวเอง เจ็บก็เพราะตัวเอง นี่คือความจริงที่นายต้องยอมรับคาซึยะ
“พี่ก็เพิ่งหายจริงๆ แหละ แต่พอหายแล้วเดี๋ยวพี่ก็มีธุระเรื่องเรียนต้องจัดการอีก พี่...คงไม่ได้ไปบ้านจินจินอีกแล้ว” ปากอิ่มแดงห้อยค้าง มันมองตาค้าง มองหน้าคนที่มันทั้งรักทั้งหลงแล้วก็ปล่อยน้ำตาไหลอาบแก้มในนาทีต่อมา คาซึยะรู้สึกโกรธที่ปล่อยให้อารมณ์ควบคุมความรู้สึกจนเผลอพูดจาทำร้ายความรู้สึกของเด็กน้อย แขนเรียวรั้งเอาเจ้าก้อนกลมที่กำลังสะอึกสะอื้นเข้ามากอดแนบอก เด็กหนุ่มปวดหนึบไปทั้งอก ตื้อตันในลำคอจนไม่สามารถสรรหาถ้อยคำใดมาปลุกปลอบร่างที่กำลังสั่นเทาเพราะแรงสะอื้นได้ ดวงตาเรียวสวยฉายแววเจ็บปวด มันชัดเจนจนคาซึริต้องรีบลุกมาโอบคอผู้เป็นน้าเอาไว้มั่น
“คุณอาโกรธ คาเมะจังก็ขอโทษสิ เด็กที่ทำผิดแล้วรู้จักขอโทษจะได้รับการให้อภัยเสมอ คาเมะจังเคยบอกเราแบบนั้นนี่นา” คาซึยะกดริมฝีปากกับกระหม่อมเล็ก ข้างแก้มเป็นแก้มคาซึริที่แนบสัมผัสเข้ามาปลอบใจ ความคิดของเด็กน้อยเป็นทางออกที่ถูกต้องอย่างที่สุด แต่คาซึริคงไม่รู้ว่าเรื่องที่เขาทำลงไปนั้น มันไม่สามารถให้อภัยกันได้ง่ายๆ ด้วยคำขอโทษแค่คำสองคำ โทษทัณฑ์ของการหลอกใช้ความรู้สึกของคนรัก แม้จะมีข้ออ้างเพื่อรักษาไว้ซึ่งรัก แต่ก็ไม่จำเป็นว่าหัวใจของอาคานิชิ จินจะอภัยให้เขาทุกข้อกล่าวหา
“จินจะช่วยนะ คุณใจดี คุณต้องยกโทษให้พี่คาซึยะแน่ๆ”
“ขอบใจมากนะทั้งสองคน แต่อย่าห่วงไปเลย มันไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรหรอก”
“ถ้าอย่างนั้นคืนนี้พี่กลับบ้านพร้อมจินเลยได้ไหม นะ จินจะขอคุณเอง ให้.....ให้คาซึริไปด้วยก็ได้” มันเสนออย่างใจกว้าง คาซึริที่เพิ่งจะใจอ่อนกับน้ำตาของมันเบ้ปาก รู้นะว่าทำไมจู่ๆ ถึงคิดมีน้ำใจกับคาซึริ หวังว่าคาเมะจังจะกลับไปบ้านโน้นด้วยน่ะสิ “เราไม่ไปหรอก บ้านเราอยู่ที่นี่เรื่องอะไรเราจะไปอยู่บ้านตัว”
“พี่คาซึยะ จะกลับไหม” เขาอยากตอบตามที่ใจมันเรียกร้อง หากคาซึยะก็แค่ประคองแก้มยุ้ยไว้ทั้งสองมือ เลี่ยงไม่ตอบตามตรง “พี่ก็อยากไปกับจินจินนะ แต่พี่ต้องช่วยมามี๊ของคาซึริทำงาน”
“พี่ไม่รักจินแล้วหรอ ไหนคุณบอกว่าพี่คาซึยะรักจินที่สุดไง คุณโกหกอ่ะ” มันสะอื้นฮักเพราะไม่ได้ดั่งใจ เท้าความไปถึงคำพูดของผู้เป็นพ่อ มันคงเป็นเพียงแค่เสียงที่ผ่านหูไม่มีความหมาย ถ้าคาซึยะไม่ใช่คนที่จะสนใจทุกปฏิกิริยาของอาคานิชิ จิน
“คุณพ่อของจินจินพูดแบบนั้นหรือครับ”
“อื้อ คุณบอกว่า....ไม่เกี่ยวกับคุณหรอก พี่คาซึยะเค้าก็รักแค่จินจินคนเดียวอยู่แล้วนี่นา....คุณพูดแบบนี้อ่ะ” แม้ยามร้องไห้คร่ำครวญมันยังทบทวนความจำได้อย่างไม่ขาดตกไปแม้สักคำ คาซึยะนิ่วหน้าคิด เมื่อคืนก่อนเกิดเรื่องของมิโดริเซนเซ คุณจินก็พูดจาเป็นทำนองว่าตัวเองไม่สำคัญสำหรับคาซึยะ เขายังไม่ทันได้แก้ความเข้าใจของอีกฝ่ายก็ดันมีเรื่องเสียก่อน มาจนเดี๋ยวนี้...สิ่งที่เพิ่งได้รับรู้จากอาคานิชิคนลูก มันยิ่งตอกย้ำความหวั่นไหวกังวลของคนตัวสูงให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
คาซึยะพลาดอะไรไปหรือเปล่านะ...
“พี่คาซึยะ....”
“พี่คิดว่าเราเก็บเรื่องนี้ไว้ก่อนดีกว่าเนาะ แขนพี่ยังไม่หายเลยกลับไปทำงานที่บ้านจินจินไม่ได้ แต่จินจินก็มาบ้านพี่ได้นี่ครับ ตอนเย็นถ้าคุณน้าคาซาริไปรับคาซึจัง จินจินก็มากับคาซึจังแล้วขอให้คุณมารับที่นี่ตอนเลิกงาน ทำแบบนี้ไปจนกว่าพี่จะหายดีแล้วเราค่อยมาปรึกษากันอีกที ดีไหมครับ”
ไม่ใช่ทางที่มันพอใจ แต่ก็ดีว่าการตัดรอนอย่างที่กลัว ไอ้ตัวอ้วนมันพยักหน้ารับ นั่งเงยหน้าให้พี่เลี้ยงจูบซับน้ำตาให้อย่างเชื่อฟัง คาซึริกระโดดลงจากเตียงคุณน้า วิ่งตุบตับอกไปแล้วก็กลับมาพร้อมผ้าเย็น เด็กชายตัวจ้อยทำให้จินจินซาบซึ้งกับคำว่าน้ำใจไม่นานเสียงเล็กใสก็ผูกคิ้วคมให้ขมวดฉับอีกครั้ง
“ตาบวมเลยอ่ะ”
“อย่ามายุ่ง”
“เหอะ ไม่ยุ่งก็ได้ หิวแล้วคาเมะจัง ไปอาบน้ำแล้วก็กินข้าวกันเถอะ” เด็กน้อยที่น่ารักเรียกให้หัวใจที่เต้นหนึบด้วยความหมองหม่นของคาซึยะมีชีวิตชีวาได้อีกครั้ง แม้จะเพียงแค่ชั่วคราวแต่ก็ยังดีกว่าปล่อยให้ตนเองจมอยู่ในห้วงความทุกข์ทรมานจนหมดกำลังไปตามเวลาที่ผันผ่านโดยไม่มีอาการดีขึ้นเลย
คาซึยะรอจนคาซึริอาบน้ำเรียบร้อยก็พาเด็กๆ ลงไปทานข้าว แน่นอนว่าเขาเป็นคนปรุงอาหารด้วยตัวเอง ผู้ช่วยตัวน้อยที่อาสาจะช่วยถูกกันออกมาด้านนอกเพราะคาซึยะไม่อยากอาบน้ำรอบที่สองให้เด็กๆ อีก มื้ออาหารพร้อม ทุกคนก็พร้อมและพอได้อยู่กับของอร่อยจินจินก็ลืมเรื่องทุกข์ใจไปได้ไม่ยาก เจ้าตัวอ้วนอิ่มหนำกับรสชาติที่คิดถึงจนเต็มท้อง จากนั้นก็ตามติดพี่เลี้ยงมานั่งดูดีวีดีการ์ตูนในห้องนั่งเล่น ส่วนคาซึรินั้นลากเอาการบ้านมาทำแล้วก็อ่านหนังสือไปด้วย แม้จะมั่นใจว่าตัวเองตะโกนขอพรบนกระเช้าลอยฟ้าได้ดังกว่าคู่ปรับแต่เด็กขยันก็ไม่อยากเสียหน้าด้วยการเสียตำแหน่งนักเรียนดีเด่นด้านวิชาการให้คนอื่น ถ้าคาซึริสอบได้ที่หนึ่งก็เท่ากับว่าเขาตะโกนดังกว่าไอ้หมูอ้วน ถึงเวลานั้นค่อยไปทวงเอาชัยชนะคืน เจ้าของตาเรียวเล็กคิดไปก็คัดคำศัพท์ภาษาอังกฤษไปอย่างครึ้มใจ ผิดกับเจ้าตัวร้ายที่เอาแต่คลอเคลียพี่เลี้ยงสนใจเพียงแค่การ์ตูนในจอขนาดใหญ่
“จินจิน ไม่ทำการบ้านหรือครับ”
“อ่า จินไม่ได้เอาสมุดการบ้านมา”
“แล้วกัน ทำไมไม่เอามาละครับ แล้วพรุ่งนี้จะมีส่งไหมละเนี่ย”
“พรุ่งนี้วันเสาร์ จินไม่ต้องไปโรงเรียน ตอนที่จะออกจากบ้านคุณก็บอกให้เอามาทำด้วย แต่จินบอกว่า จินจะให้พี่คาซึยะกลับไปสอนที่บ้าน คุณก็ไม่ว่าอะไร พาขึ้นรถมาเลย” การพาดพิงถึงบุคคลอันเป็นที่รักก่อให้เกิดกระแสไฟฟ้าระดับอ่อนแล่นปราดไปทั่วทั้งร่างของคนฟัง คาซึยะครางในคอ จากนั้นก็ถูกเบี่ยงเบนความสนใจด้วยคำถามเรื่องการเรียนของคาซึจัง จินจินทำตาขุ่น มันเป็นประเภทผูกขาดแถมยังขี้หวง มันไม่พอใจนักหรอกที่ไอ้เต่าขีดมันมาแย่งเวลาของพี่คาซึยะไป แต่มันติดตรงที่ว่าไอ้คู่อริของจินมันมาก่อน แถมยังเป็นหลาน จินเลยหยวนให้ เด็กดีต้องมีน้ำใจ พี่คาซึยะบอกไว้ จินจำได้
“พรุ่งนี้วันเสาร์ จินไม่ต้องไปโรงเรียน ขอนอนที่นี่ได้ไหมอ่า”
“อืม คงต้องขออนุญาตคุณพ่อก่อนนะครับ”
“จินจะนอน” มันย้ำความตั้งใจแล้วต่อมาอีกครึ่งชั่วโมงมันก็หลับปุ๋ยให้พี่คาซึยะหอบมันไปนอนบนเตียง คาซึริเองหลังเลิกเรียนแล้วก็ตามคาซึยะไปมาหลายที่เลยคลานขึ้นเตียงตามไปในเวลาไม่นาน เตียงเดิม สมาชิกหน้าเดิม แต่พอมีเรื่องของคุณจินหน่วงหนักในอกทำไมคาซึยะถึงมีความสุขได้ไม่เต็มที่เท่าเดิมนะ
เขามั่นใจว่าตัวเองไม่ใช่คนขี้ขลาด คาซึยะเป็นคนกล้า ถึงภายนอกจะดูบอบบางกว่าเพศเดียวกันแต่เรื่องของจิตใจนั้นคาซึยะคิดว่าตัวเองไม่เป็นรองใคร เขาไม่เคยกลัวที่จะทำตามสิ่งที่ใจต้องการ ไม่ว่ามันจะเป็นเรื่องดีหรือร้าย น่าชื่นชมหรือเห็นแก่ตัวอย่างที่สุด เมื่อมีเหตุผลที่เขาพอใจให้การกระทำนั้นคาซึยะไม่เคยรีรอที่จะลงมือ แต่คราวนี้.....เขารู้ดีว่าเขาเป็นคนผิด คาซึยะทำร้ายความรู้สึกของคุณจิน คนที่มีอิทธิพลเหนือความเก่งกล้าของเขา ไม่ว่าจะคิดทำประการใด เขาก็เหมือนจะหมดความมั่นใจไปเสียหมดสิ้น
ดังเช่นเวลานี้ ในตอนที่เจ้านายหนุ่มมายืนอยู่หน้าประตูห้อง คาซึยะไม่กล้าส่งเสียง ได้แต่ยืนรอว่าคุณจินจะต้องการสิ่งใด สาบานได้ว่าเขาไม่เคยขี้ขลาดจนไม่กล้าพูดกับใครก่อนแบบนี้เลย คาซึยะไม่เคยเป็นแต่คุณจินก็ทำให้มันเกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องลำบากขู่เข็ญสักคำ ร่างสูงใหญ่ยืนนิ่งอยู่กลางกรอบประตูกดดันการเผชิญหน้ากันด้วยกลิ่นเครื่องดื่มมึนเมาและสีหน้าที่ไม่บอกอารมณ์ คาซึยะมองเห็นเรียวปากอิ่มได้รูปที่แย้มเป็นรอยยิ้มบางเบา หากมันก็แห้งแล้งเกินกว่าที่จะเชื่อว่าคุณจินยิ้มเพื่อคาซึยะดังทุกครั้ง
“คุณจินมารับลูกกลับบ้าน หลับไปแล้วหรือ”
“ครับ หลับไปตั้งแต่สองทุ่มกว่า” ร่างสูงก้าวตามเข้าไปในห้องนอนห้องใหญ่ จินจินกับคาซึจังนอนเบียดกันอยู่ด้านหนึ่ง ทิ้งรอยยับบนเตียงทางฝั่งซ้ายมือให้จินนึกรู้ว่าคุณพี่เลี้ยงเขาคงเพิ่งลุกจากเตียงไปเปิดประตูให้ ร่างสูงค้อมตัวเหนือเตียง ยังไม่ทันจะอุ้มร่างอวบอ้วนขึ้น เสียงแหบก็เอ่ยท้วงแผ่วเบา “แกหลับไปแล้ว ปล่อยให้นอนที่นี่เลยไม่ดีหรือครับ”
“คุณจินไม่อยากรบกวน”
“ไม่รบกวนหรอกครับ พรุ่งนี้วันเสาร์เด็กๆ ไม่ได้ไปโรงเรียนอยู่แล้ว คาซึจังก็อยู่เป็นเพื่อนจินจินได้ เว้นเสียแต่ว่าคุณจะรังเกียจบ้านเรา” ความจริงแล้วคนที่มีความผิดติดตัวอย่างคาซึยะไม่สมควรที่จะมาพาลพาโลหาเรื่อง แต่เขาก็ไม่นึกตำหนิตัวเอง คาซึยะควบคุมความพลุ่งพล่านไม่ได้ตั้งแต่ถูกคุณจินเมินใส่แล้ว “ขอโทษที่เสียมารยาทครับ ถ้าทำให้คุณยุ่งยาก ผมก็คิดว่าควรจะให้จินจินนอนยาวจนถึงเช้า”
“ไม่เป็นไรครับ ขอบคุณมาก”
เขาบอกแล้วก็ช้อนตัวลูกชายขึ้นอุ้ม คาซึยะปิดเปลือกตาลงช้าๆ ทำใจแล้วไม่ใช่หรือคาซึยะ บอกตัวเองมานับร้อยนับพันครั้งว่าจะต้องไม่เป็นไรอะไร แล้วทำไมเพียงแค่เขาชี้ให้เห็นเขตแดนความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนไป นายจำเป็นต้องเจ็บปวดจนแทบทรงตัวไม่ไหวเลยหรือ เสียงเท้าคนตัวสูงเงียบหาย คาซึยะเลื่อนตัวไปอยู่ตรงหน้าต่าง มองลงไปเห็นคาซาริเป็นคนเดินออกไปส่งสองพ่อลูก ก่อนจะเข้าไปนั่งประจำตำแหน่งคนขับ ใบหน้าหล่อราวกับรูปสลักก็แหงนเงยรับแสงจันทร์ ดวงตาคู่นั้นมองตรงมาราวกับรู้ว่าเขาแอบมองอยู่ มือบางกดเล็บลงกับฝ่ามือ นานแค่ไหน จะต้องอดทนอีกมากเพียงใดเขาถึงจะหลุดพ้นจากความเจ็บปวด ทรมาน เศร้าซึม และหวาดกลัวอย่างที่เป็นตอนนี้ได้
คาซึยะกลัวคนใจดีคนนั้นจนไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว
“ทำไมไม่ลงไปส่งแขก”
“มีคาซาริอยู่คนเดียว คนอื่นๆ ก็คงไม่จำเป็นแล้วล่ะ อีกอย่างผมก็ต้องเฝ้าคาซึจังด้วยกลัวแกจะตกใจตื่นเพราะเสียงเครื่องยนต์รถ คุณจินกลับไปแล้วหรือ” แค่คาซึยะอธิบายยืดยาวมันก็บอกได้ดีถึงความผิดปกติในอารมณ์ เพราะคาซาริรู้ดีพอกับเจ้าตัวว่าคาซึยะในยามปกตินั้นหวงเสียงเสียยิ่งกว่าทองคำ ไม่ว่าใครจะคิดอย่างไรคาซึยะก็พอใจที่จะทำตัวให้น่าสงสัยแบบไม่แคร์หน้าไหนทั้งนั้น
“กลับไปแล้ว เพราะไม่ลงไปส่งน่ะสิคุณพ่อหม้ายเลยเอาแต่ห่วงหน้าห่วงหลัง คอยมองว่าจะมีคนใจดีไปส่งอีกไหม” เรียวหน้าเนียนใสเคลือบรอยยิ้มบาง คาซึยะก็เป็นเสียแบบนี้ เอะอะอะไรก็เอารอยยิ้มมาปิดบังความจริง แต่คราวนี้มันไม่สมจริงคาซาริจึงไม่ยอมรามือง่ายๆ เช่นที่ผ่านมา “ทำไมคาเมะจังไม่ทำอะไรสักอย่าง ปล่อยทิ้งไว้แบบนี้ไม่ดีนะ ไม่ดีมากๆ ด้วย พี่บอกตามตรงว่าไม่เห็นด้วยที่คาเมะจังจะมาเก็บตัวเงียบแล้วปล่อยทุกอย่างให้เสียไปพร้อมเวลา”
“ไม่ใช่ว่าผมไม่ทำอะไร ผมทำไม่ได้ต่างหาก”
“อย่ามาแก้ตัว พี่ไม่เคยรู้ว่ามีเรื่องที่คาเมะจังทำไม่ได้...ถ้าตั้งใจจะทำ”
“เรื่องนี้มันต่างกันนะ คาซาริ มันเป็นเรื่องของคุณจิน เป็นเรื่องของหัวใจ ผม....จะบอกให้ก็ได้ว่าผมรู้สึกกลัว กลัวว่าตัวเองจะทำร้ายเขาอีกครั้ง แววตาที่ได้เห็นวันนั้นมันยังติดตาอยู่เลย เพราะผมย่ำยีความจริงใจของเขาด้วยการหลอกลวง คุณจินถึงได้เจ็บปวด ผมไม่อยากใช้ความเห็นแก่ตัวที่อยากครอบครองเขาดึงให้เขากลับมาอีกแล้ว ผมกลัวตัวเองจะทำให้คนๆ นั้นเจ็บปวดอีก อีกอย่างบางทีคุณจินก็อาจจะคิดได้แล้วว่าที่ผ่านมาเขาเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ก็ได้”
“จริงอยู่ว่าเพราะเราเคยทำพลาดเพราะฉะนั้นคาเมะจังก็มีสิทธิ์กลัวได้ แต่พี่คิดว่าคาเมะจังดูถูกน้ำใจคุณจินเกินไป คุณจินเป็นคนมีเหตุผล เมื่อมีเวลาให้เขาตริตรองคุณจินจะต้องเข้าใจเจตนาของคาซึยะแน่นอน”
“เจตนาที่จะหลอกเขาน่ะหรือครับ” คาซาริตีหน้ามุ่ย ลองว่าน้องชายเธอย้อนด้วยรอยยิ้มกระจ่างแบบนี้ก็เป็นสัญญาณที่ดีได้อย่างหนึ่ง คาเมะจังเก่ง กล้า ฉลาด แต่ความจริงที่คาซาริตระหนักได้คือน้องชายเธอเพิ่งอายุสิบเก้า แม้จะเก่งกาจมั่นใจแค่ไหนแต่ความอ่อนไหวในอารมณ์ก็ยังมีมากอยู่ คาซึยะอาจจะดื้อบ้าง รั้นบ้าง แต่เมื่อได้รับคำแนะนำคาซึยะก็ไม่เคยเพิกเฉย
“ไม่ใช่ เรื่องที่ทำไปทุกอย่างเพราะรัก...ต่างหากเล่า”
“ผมผิดเอง” ร่างเพรียวทิ้งตัวลงนอน หลับตาให้พี่สาววาดปลายนิ้วไปตามดวงหน้าใส “ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผมประมาท อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะผมทำให้คุณจินคลางแคลงใจในความสัมพันธ์ระหว่างผมกับเขา คุณจินคิดอยู่ตลอดเวลาว่า...สิ่งที่ผมแสดงออกมันเป็นความสนุกของเด็กคนหนึ่ง เขาคิดว่าผมไม่ได้รัก”
“โอ๊ย เรื่องนี้ยิ่งง่าย”
“ง่าย?” ง่ายยังไง เรื่องของความรู้สึก คาซึยะไม่เคยคิดว่ามันง่ายเลยสักครั้ง แต่พี่สาวคนเก่งของเขากลับผงกหัวย้ำคำกล่าวนั้นอย่างมั่นใจ “อื้อ ง่ายมาก คุณจินไม่รู้ คาเมะจังก็ทำให้รู้ซะสิ”
เมื่ออีกฝ่ายไม่มั่นใจก็ทำให้มั่นใจเสีย มีตั้งหลายวิธีไม่ใช่หรือคาซึยะ
ในหัวเขามัน...ว่างเปล่า
ในอกเขามัน....ชา
แม้แต่ร่างกายนี้ จินก็รู้สึกเหมือนมันไร้ตัวตน
หากเพียงแค่ได้ยินเสียงฝีเท้าจรดผ่านพื้นเข้ามาใกล้ สิ่งที่เพิ่งได้รับรู้มันก็เริ่มถ่วงอารมณ์และความรู้สึกของเขาให้หนักอึ้ง จินไม่ได้ปักใจเชื่อจากเสียงที่ได้ยิน แต่จินแน่ใจว่ามันคือความจริงเมื่อเขาได้มองลึกเข้าไปในหน่วยตาเรียวงามคู่นั้น แล้วยังไงล่ะ....สิ่งที่จินอยากรู้คือเขารู้สึกอย่างไรกับสิ่งที่เกิดขึ้น โกรธเคือง เสียใจ ผิดหวัง เขาควรจะแสดงออกอย่างไรเมื่อรู้ว่าตัวเองถูกหลอก
“คุณจินครับ....” ต้นตอของเสียงอยู่ใกล้เขาเหลือเกิน ถ้าเป็นปกติคุณจินคงอาศัยช่วงแขนยาวเกี่ยวเอาร่างบางมาชื่นใจให้สมอยาก แต่วันนี้คุณจินเพียงแต่นิ่งเฉย “เด็กๆ อาบน้ำอยู่หรือครับ”ชายหนุ่มไม่แน่ใจว่าเขาควรจะใช้น้ำเสียงแบบไหนตอบกลับ คาซึยะจึงได้เห็นแค่อาการพยักหน้ารับช้าๆ
“เมื่อกี้....คุณไปที่ห้อง ต้องการอะไรหรือเปล่าครับ”
“….ไม่...ไม่มีอะไร”
“คุณจิน” ร่างสูงดึงตัวเองให้ยืนขึ้น สองมือซุกไว้ในกระเป๋ากางเกงเมื่อถูกมือเล็กรั้งแขนไว้ “จะไม่พูดอะไรเลยหรือครับ”
“จะให้พูดอะไร” หลับตาฟัง ไม่ต้องเห็นสีหน้าเรียบจัด คาซึยะก็รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังอารมณ์ไม่ปกติ คุณจินที่เขาคุ้นเคยไม่ห่างเหิน เย็นชา และไม่เคยพูดโดยไม่ยอมมองหน้าคาซึยะแบบนี้ “พูดเรื่องอะไรก็ได้ที่คุณจินอยากจะพูด อยากรู้จากจากผม คุณข้องใจอยู่ไม่ใช่หรือครับ”
“ถ้าพูดไปแล้ว จะได้ความจริงกลับมาอย่างนั้นหรือ”
มันเป็นการถูกประชดที่สะเทือนใจคนฟังมากที่สุดเท่าที่เคยรู้สึก คาซึยะยืนนิ่งค้างในท่าเดิม สองมือตกลงข้างตัวเพราะพอคุณจินปลดมือเขาออกจากแขน คาซึยะก็เหมือนถูกปล่อยให้ยืนเคว้งท่ามกลางความว่างเปล่าอันแสนทรมาน สติของเขากลับเข้าสู่ตัวอีกครั้งเมื่อถูกร่างเล็กโถมเข้ากอดรัดจนเซ
“อาบน้ำเสร็จแล้ว คาซึริตัวหอมไหมคาเมะจัง” คาเมะจังคลี่ริมฝีปากเป็นรอยยิ้ม รับร่างที่ห่อตัวอยู่ในผ้าขนหนูผืนใหญ่เข้ามารัดเสียจนคาซึริดิ้นประท้วง “คาเมะจังเป็นอะไร กอดแน่นจัง”
“ก็อยากรู้ว่าตัวหอมจริงๆ หรือเปล่าไง”
“หอม เมื่อกี้คุณอาก็บอกว่าหอม แต่เจ้าอ้วนนั่นยังล้างฟองไม่หมด คุณอาเลยเอากลับไปอาบอีกรอบ...” เจ้าตัวเล็กหัวเราะคิกคัก ชอบใจกับชัยชนะเล็กๆ น้อยๆ แล้วจึงวิ่งไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่คาซึยะเตรียมไว้ให้ ไม่ถึงอึดใจ จินจินก็เดินเร็วๆ ออกมาในสภาพคล้ายกัน เจ้าตัวอ้วนมันใช้ผ้าขนหนูคลุมตัว โผล่มาแต่หน้ากลมแป้น ปากมันแดงก่ำเพราะไอของน้ำอุ่น หัวหูยังเปียกชุ่มจนคาซึยะต้องเตือนตัวเองให้คว้าผ้าอีกผืนมาซับให้ก่อนเจ้าตัวดีจะโดนหวัดเล่นงาน
“พี่คาซึยะ จินหิวแล้ว”
“หิวก็ต้องรีบแต่งตัวจะได้ลงไปทานข้าวกัน มา พี่เช็ดผมให้นะครับ” มันเบียดคาซึจังที่กำลังสวมเสื้อยืดจนพ้นทางแล้วจึงปีนขึ้นมานั่งซ้อนตักพี่เลี้ยง เงยหน้าหลับตาให้คาซึยะซับผมอย่างว่าง่าย ซ่อนแววตาวูบไหวไว้ต่ำ ทำเหมือนวุ่นกับการดูแลเด็กสองคนจนร่างสูงเดินออกมาจากห้องน้ำ คาซึยะเงยหน้ามองพร้อมกับที่เด็กบนตักมันเอ่ยปากอีกครั้ง
“ทานข้าวเสร็จแล้วก็กลับบ้านเราเนาะ จินอยากดูการ์ตูน” คุณพี่เลี้ยงยิ้มรับ หากรอยยิ้มนั้นเลือนหายไปอย่างรวดเร็วเพียงเพราะประโยคต่อมา...ของอาคานิชิ จิน
“จินจิน.....” ดวงตาคมหวานทอดมองเพียงแค่สีหน้าสงสัยแกมแปลกใจของลูกชาย
“เรากลับกันเองก่อนดีกว่า”
“ทำไมอ่ะ”
“พี่คาซึยะแขนเจ็บ ให้เขาพักผ่อนอยู่บ้านจนกว่า....ทุกอย่างจะดีขึ้นก็แล้วกัน”
แล้วเมื่อไหร่กัน เมื่อไหร่ที่ทุกอย่างมันจะดีอย่างที่คุณจินต้องการ
ในหัวของคาซึยะมีเพียงแค่คำถามนั้น.... - - - -
เจ็ดวัน เจ็ดวันแล้วที่ไอ้ตัวอ้วนมันไม่ได้เห็นหน้าพี่คาซึยะ อาคานิชิ จินจินไม่รู้จักคำว่าอกแตกตายเพราะความคิดถึง มันรู้แค่ว่าถ้ามันไม่ได้เจอพี่คาซึยะภายในวันสองวันนี้ อกตันๆ ของมันจะต้องระเบิดโพละแน่นอน มันอึดอัด งุ่นง่าน ไม่ว่าใครก็เข้าหน้าไม่ติดแม้แต่ป้าแม่บ้านที่คุ้นเคยกันมานมนาน คนเดียวที่มันร่ำร้องจะไปหาคือพี่เลี้ยงตัวบาง จินอาละวาด ฟาดหัวฟาดหาง งอแงแต่ไม่ว่าจะทำยังไง คนเป็นพ่อก็ดูจะใช้ไม้นิ่งรับมือจนมันท้อใจ พอมันอ้อน คุณก็แค่กอดๆ ฟัดๆ จนมันหายใจแทบไม่ออก แล้วก็ชักชวนคุยเรื่องอื่น เปลี่ยนประเด็นจนมันลืมบ้าง อะไรบ้าง
คนเดียวที่มันพอจะหันหน้ามาปรึกษา...โดยไม่เต็มใจ คือ ไอ้เต่าขีด
“ทำไมพี่คาซึยะไม่หายสักที นี่มันหลายวันแล้วนะ”
“หายอะไร คาเมะจังไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย”
“อย่ามาอำ” มันขัดเสียงขุ่น “คุณบอกว่าพี่คาซึยะแขนเจ็บต้องพักผ่อนเยอะๆ ตอนนี้เลยมาอยู่บ้านเรายังไม่ได้ แต่เราว่าไม่เห็นจำเป็นเลย บ้านเราก็ออกจะกว้าง พี่คาซึยะมาพักบ้านเราก็ได้ สบายกว่าบ้านนายอีก” คาซึริฟังมันไปก็หยิบเอาพลั่วขนาดเล็กมาขุดทรายเล่นไปไม่ให้เสียเวลา “คาเมะจังไม่เจ็บแล้ว เมื่อเช้ายังลงมาช่วยแม่เราทำขนมเลย”
“โกหกน่า ไหนคุณบอกยังไม่หายไง แต่เอ๊ะ ถ้าหายแล้วพี่คาซึยะก็น่าจะกลับไปอยู่บ้านเราดิ นายไม่ได้โกหกเราใช่ไหม” ไอ้ตัวอ้วนมันยื่นหน้ามาจ้องตา ใครจะไปรู้เกิดไอ้เต่าขีดมันผูกใจเจ็บที่จินเคยโอ่กับมันไว้มาก คราวนี้มันเลยโม้เอาคืนบ้าง จินก็แย่ดิ ต้องมองตาจะได้รู้ไปถึงความจริงข้างใน...เห็นผู้ใหญ่เค้าพูดกันไว้แบบนั้น แต่จินก็ไม่รู้เหมือนกันว่าความจริงนั้นเขามองหากันยังไง เพราะพอมันยื่นหน้าเข้าไปชิด คาซึริก็เอาพลั่วพลาสติกในมือโขกหน้าผากมันดังโป๊ก
“เจ็บนะเว้ย โขกเราทำไมวะ”
“นายจะได้หายโง่ไง มัวแต่กินๆๆ น่ะสิถึงได้ไม่รู้เรื่องอื่นเลย หมูโง่เอ๊ย”
“ด่าเราอีกแล้วนะ”
“....คุณอากับคาเมะจังงอนกันอยู่ รู้ไว้ซะ” มันทำความเข้าใจความหมายของคำว่างอนที่หลุดมาจากปากแดงๆ ด้วยการกะพริบตาสองสามปริบ จากนั้นก็เบิกตากว้าง มันกำกำปั้นทุบหน้าตักตัวเองดังปั่ก ก็ว่าทำไมมันแปลกๆ ที่แท้ก็แบบนี้เอง “คิดแล้วเชียวว่าทำไมคุณทำท่าแปลกๆ ที่แท้ก็เป็นเพราะพี่คาซึยะโกรธคุณหรอกเหรอ โกรธเรื่องอะไรอ่ะ ไม่ได้แล้วเย็นนี้ต้องถามคุณให้รู้เรื่อง” มันพูดยืดยาวเป็นทำนองว่าเข้าใจเรื่องราวได้โดยง่ายดายตามประสาเด็กฉลาด แต่ก็ยังไม่ถูกเสียทีเดียว คาซึริทำหน้าอ่อนใจได้อย่างน่ารักน่าชัง
“ไม่ใช่ พ่อนายต่างหากที่งอนคาเมะจังของเรา”
“เอ๋? อย่างคุณน่ะนะจะงอนพี่คาซึยะ ไม่น่าเชื่อ” มันไม่เชื่อเด็ดๆ เพราะเท่าที่มันเห็นและเข้าใจ คุณออกจะเอาใจแล้วก็ยอมให้พี่คาซึยะทุกอย่าง ไม่เคยขัดใจเหมือนที่ขัดจินด้วย แล้วคุณน่ะหรือ...จะกล้างอนพี่เลี้ยงคนเก่งของจิน
“ไม่เชื่อก็ตามใจ เพราะเราก็ไม่เดือดร้อนอยู่แล้ว งอนกันได้ก็ดี คาเมะจังจะได้กลับมาอยู่กับเราที่บ้านเหมือนเดิม” ไอ้เต่าปากเป็ดมันไม่เดือดร้อนแต่ไอ้คนที่ยิ่งกว่าเดือดร้อนมันคือจินนี่นา! ไอ้ตัวอ้วนเก็บเอาความทุกข์ร้อนใจไว้ไม่นาน คุณพ่อยังหนุ่มก็เลื่อนรถเข้ามาจอด มันไม่เสียเวลาให้คุณเดินมารับ วิ่งหน้าตั้งเข้าไปหาตั้งแต่รถยังจอดไม่สนิทเสียด้วยซ้ำ หากพอเห็นคนที่เปิดประตูลงมา จินจินก็ทำหน้าตาสงสัย คุณลุงยูอิจิกับลุงโคคิมาทำไม?
“ไง พระเอก ไม่เจอกันนานเลยนะเรา”
“พวกลุงจะไปไหนกันอ่ะ มารับจินหรอครับ...” เกือบไม่มีคำลงท้ายละ แต่คิดได้ว่าพี่คาซึยะไม่ชอบเด็กพูดไม่เพราะ จินเลยต้องทำตัวให้ดีสมกับเป็นที่รักของพี่เลี้ยง มันส่งเสียงถามแล้วก็รอให้ลุงโคคิเปิดประตูด้านหน้าให้แล้วจึงปีนขึ้นไปนั่ง ลุงโคคิสละที่นั่งให้มันนั่งกับคุณแล้วก็ไปนั่งด้านหลังกับลุงยูอิจิที่นั่งยิ้มปากห้อยอยู่ก่อนแล้ว
“คุณ คุณงอนพี่คาซึยะเรื่องอะไรอ่ะ”
คำถามลุ่นๆ ของเจ้าลูกชายตัวดีเล่นเอารถคันใหญ่กระตุกเสียจังหวะ จนมันเกือบจะหลุดจากเข็มขัดนิรภัยลงไปกลิ้งลงบนที่วางเท้า อาคานิชิ จินเหลือบตามองกระจกหลัง เพื่อนรักผู้รั้งตำแหน่งเพื่อนร่วมงานทั้งสองพร้อมใจกันเบือนหน้าไปมองนอกรถแต่ก็ยังจงใจกลั้นยิ้มให้จินนึกอยากเบรกให้มันหัวคะมำแถมให้สักรอบ หากท่านประธานหนุ่มกำลังตกเป็นเหยื่อความสงสัยของลูกชาย เขาจึงไม่สามารถสนใจเรื่องอื่นได้นอกจากเจ้าของแก้มกลมอิ่มที่ยังจ้องเขาไม่เลิกรา
“งอนอะไรกัน ไม่มีหรอก”
“เต่าคาซึริบอกว่าคุณงอนพี่คาซึยะ พี่คาซึยะเลยไม่ยอมมาบ้านเรา”
“เหลวไหลน่า คาซึจังเค้าแค่ล้อเล่น คุณไม่มีสิทธิ์ไปโกรธใครเขาหรอก” มันขุ่นใจจริงจัง ถ้าเป็นอย่างที่คู่ปรับบอกจริง จินก็จะยอมให้คุณงอนพี่คาซึยะวันนี้เป็นวันสุดท้ายเพราะจินอยากเจอพี่คาซึยะจะตายอยู่แล้ว
“ถ้างั้นก็ไปรับพี่คาซึยะกัน วันนี้เลยนะคุณนะ”
“วันนี้คุณไม่ว่าง”
“ทำไมอ่ะ”
“คุณต้องไปงานเลี้ยงกับลุงโคคิแล้วก็ลุงยูอิจิยังไงล่ะ จินจินอยากไปด้วยกันไหม” มันส่ายหน้า ปฏิเสธคำชวนของยูอิจิจนผมกระจาย นาทีนี้ไม่มีภารกิจใดสำคัญเท่าการชิงตัวพี่เลี้ยงคืนมาอีกแล้ว มือป้อมจับแขนผู้เป็นพ่อเขย่า เร่งเร้าจะเอาให้ได้ดังต้องการ “ไปรับพี่คาซึยะก่อนไม่ได้เหรอคุณ งานเลี้ยงเอาไว้พรุ่งนี้ค่อยไปได้ไหมอ่ะ นะ นะคุณนะ”
“ทำแบบนั้นไม่ได้หรอก งานมันมีวันนี้จะไปพรุ่งนี้ได้ยังไงล่ะ”
“งั้นจินไปคนเดียวก็ได้ ถ้าพี่คาซึยะถาม จินจะบอกว่าคุณเห็นงานสำคัญกว่าพี่คาซึยะ เค้าจะได้รักจินคนเดียว” มันชักจะสาวความในใจคนเป็นพ่อออกมาตีแผ่จนเกินจำเป็น จินจึงต้องปรามก่อนเพื่อนฝูงจะเห็นความทุกข์ของเขาเป็นเรื่องชวนหัวมากกว่านี้ มือหนาจับหัวทุยโยกไปมา มันยังหน้าบึ้ง เตรียมวีน
“ไม่เกี่ยวกับคุณหรอก พี่คาซึยะเค้าก็รักแค่จินจินคนเดียวอยู่แล้วนี่นา”
“พี่คาซึยะรักทุกคนแหละ แต่รักจินที่สุด” ไม่รู้ว่ามันแอบเติมประโยคหลังเอาเองหรือเปล่า คนฟังต่างก็ไม่มั่นใจ แต่ที่ยูอิจิกับโคคิเข้าใจคืออาคานิชิ จินเข้าใจตามที่บอกลูกชายจริงๆ พ่อหม้ายเนื้อหอมที่เป็นที่หมายปองของสาวๆ ค่อนเมือง ครองตัวเป็นโสดนับตั้งแต่หย่าร้างกับภรรยาดาราสาวที่ไปได้ดิบได้ดีในต่างประเทศ อาคานิชิ จินทิ้งลวดลายหนุ่มเจ้าสำราญ ไม่สนใจมนุษย์หน้าไหนนอกเสียจากงานกับลูกชายหัวแก้วหัวแหวนเพียงคนเดียว ไม่คิดว่าในวันนี้ผู้ชายสมบูรณ์แบบคนหนึ่งจะต้องมาจมอยู่กับห้วงเหวของความทุกข์ตรมกับความคิดที่ว่าตนเองไม่สำคัญพอ
“จินคิดถึงพี่คาซึยะ” มันบอกเสียงเครือ น้ำตาปริ่มขอบตาจวนเจียนจะหยด โคคิที่ใจอ่อนกับสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กอยู่แล้วก็นึกสงสาร หาทางช่วยไกล่เกลี่ย “เอาเป็นวันพรุ่งนี้ดีไหมจินจิน เดี๋ยวลุงจะพาไปเอง”
“จินอยากไปวันนี้”
“เฮ้ย จิน ไปตามกลับมาเถอะว่ะ สงสารลูกนะเว้ย” จินกลั้นใจมองแค่ไฟท้ายรถคันหน้า ตอบเสียงเรียบ
“พวกเรามีงานต้องทำ”
“งั้นก็เอาจินจินไปส่งที่ร้านคาซาริสิ เอาไปฝากไว้ก่อนเสร็จงานแล้วค่อยมารับ” ทางออกของยูอิจิทำให้คนพูดดูหล่อขึ้นมาอีกเยอะในสายตาเด็กน้อย มันพยักหน้ารับเร็วๆ ท่าทางซึมเศร้าเมื่อกี้ก็หายวับไปทันตา พอโคคิเห็นด้วยท่านประธานก็หมดทางจะเลี่ยง สรุปแล้วจินก็คงต้องจำใจกลับไปที่นั่นอีกครั้ง เขาโทรไปบอกเจ้าของร้านสาวก่อน จากนั้นก็ขับรถไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่บ้านทั้งพ่อทั้งลูก แล้วโคคิก็เป็นคนขับรถพาอีกสามชีวิตอ้อมเมืองมายัง The Milky House เพื่อฝากเจ้าตัวอ้วนระหว่างที่จินและเพื่อนไปงานเลี้ยงที่อาจจะต้องอยู่จนดึก
“ฝากด้วยนะครับ แล้วผมจะรีบกลับมารับ”
“ยินดีค่ะ คุณจินไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ ถ้าดึกมากนักก็ให้จินจินค้างที่นี่ก็ได้ค่ะ จะได้ไม่ต้องขับรถอ้อมไปมา” คาซาริรับคำพร้อมรอยยิ้ม นักธุรกิจหนุ่มลอบมองไปทั่วร้าน ไม่มีแม้แต่เงาของร่างคุ้นตาโฉบมาให้เห็น ร่างสูงยืนนิ่งสีหน้าสงบ ไร้ความรู้สึก ต่างกับอาคานิชิคนลูกที่ร้อนรนอย่างเห็นได้ชัด มันซอยเท้ายิกๆ ทำท่าเหมือนเตรียมจะออกวิ่งแต่ก็ติดที่มันถูกมามี๊ของคาซึริจับมือเอาไว้
“อ้าว พี่คาซึยะกลับมาพอดีเลยจินจิน”
ร่างเพรียวบางผ่านประตูเข้ามาพร้อมเป้หนึ่งใบบนไหล่มีคาซึจังที่ยังสวมชุดนักเรียนเสื้อขาวกางเกงลายสก็อตตามมาด้วย ไอ้อ้วนมันไม่สนใจใครถลาเข้าไปหาด้วยความคิดถึงชนิดที่แม้แต่พ่อก็ต้านไม่อยู่ คาซึยะเห็นรถที่จอดอยู่หน้าร้านก็นึกรู้แล้วว่าจะต้องเป็นพ่อลูกคู่นี้แน่นอน แต่ก็ไม่คิดว่าพี่ชายลูกพี่ลูกน้องกับคุณเลขาฯ หน้าเหลี่ยมจะมาด้วย เด็กหนุ่มก้มตัวลงรับเจ้าตัวกลมขึ้นอุ้ม ลองกระชับแขนชั่งน้ำหนักแล้วก็ยิ้มกับอาการออดอ้อนของมัน
“เบาลงเยอะเลยนะเรา ทานข้าวบ้างหรือเปล่าเนี่ย”
“จินทานไม่ลง คิดถึงพี่คาซึยะ” ผู้ใหญ่แทบทุกคนหัวเราะกับความไร้เดียงสาของมัน จินยังเด็กนัก คิดแบบไหน รู้สึกอย่างไรก็มักจะพูดออกไปตรงๆ ตามวิสัยเด็กกล้าแสดงออก มันเป็นความบริสุทธิ์ที่บางครั้งก็ทำให้ผู้ใหญ่บางคนนึกอิจฉา จินอยากกอดก็วิ่งเข้าไปกอด อยากจูบก็ย้ำจูบเสียจนแก้มพี่คาซึยะช้ำเจ้าตัวเขาก็ไม่ว่า เพราะจินไม่ใช่ผู้ใหญ่ที่มีเรื่องราวซับซ้อนในอารมณ์ ไม่จำเป็นต้องฝืนใจ ไม่ต้องสวมหน้ากากปิดงำความรู้สึกของตนเอง
คาซึจังเองก็เห็นคุณอาผู้ชาย เจ้าตัวเล็กเดินผ่านคนที่ไม่รู้จัก ทักทายลุงยูอิจิ เลยไปถึงคุณอาที่ย่อตัวลงมาคุยด้วย วันนี้คุณอาบอกว่าอุ้มไม่ได้เพราะต้องไปงานเลี้ยงต่อ คาซึริเลยได้แต่ยิ้มน่ารัก ให้คุณอาหอมแก้มเป็นการทักทายเช่นทุกครั้งที่เจอเท่านั้น คุณจินถามไถ่ให้สมกับที่ได้เจอเพียงไม่กี่คำ แล้วก็เป็นฝ่ายขอตัวทั้งที่คาซึริยังไม่เห็นคุณอาทักคาเมะจังสักคำ
“อย่าซนนะจินจิน แล้วคุณจะรีบกลับ”
“จินกลับกับพี่คาซึยะก็ได้” มันตีขลุมจะเอาคุณพี่เลี้ยงกลับบ้านพร้อมมันให้ได้ หากคนเป็นพ่อยิ้มบาง ตอบเสียงเย็นที่ทำให้ใจใครบางคนร้อนราวกับโดนเพลิงแผดเผา
“พี่เค้าอาจจะไม่ว่าง รอคุณมารับน่ะดีแล้ว ฝากด้วยนะครับ” เขามองสบกับหน่วยตาเรียวในที่สุด คาซึยะรับคำเสียงแผ่ว หลีกทางให้ผู้ชายตัวโตทั้งสามคนเดินผ่าน ในอ้อมกอดยังมีร่างอวบอัดของลูกชายนายจ้างที่ป้องปากตะโกนตามหลังผู้เป็นพ่อไป
“ไม่ต้องรีบก็ได้นะคุณ จินอยากอยู่กับพี่คาซึยะนานๆ” ดวงตาคมกริบตวัดมองกลับมา เพียงชั่วเวลาสั้นๆ ก่อนดวงตาคู่นั้นจะมองเมินไป ความห่างเหินที่ไม่คุ้นชินทำเอาคาซึยะไหววูบในใจ อ่อนแอนักคาซึยะ แค่เค้าปฏิบัติกับนายเหมือนคนอื่น แค่นี้ก็ใจหายแล้วหรือ
เมอซิเดสคันงามแล่นลับหายไปจากการมองเห็น คาซึยะจึงปล่อยให้จินจินได้ยืนด้วยตัวเอง คนตาสวยอดที่จะยิ้มหวานไม่ได้เมื่อเห็นปลายจมูกแดงเรื่อของไอ้ตัวกลม คาซึยะเข้าใจดีเด็กน้อยคนนี้รักเขา ชอบเขา ซึ่งมันก็เป็นสิ่งที่คาซึยะต้องการอย่างที่สุด แต่คาซึยะก็ไม่ได้ต้องการให้ความไม่เข้าใจระหว่างผู้ใหญ่พรากเอาความร่าเริงสดใสไปจากเด็กน้อยด้วย กลีบปางบางเฉียบแตะลงบนหน้าผากเล็ก
“พี่คิดถึงจินจินจังเลย”
“คิดถึงแต่พี่ก็ไม่ยอมไปหา จินรอตั้งหลายวัน” มันตัดพ้อเอาซะจนคนฟังรู้สึกผิด มือบางจูงจินจินให้เดินตามขึ้นไปชั้นบน คาซึจังเองก็เกาะแขนน้าชายตามติดไปไม่ห่าง ถึงคราวได้อยู่กันตามลำพัง ไอ้อ้วนมันก็ร่ายยาวความทุกข์ตรมหม่นไหม้ของมันแบบไม่ต้องเกรงใจใคร
“จินนะกินไม่ได้นอนไม่หลับ” มันงับปากเมื่อเจอสายตารู้ทันของร่างเล็กที่นอนคว่ำอยู่บนเตียง หันหลังให้คาซึริแล้วจ้องแต่ใบหน้าสวยๆ ของพี่เลี้ยงคนเก่ง “กินก็กินได้น้อย นอนก็หลับๆ ตื่นๆ พอตื่นเช้าก็เจอแต่ป้ามิซาเอะทำข้าวเช้าให้ ไม่อร่อยเหมือนพี่คาซึยะทำเลย แม้แต่คุณยังไม่ยอมแตะเลยนะครับ”
“คุณพ่อนายไม่กินข้าวเลยหรอ แล้วอยู่ได้ยังไงตั้งหลายวัน โม้ป่าว”
“เราไม่ได้โม้ คุณเอาแต่ดื่มกาแฟทุกเช้าแล้วก็ไม่กินอะไรอย่างอื่นเลย ขนมปัง เบคอน ไส้กรอก ไข่ดาวไม่เคยแตะ ตอนเย็นก็ไม่เห็นทานอะไรมาเจ็ดวันแล้ว พี่คาซึยะ คุณเขาโกรธพี่คาซึยะหรอพี่ถึงได้ไม่ไปหาจิน กลัวคุณดุหรือครับ” คาซึยะบังคับให้ตัวเองยิ้มทั้งที่ความกังวลมันกำลังถ่ายเทจากเจ้าตัวเล็กมาทับใส่อกเขาด้วยน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นหลายร้อยพันเท่า คาซึยะเป็นห่วงมากเพราะรู้ดีว่าจินจินไม่ได้พูดเกินไปเลย สิ่งที่จินจินพูดมันไม่ต่างจากที่ยูจังบอกเขาเท่าไหร่เลย คุณจินไม่ยอมทานข้าวทานปลาเอาแต่ดื่มกาแฟถ้วยแล้วถ้วยเล่า แล้วร่างกายก็ต้องการพลังงาน สมองก็ต้องการสารอาหาร ไม่ยอมทานของที่มีประโยชน์ซ้ำยังโหมงานหนัก คนๆ นั้นอยู่รอดมาได้อย่างไรตั้งเกือบอาทิตย์
คาซึยะเป็นห่วง อยากถาม แต่เขาก็รู้ดีว่าคุณจินคงไม่อยากได้รับความห่วงใยนี้แล้ว
“คุณเขาโกรธพี่คาซึยะหรือ จินช่วยง้อเอาไหม”
“คุณพ่อของจินบอกว่าโกรธพี่หรือครับ” มันสั่นหน้าแรงๆ
“ไม่ได้บอก คุณไม่ยอมพูดถึงพี่คาซึยะเลย” คุณพี่เลี้ยงใจหายนัก คุณจินไม่ยอมเอ่ยถึงเขา ไม่อยากพูดถึงคาซึยะเลยหรือครับ โกรธผมมากหรือยังไง “ตอนจินบอกว่ากับข้าวป้ามิซาเอะไม่อร่อย จินอยากให้พี่คาซึยะทำให้ คุณก็ไม่ยอมมารับพี่คาซึยะอีก จินจะมาหาก็บอกว่าพี่ยังไม่หายดี”
มันรายงานเหมือนจะฟ้อง หารู้ไม่ว่ายิ่งสาธยายมากเท่าไหร่ พี่คาซึยะก็ยิ่งเจ็บในใจจนแทบอยากจะลุกหนีไปซึ่งๆ หน้า แต่คาซึยะทำไม่ได้หรอก คาซึยะจะต้องเป็นคาซึยะที่เข้มแข็ง ในเมื่อเขากล้าใช้หัวใจเล่นเกมนี้มาตั้งแต่แรก เขาก็ต้องกล้ายอมรับผลที่ตามมา สุขก็เพราะตัวเอง เจ็บก็เพราะตัวเอง นี่คือความจริงที่นายต้องยอมรับคาซึยะ
“พี่ก็เพิ่งหายจริงๆ แหละ แต่พอหายแล้วเดี๋ยวพี่ก็มีธุระเรื่องเรียนต้องจัดการอีก พี่...คงไม่ได้ไปบ้านจินจินอีกแล้ว” ปากอิ่มแดงห้อยค้าง มันมองตาค้าง มองหน้าคนที่มันทั้งรักทั้งหลงแล้วก็ปล่อยน้ำตาไหลอาบแก้มในนาทีต่อมา คาซึยะรู้สึกโกรธที่ปล่อยให้อารมณ์ควบคุมความรู้สึกจนเผลอพูดจาทำร้ายความรู้สึกของเด็กน้อย แขนเรียวรั้งเอาเจ้าก้อนกลมที่กำลังสะอึกสะอื้นเข้ามากอดแนบอก เด็กหนุ่มปวดหนึบไปทั้งอก ตื้อตันในลำคอจนไม่สามารถสรรหาถ้อยคำใดมาปลุกปลอบร่างที่กำลังสั่นเทาเพราะแรงสะอื้นได้ ดวงตาเรียวสวยฉายแววเจ็บปวด มันชัดเจนจนคาซึริต้องรีบลุกมาโอบคอผู้เป็นน้าเอาไว้มั่น
“คุณอาโกรธ คาเมะจังก็ขอโทษสิ เด็กที่ทำผิดแล้วรู้จักขอโทษจะได้รับการให้อภัยเสมอ คาเมะจังเคยบอกเราแบบนั้นนี่นา” คาซึยะกดริมฝีปากกับกระหม่อมเล็ก ข้างแก้มเป็นแก้มคาซึริที่แนบสัมผัสเข้ามาปลอบใจ ความคิดของเด็กน้อยเป็นทางออกที่ถูกต้องอย่างที่สุด แต่คาซึริคงไม่รู้ว่าเรื่องที่เขาทำลงไปนั้น มันไม่สามารถให้อภัยกันได้ง่ายๆ ด้วยคำขอโทษแค่คำสองคำ โทษทัณฑ์ของการหลอกใช้ความรู้สึกของคนรัก แม้จะมีข้ออ้างเพื่อรักษาไว้ซึ่งรัก แต่ก็ไม่จำเป็นว่าหัวใจของอาคานิชิ จินจะอภัยให้เขาทุกข้อกล่าวหา
“จินจะช่วยนะ คุณใจดี คุณต้องยกโทษให้พี่คาซึยะแน่ๆ”
“ขอบใจมากนะทั้งสองคน แต่อย่าห่วงไปเลย มันไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรหรอก”
“ถ้าอย่างนั้นคืนนี้พี่กลับบ้านพร้อมจินเลยได้ไหม นะ จินจะขอคุณเอง ให้.....ให้คาซึริไปด้วยก็ได้” มันเสนออย่างใจกว้าง คาซึริที่เพิ่งจะใจอ่อนกับน้ำตาของมันเบ้ปาก รู้นะว่าทำไมจู่ๆ ถึงคิดมีน้ำใจกับคาซึริ หวังว่าคาเมะจังจะกลับไปบ้านโน้นด้วยน่ะสิ “เราไม่ไปหรอก บ้านเราอยู่ที่นี่เรื่องอะไรเราจะไปอยู่บ้านตัว”
“พี่คาซึยะ จะกลับไหม” เขาอยากตอบตามที่ใจมันเรียกร้อง หากคาซึยะก็แค่ประคองแก้มยุ้ยไว้ทั้งสองมือ เลี่ยงไม่ตอบตามตรง “พี่ก็อยากไปกับจินจินนะ แต่พี่ต้องช่วยมามี๊ของคาซึริทำงาน”
“พี่ไม่รักจินแล้วหรอ ไหนคุณบอกว่าพี่คาซึยะรักจินที่สุดไง คุณโกหกอ่ะ” มันสะอื้นฮักเพราะไม่ได้ดั่งใจ เท้าความไปถึงคำพูดของผู้เป็นพ่อ มันคงเป็นเพียงแค่เสียงที่ผ่านหูไม่มีความหมาย ถ้าคาซึยะไม่ใช่คนที่จะสนใจทุกปฏิกิริยาของอาคานิชิ จิน
“คุณพ่อของจินจินพูดแบบนั้นหรือครับ”
“อื้อ คุณบอกว่า....ไม่เกี่ยวกับคุณหรอก พี่คาซึยะเค้าก็รักแค่จินจินคนเดียวอยู่แล้วนี่นา....คุณพูดแบบนี้อ่ะ” แม้ยามร้องไห้คร่ำครวญมันยังทบทวนความจำได้อย่างไม่ขาดตกไปแม้สักคำ คาซึยะนิ่วหน้าคิด เมื่อคืนก่อนเกิดเรื่องของมิโดริเซนเซ คุณจินก็พูดจาเป็นทำนองว่าตัวเองไม่สำคัญสำหรับคาซึยะ เขายังไม่ทันได้แก้ความเข้าใจของอีกฝ่ายก็ดันมีเรื่องเสียก่อน มาจนเดี๋ยวนี้...สิ่งที่เพิ่งได้รับรู้จากอาคานิชิคนลูก มันยิ่งตอกย้ำความหวั่นไหวกังวลของคนตัวสูงให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
คาซึยะพลาดอะไรไปหรือเปล่านะ...
“พี่คาซึยะ....”
“พี่คิดว่าเราเก็บเรื่องนี้ไว้ก่อนดีกว่าเนาะ แขนพี่ยังไม่หายเลยกลับไปทำงานที่บ้านจินจินไม่ได้ แต่จินจินก็มาบ้านพี่ได้นี่ครับ ตอนเย็นถ้าคุณน้าคาซาริไปรับคาซึจัง จินจินก็มากับคาซึจังแล้วขอให้คุณมารับที่นี่ตอนเลิกงาน ทำแบบนี้ไปจนกว่าพี่จะหายดีแล้วเราค่อยมาปรึกษากันอีกที ดีไหมครับ”
ไม่ใช่ทางที่มันพอใจ แต่ก็ดีว่าการตัดรอนอย่างที่กลัว ไอ้ตัวอ้วนมันพยักหน้ารับ นั่งเงยหน้าให้พี่เลี้ยงจูบซับน้ำตาให้อย่างเชื่อฟัง คาซึริกระโดดลงจากเตียงคุณน้า วิ่งตุบตับอกไปแล้วก็กลับมาพร้อมผ้าเย็น เด็กชายตัวจ้อยทำให้จินจินซาบซึ้งกับคำว่าน้ำใจไม่นานเสียงเล็กใสก็ผูกคิ้วคมให้ขมวดฉับอีกครั้ง
“ตาบวมเลยอ่ะ”
“อย่ามายุ่ง”
“เหอะ ไม่ยุ่งก็ได้ หิวแล้วคาเมะจัง ไปอาบน้ำแล้วก็กินข้าวกันเถอะ” เด็กน้อยที่น่ารักเรียกให้หัวใจที่เต้นหนึบด้วยความหมองหม่นของคาซึยะมีชีวิตชีวาได้อีกครั้ง แม้จะเพียงแค่ชั่วคราวแต่ก็ยังดีกว่าปล่อยให้ตนเองจมอยู่ในห้วงความทุกข์ทรมานจนหมดกำลังไปตามเวลาที่ผันผ่านโดยไม่มีอาการดีขึ้นเลย
คาซึยะรอจนคาซึริอาบน้ำเรียบร้อยก็พาเด็กๆ ลงไปทานข้าว แน่นอนว่าเขาเป็นคนปรุงอาหารด้วยตัวเอง ผู้ช่วยตัวน้อยที่อาสาจะช่วยถูกกันออกมาด้านนอกเพราะคาซึยะไม่อยากอาบน้ำรอบที่สองให้เด็กๆ อีก มื้ออาหารพร้อม ทุกคนก็พร้อมและพอได้อยู่กับของอร่อยจินจินก็ลืมเรื่องทุกข์ใจไปได้ไม่ยาก เจ้าตัวอ้วนอิ่มหนำกับรสชาติที่คิดถึงจนเต็มท้อง จากนั้นก็ตามติดพี่เลี้ยงมานั่งดูดีวีดีการ์ตูนในห้องนั่งเล่น ส่วนคาซึรินั้นลากเอาการบ้านมาทำแล้วก็อ่านหนังสือไปด้วย แม้จะมั่นใจว่าตัวเองตะโกนขอพรบนกระเช้าลอยฟ้าได้ดังกว่าคู่ปรับแต่เด็กขยันก็ไม่อยากเสียหน้าด้วยการเสียตำแหน่งนักเรียนดีเด่นด้านวิชาการให้คนอื่น ถ้าคาซึริสอบได้ที่หนึ่งก็เท่ากับว่าเขาตะโกนดังกว่าไอ้หมูอ้วน ถึงเวลานั้นค่อยไปทวงเอาชัยชนะคืน เจ้าของตาเรียวเล็กคิดไปก็คัดคำศัพท์ภาษาอังกฤษไปอย่างครึ้มใจ ผิดกับเจ้าตัวร้ายที่เอาแต่คลอเคลียพี่เลี้ยงสนใจเพียงแค่การ์ตูนในจอขนาดใหญ่
“จินจิน ไม่ทำการบ้านหรือครับ”
“อ่า จินไม่ได้เอาสมุดการบ้านมา”
“แล้วกัน ทำไมไม่เอามาละครับ แล้วพรุ่งนี้จะมีส่งไหมละเนี่ย”
“พรุ่งนี้วันเสาร์ จินไม่ต้องไปโรงเรียน ตอนที่จะออกจากบ้านคุณก็บอกให้เอามาทำด้วย แต่จินบอกว่า จินจะให้พี่คาซึยะกลับไปสอนที่บ้าน คุณก็ไม่ว่าอะไร พาขึ้นรถมาเลย” การพาดพิงถึงบุคคลอันเป็นที่รักก่อให้เกิดกระแสไฟฟ้าระดับอ่อนแล่นปราดไปทั่วทั้งร่างของคนฟัง คาซึยะครางในคอ จากนั้นก็ถูกเบี่ยงเบนความสนใจด้วยคำถามเรื่องการเรียนของคาซึจัง จินจินทำตาขุ่น มันเป็นประเภทผูกขาดแถมยังขี้หวง มันไม่พอใจนักหรอกที่ไอ้เต่าขีดมันมาแย่งเวลาของพี่คาซึยะไป แต่มันติดตรงที่ว่าไอ้คู่อริของจินมันมาก่อน แถมยังเป็นหลาน จินเลยหยวนให้ เด็กดีต้องมีน้ำใจ พี่คาซึยะบอกไว้ จินจำได้
“พรุ่งนี้วันเสาร์ จินไม่ต้องไปโรงเรียน ขอนอนที่นี่ได้ไหมอ่า”
“อืม คงต้องขออนุญาตคุณพ่อก่อนนะครับ”
“จินจะนอน” มันย้ำความตั้งใจแล้วต่อมาอีกครึ่งชั่วโมงมันก็หลับปุ๋ยให้พี่คาซึยะหอบมันไปนอนบนเตียง คาซึริเองหลังเลิกเรียนแล้วก็ตามคาซึยะไปมาหลายที่เลยคลานขึ้นเตียงตามไปในเวลาไม่นาน เตียงเดิม สมาชิกหน้าเดิม แต่พอมีเรื่องของคุณจินหน่วงหนักในอกทำไมคาซึยะถึงมีความสุขได้ไม่เต็มที่เท่าเดิมนะ
เขามั่นใจว่าตัวเองไม่ใช่คนขี้ขลาด คาซึยะเป็นคนกล้า ถึงภายนอกจะดูบอบบางกว่าเพศเดียวกันแต่เรื่องของจิตใจนั้นคาซึยะคิดว่าตัวเองไม่เป็นรองใคร เขาไม่เคยกลัวที่จะทำตามสิ่งที่ใจต้องการ ไม่ว่ามันจะเป็นเรื่องดีหรือร้าย น่าชื่นชมหรือเห็นแก่ตัวอย่างที่สุด เมื่อมีเหตุผลที่เขาพอใจให้การกระทำนั้นคาซึยะไม่เคยรีรอที่จะลงมือ แต่คราวนี้.....เขารู้ดีว่าเขาเป็นคนผิด คาซึยะทำร้ายความรู้สึกของคุณจิน คนที่มีอิทธิพลเหนือความเก่งกล้าของเขา ไม่ว่าจะคิดทำประการใด เขาก็เหมือนจะหมดความมั่นใจไปเสียหมดสิ้น
ดังเช่นเวลานี้ ในตอนที่เจ้านายหนุ่มมายืนอยู่หน้าประตูห้อง คาซึยะไม่กล้าส่งเสียง ได้แต่ยืนรอว่าคุณจินจะต้องการสิ่งใด สาบานได้ว่าเขาไม่เคยขี้ขลาดจนไม่กล้าพูดกับใครก่อนแบบนี้เลย คาซึยะไม่เคยเป็นแต่คุณจินก็ทำให้มันเกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องลำบากขู่เข็ญสักคำ ร่างสูงใหญ่ยืนนิ่งอยู่กลางกรอบประตูกดดันการเผชิญหน้ากันด้วยกลิ่นเครื่องดื่มมึนเมาและสีหน้าที่ไม่บอกอารมณ์ คาซึยะมองเห็นเรียวปากอิ่มได้รูปที่แย้มเป็นรอยยิ้มบางเบา หากมันก็แห้งแล้งเกินกว่าที่จะเชื่อว่าคุณจินยิ้มเพื่อคาซึยะดังทุกครั้ง
“คุณจินมารับลูกกลับบ้าน หลับไปแล้วหรือ”
“ครับ หลับไปตั้งแต่สองทุ่มกว่า” ร่างสูงก้าวตามเข้าไปในห้องนอนห้องใหญ่ จินจินกับคาซึจังนอนเบียดกันอยู่ด้านหนึ่ง ทิ้งรอยยับบนเตียงทางฝั่งซ้ายมือให้จินนึกรู้ว่าคุณพี่เลี้ยงเขาคงเพิ่งลุกจากเตียงไปเปิดประตูให้ ร่างสูงค้อมตัวเหนือเตียง ยังไม่ทันจะอุ้มร่างอวบอ้วนขึ้น เสียงแหบก็เอ่ยท้วงแผ่วเบา “แกหลับไปแล้ว ปล่อยให้นอนที่นี่เลยไม่ดีหรือครับ”
“คุณจินไม่อยากรบกวน”
“ไม่รบกวนหรอกครับ พรุ่งนี้วันเสาร์เด็กๆ ไม่ได้ไปโรงเรียนอยู่แล้ว คาซึจังก็อยู่เป็นเพื่อนจินจินได้ เว้นเสียแต่ว่าคุณจะรังเกียจบ้านเรา” ความจริงแล้วคนที่มีความผิดติดตัวอย่างคาซึยะไม่สมควรที่จะมาพาลพาโลหาเรื่อง แต่เขาก็ไม่นึกตำหนิตัวเอง คาซึยะควบคุมความพลุ่งพล่านไม่ได้ตั้งแต่ถูกคุณจินเมินใส่แล้ว “ขอโทษที่เสียมารยาทครับ ถ้าทำให้คุณยุ่งยาก ผมก็คิดว่าควรจะให้จินจินนอนยาวจนถึงเช้า”
“ไม่เป็นไรครับ ขอบคุณมาก”
เขาบอกแล้วก็ช้อนตัวลูกชายขึ้นอุ้ม คาซึยะปิดเปลือกตาลงช้าๆ ทำใจแล้วไม่ใช่หรือคาซึยะ บอกตัวเองมานับร้อยนับพันครั้งว่าจะต้องไม่เป็นไรอะไร แล้วทำไมเพียงแค่เขาชี้ให้เห็นเขตแดนความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนไป นายจำเป็นต้องเจ็บปวดจนแทบทรงตัวไม่ไหวเลยหรือ เสียงเท้าคนตัวสูงเงียบหาย คาซึยะเลื่อนตัวไปอยู่ตรงหน้าต่าง มองลงไปเห็นคาซาริเป็นคนเดินออกไปส่งสองพ่อลูก ก่อนจะเข้าไปนั่งประจำตำแหน่งคนขับ ใบหน้าหล่อราวกับรูปสลักก็แหงนเงยรับแสงจันทร์ ดวงตาคู่นั้นมองตรงมาราวกับรู้ว่าเขาแอบมองอยู่ มือบางกดเล็บลงกับฝ่ามือ นานแค่ไหน จะต้องอดทนอีกมากเพียงใดเขาถึงจะหลุดพ้นจากความเจ็บปวด ทรมาน เศร้าซึม และหวาดกลัวอย่างที่เป็นตอนนี้ได้
คาซึยะกลัวคนใจดีคนนั้นจนไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว
“ทำไมไม่ลงไปส่งแขก”
“มีคาซาริอยู่คนเดียว คนอื่นๆ ก็คงไม่จำเป็นแล้วล่ะ อีกอย่างผมก็ต้องเฝ้าคาซึจังด้วยกลัวแกจะตกใจตื่นเพราะเสียงเครื่องยนต์รถ คุณจินกลับไปแล้วหรือ” แค่คาซึยะอธิบายยืดยาวมันก็บอกได้ดีถึงความผิดปกติในอารมณ์ เพราะคาซาริรู้ดีพอกับเจ้าตัวว่าคาซึยะในยามปกตินั้นหวงเสียงเสียยิ่งกว่าทองคำ ไม่ว่าใครจะคิดอย่างไรคาซึยะก็พอใจที่จะทำตัวให้น่าสงสัยแบบไม่แคร์หน้าไหนทั้งนั้น
“กลับไปแล้ว เพราะไม่ลงไปส่งน่ะสิคุณพ่อหม้ายเลยเอาแต่ห่วงหน้าห่วงหลัง คอยมองว่าจะมีคนใจดีไปส่งอีกไหม” เรียวหน้าเนียนใสเคลือบรอยยิ้มบาง คาซึยะก็เป็นเสียแบบนี้ เอะอะอะไรก็เอารอยยิ้มมาปิดบังความจริง แต่คราวนี้มันไม่สมจริงคาซาริจึงไม่ยอมรามือง่ายๆ เช่นที่ผ่านมา “ทำไมคาเมะจังไม่ทำอะไรสักอย่าง ปล่อยทิ้งไว้แบบนี้ไม่ดีนะ ไม่ดีมากๆ ด้วย พี่บอกตามตรงว่าไม่เห็นด้วยที่คาเมะจังจะมาเก็บตัวเงียบแล้วปล่อยทุกอย่างให้เสียไปพร้อมเวลา”
“ไม่ใช่ว่าผมไม่ทำอะไร ผมทำไม่ได้ต่างหาก”
“อย่ามาแก้ตัว พี่ไม่เคยรู้ว่ามีเรื่องที่คาเมะจังทำไม่ได้...ถ้าตั้งใจจะทำ”
“เรื่องนี้มันต่างกันนะ คาซาริ มันเป็นเรื่องของคุณจิน เป็นเรื่องของหัวใจ ผม....จะบอกให้ก็ได้ว่าผมรู้สึกกลัว กลัวว่าตัวเองจะทำร้ายเขาอีกครั้ง แววตาที่ได้เห็นวันนั้นมันยังติดตาอยู่เลย เพราะผมย่ำยีความจริงใจของเขาด้วยการหลอกลวง คุณจินถึงได้เจ็บปวด ผมไม่อยากใช้ความเห็นแก่ตัวที่อยากครอบครองเขาดึงให้เขากลับมาอีกแล้ว ผมกลัวตัวเองจะทำให้คนๆ นั้นเจ็บปวดอีก อีกอย่างบางทีคุณจินก็อาจจะคิดได้แล้วว่าที่ผ่านมาเขาเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ก็ได้”
“จริงอยู่ว่าเพราะเราเคยทำพลาดเพราะฉะนั้นคาเมะจังก็มีสิทธิ์กลัวได้ แต่พี่คิดว่าคาเมะจังดูถูกน้ำใจคุณจินเกินไป คุณจินเป็นคนมีเหตุผล เมื่อมีเวลาให้เขาตริตรองคุณจินจะต้องเข้าใจเจตนาของคาซึยะแน่นอน”
“เจตนาที่จะหลอกเขาน่ะหรือครับ” คาซาริตีหน้ามุ่ย ลองว่าน้องชายเธอย้อนด้วยรอยยิ้มกระจ่างแบบนี้ก็เป็นสัญญาณที่ดีได้อย่างหนึ่ง คาเมะจังเก่ง กล้า ฉลาด แต่ความจริงที่คาซาริตระหนักได้คือน้องชายเธอเพิ่งอายุสิบเก้า แม้จะเก่งกาจมั่นใจแค่ไหนแต่ความอ่อนไหวในอารมณ์ก็ยังมีมากอยู่ คาซึยะอาจจะดื้อบ้าง รั้นบ้าง แต่เมื่อได้รับคำแนะนำคาซึยะก็ไม่เคยเพิกเฉย
“ไม่ใช่ เรื่องที่ทำไปทุกอย่างเพราะรัก...ต่างหากเล่า”
“ผมผิดเอง” ร่างเพรียวทิ้งตัวลงนอน หลับตาให้พี่สาววาดปลายนิ้วไปตามดวงหน้าใส “ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผมประมาท อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะผมทำให้คุณจินคลางแคลงใจในความสัมพันธ์ระหว่างผมกับเขา คุณจินคิดอยู่ตลอดเวลาว่า...สิ่งที่ผมแสดงออกมันเป็นความสนุกของเด็กคนหนึ่ง เขาคิดว่าผมไม่ได้รัก”
“โอ๊ย เรื่องนี้ยิ่งง่าย”
“ง่าย?” ง่ายยังไง เรื่องของความรู้สึก คาซึยะไม่เคยคิดว่ามันง่ายเลยสักครั้ง แต่พี่สาวคนเก่งของเขากลับผงกหัวย้ำคำกล่าวนั้นอย่างมั่นใจ “อื้อ ง่ายมาก คุณจินไม่รู้ คาเมะจังก็ทำให้รู้ซะสิ”
เมื่ออีกฝ่ายไม่มั่นใจก็ทำให้มั่นใจเสีย มีตั้งหลายวิธีไม่ใช่หรือคาซึยะ