อาคานิชิ จินรีบร้อนออกไปจากบ้านกลางดึกของคืนนั้น เจ้าของบ้านหนุ่มอธิบายกับคาซึยะว่าทางโรงพยาบาลไม่สามารถติดต่อญาติของอายูคาว่า มิโดริได้และเมื่อเช็คจากโทรศัพท์ติดตามตัวของครูสาวก็โทรออกมาตามหมายเลขแรกที่เจ้าของเครื่องบันทึกไว้ในรายชื่อผู้ติดต่อ คาซึยะเองก็รู้สึกกังวลกับอาการของหญิงสาวผู้นั้นแต่เขาจะต้องอยู่ดูแลจินจิน มันคงไม่ดีนักถ้าจะทิ้งเด็กห้าขวบที่กำลังหลับสนิทให้อยู่บ้านคนเดียว เด็กหนุ่มจึงทำได้แค่เตือนให้จินขับรถด้วยความระมัดระวังและรอคอยข่าวคราวจากคนตัวสูงที่หายไปจากบ้านทั้งคืน
คุณจินกลับมาให้เห็นหน้าอีกครั้งตอนที่คาซึยะเพิ่งกลับมาจากไปส่งจินจินไปโรงเรียน เจ้าเด็กตัวอ้วนตื่นมาไม่เจอผู้เป็นพ่อก็ตั้งต้นซักถามเป็นการใหญ่ กว่าจะอธิบายให้มันพอใจจนยอมแต่งตัวทานมื้อเช้าแล้วไปโรงเรียนได้คาซึยะก็เกือบพาจินจินไปโรงเรียนสาย ที่โรงเรียนไม่มีคุณครูมิโดริมารอรับเด็กชายตาหยีท่าทางอารมณ์ดีวิ่งเร็วๆ มาบอกจินจินว่าคุณครูมิโดริไม่สบาย ไม่ได้มาสอน คาซึยะเลยฝากอาคานิชิคนลูกไว้กับอาจารย์ท่านหนึ่ง ก่อนจะขับรถกลับมาบ้านและพบว่าอาคานิชิ จินกำลังจะเตรียมตัวออกจากบ้านอีกครั้ง
“คุณจิน คุณครูมิโดริเป็นยังไงบ้างครับ”
“มีไข้แล้วก็ฟกช้ำนิดหน่อย คงต้องอยู่โรงพยาบาลดูอาการอีกสองสามวัน คาซึยะทานข้าวเช้าหรือยัง” เด็กหนุ่มพยักหน้ารับเร็วๆ “ตกลงเรื่องมันเป็นมายังไงทำไมถึงถูกทำร้ายได้”
“คุณจินก็ไม่รู้ มิโดริจังยังไม่ฟื้นเลยไม่มีใครตอบได้ พลเมืองดีที่พามาส่งก็กลับไปโดยไม่ได้แจ้งชื่อไว้ ติดต่อไปที่บ้านก็ไม่มีคนอยู่ ที่อยู่ในบัตรประจำตัวก็เป็นของบ้านที่ต่างจังหวัด คุณจินเลยโทรไปลางานกับทางโรงเรียนให้เพราะคิดว่าตอนนี้คงมีแต่เราที่รู้เรื่อง”
“คุณจินครับ.......” มือเล็กกุมมือขาวจัดไว้ข้างหนึ่ง อีกข้างคาซึยะแนบมันกับผิวแก้มร้อนผ่าวของคนตัวสูงกว่า ฟังเสียง มองตา คาซึยะก็เข้าใจหมดแล้ว
“เรื่องที่เกิดขึ้นมันไม่ใช่ความผิดของคุณนะครับ” คุณจินของเขาคลี่ยิ้มหมอง
“ถ้าคุณจินไม่ทำให้เธอเตลิดไปเมื่อคืน เรื่องมันคงไม่เป็นอย่างนี้”
หัวใจ...เสียจังหวะของมันไปก้าวหนึ่ง แล้วก็เป็นอย่างที่คาซึยะกลัวจนได้
ห้องพักฟื้นระดับที่ดีที่สุดสำหรับอายูคาว่า มิโดริคือความต้องการของนักธุรกิจหนุ่มเมื่อเขาเสนอตัวเป็นเจ้าของไข้ จินเดินนำคนตัวเล็กเข้ามาในส่วนรับรองด้านหน้า ตัวเขานั้นมองผ่านเข้าไปในห้องที่จัดไว้สำหรับคนป่วย รอยยิ้มยินดีปรากฏบนใบหน้าหล่อคมก่อนคนตัวสูงจะล่วงผ่านเข้าไปเพียงลำพัง
“มิโดริจัง ตื่นแล้วหรือ”
“คุณจิน” อายูคาว่า มิโดริยังมีผ้าสีขาวพันไว้ที่ข้อมือ รอยแดงบนแก้ม มุมปากและรอยฟกช้ำตามแขนเรียวอวดแก่สายตาของผู้มาเยือนชัดเจนยิ่งกว่าเมื่อคืนที่ผ่านมา หญิงสาวกะพริบตาปริบๆ ก่อนน้ำตาหยดเล็กจะไหลได้ราวกับทำนบทลาย จินลูบศีรษะเล็กเบามือ ความที่เคยชินกับลูกชายทำให้เขาปฏิบัติกับเธอเหมือนเด็กตัวเล็กๆ ยิ่งหล่อนโผเข้ากอดเขาราวกับต้องการที่พึ่ง ความรู้สึกผิดยิ่งเล่นงานเขาหนักกว่าเดิม
“ไม่เป็นไรแล้วนะ มิโดริจังปลอดภัยแล้วล่ะ”
“มิโดริกลัว ไอ้ ไอ้พวกนั้นมันน่ากลัว มันทำร้ายมิโดริ มันจะเอาเงิน จะเอาตัวมิโดริไป พอมิโดริตะโกนให้คนช่วย มันก็...ฮือ คุณจิน มิโดริกลัว คุณจินอยู่กับมิโดรินะคะ อย่าไปไหนนะ มิโดริไม่อยากอยู่คนเดียว” หล่อนตัวสั่น ปากสั่น น้ำเสียงเจือแรงสะอื้นจนน่ากลัวว่าจะคุมสติไม่อยู่ จินหันกลับไปมองด้านหลัง คาซึยะยังไม่ตามเข้ามา เขาไม่แน่ใจในเหตุผลของร่างบางแต่ก็รู้สึกดีที่คาซึยะยอมให้เวลาหญิงสาวผู้น่าสงสารได้ตั้งสติ
“คุณจินอยู่นี่แล้ว ไม่มีใครทำอะไรมิโดริจังได้แล้วล่ะ คนเก่งหยุดร้องไห้เถอะนะ”
“น่ากลัว มิโดริกลัว”
“คุณจินว่าเราควรแจ้งตำรวจเรื่องนี้ มิโดริพร้อมจะให้การตอนนี้ไหม คุณจินจะจัดการทุกอย่างให้” ดวงตาคู่โตเบิกกว้างด้วยความตระหนก อาการสั่นหน้าแรงๆ บอกได้ชัดว่าหล่อนยังไม่พร้อมสำหรับทุกอย่าง “ไม่ค่ะ มิโดริไม่อยากแจ้งความ มิโดริอาย เราอย่าไปยุ่งกับมันอีกเลยนะคะคุณจิน มิโดริ....มิโดริจำหน้าพวกมันไม่ได้ แล้วก็ไม่อยากจะพูดถึงเรื่องนี้อีกแล้ว”
“จะเอาอย่างนั้นหรือ แต่คนผิดควรได้รับการลงโทษนะ” ครูสาวไม่ยอมท่าเดียว จนจินเป็นฝ่ายยอมแพ้ ชายหนุ่มประคองร่างเล็กให้นอนลง สอบถามเรื่องอาการจนแน่ใจแล้วว่านอกจากอาการฟกช้ำเล็กน้อยกับข้อมือที่ซ้นจนต้องพันผ้ารัดไว้ก็ไม่มีอาการใดถึงกับสาหัสน่าห่วง นอกเสียจากเรื่องของสภาพจิตใจ ใบหน้าน่ารักที่เคยแช่มชื่นสดใสถูกความหวาดกลัวครอบงำแม้แต่ยามที่ไม่มีใครอื่นในห้องหล่อนยังจับมือเขาเอาไว้แน่น
จินหันกลับไปมองด้านหลังบ่อยครั้ง จนพยาบาลสาวเดินเข้ามาพร้อมอุปกรณ์การวัดไข้ ร่างสูงจึงเลี่ยงออกมาด้านนอกโดยมีสายตาอาวรณ์ของคนป่วยมองตามติดตลอด ห้องรับแขกด้านนอกว่างเปล่า ไม่มีแม้แต่เงาของคนที่จินจับจูงมือมาตลอดทาง ราวกับรู้ว่าเขากำลังพะวงถึง ข้อความหนึ่งก็ถูกส่งมาให้ สั้น ง่าย แต่ก็ทำให้ความกังวลทั้งหมดมลายไปในพริบตา
... รออยู่ที่บ้านนะครับ ^^...
จินให้คาซึยะรออย่างจริงจังที่สุดเท่าที่เคยรอใครมา กว่าร่างสูงจะกลับมาถึงบ้านก็เป็นเวลาเกือบเที่ยงคืน เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ของวันนี้นั่งเป็นเพื่อนคุณครูผู้โชคร้ายที่ยังติดต่อญาติไม่ได้ จากนั้นเขาก็ตรงดิ่งไปสะสางงานที่บริษัทมีเวลาโทรกลับบ้านเพียงครั้งเดียว พอเงยหน้าอีกครั้งฟ้าก็มืดไปหลายชั่วโมงแล้ว ชายหนุ่มจรดฝีเท้าผ่านห้องรับแขกที่เปิดไฟดวงเล็กไว้ บ้านทั้งหลังเงียบสงัดจนชายหนุ่มรู้สึกกลัวขึ้นมาดื้อๆ คาซึยะจะยังรออยู่ที่นี่หรือเปล่า จะหนีหายไปไหนไหม คงไม่หรอก เขายังมีจินจินเป็นตัวช่วย เจ้าลูกชายจะต้องยึดพี่เลี้ยงไว้ไม่ให้หนีหายไปไหนได้แน่นอน คาซึยะอาจจะเหนื่อยกับการดูแลเจ้าตัวร้ายแล้วก็คงอาบน้ำนอนไปเรียบร้อย ปลอบใจตัวเองไปพร้อมกับการชำระร่างกาย จากนั้นไม่นานร่างสูงก็คว้าเสื้อคลุมทับชุดนอน เปิดประตูเข้าไปในห้องนอนของลูกชาย
ภาพที่เห็นในแสงสีเหลืองอ่อนทำให้หัวใจอันอ่อนล้าของนักธุรกิจหนุ่มพองโตจนแน่นทั้งอก ร่างเพรียว บอบบางทอดกายนอนอยู่บนเตียงกว้างของเจ้าตัวเล็ก ตุ๊กตาหมอนข้างบางตัวหล่นจากเตียงเมื่อถูกคุณพี่เลี้ยงแย่งพื้นที่ จินก้มลงมองลูกชายคนเดียวที่กำลังหลับสนิทในอ้อมกอดของพี่เลี้ยงแล้วก็อดที่จะยิ้มไม่ได้ คืนนี้คงฝันดีแน่นอนสินะเจ้าตัวร้าย
ร่างสูงจัดผ้าห่มให้เรียบร้อยแล้วก็หันหลังกลับ แต่เขาก็ถูกหยุดง่ายๆ เพียงแค่ปลายนิ้วที่ยึดแขนเสื้อคลุมไว้
“กลับมาแล้วหรือครับ”
“กลับมาแล้ว ขอโทษนะที่กลับดึก คุณจินเพิ่งทำงานเสร็จ”
“หิวไหมครับ ให้ผมไปทำอะไรให้ทานไหม” เจ้านายหนุ่มส่ายหน้า ทรุดลงนั่งบนเตียงกว้าง วาดปลายนิ้วกับเปลือกตาบางที่ยังปรี่ปรือ “คุณจินทานมาเรียบร้อยแล้ว คาซึยะนอนเถอะ พรุ่งนี้ต้องรบกับเจ้าเด็กอ้วนของคุณจินอีกนะ”
“นอนด้วยกันนะครับ” จินเลิกคิ้ว มองตอบเหมือนไม่ค่อยแน่ใจ น้ำเสียงออดอ้อนแบบมึนๆ ที่เพิ่งได้ยืนเมื่อกี้ ทำให้เขาใจกระตุกไปหนึ่งจังหวะแต่ก็ยังไม่อยากได้ใจเร็วเกินไปนัก เขาอาจจะโหมงานหนักจนเพ้อเพี้ยนไปเองก็ได้ แต่คุณพี่เลี้ยงที่สวมชุดนอนลายทางสีน้ำตาลอ่อนเข้มก็ยื่นมาชิโมโรตัวกลมมาใส่ตักเขา บอกเสียงแผ่ว “เตียงจินจินกว้างพอสำหรับเราสามคน แต่คงต้องรบกวนคุณตุ๊กตาลงไปนอนบนพรมสักคืน”
ชายหนุ่มปล่อยตุ๊กตาตัวโตลงพื้นก่อนที่เพื่อนของมันจะทยอยตามกันลงไป ร่างสูงแทรกตัวเข้าไปในผ้าห่มผืนใหญ่ โอบแขนกอดลูกชายโดยการวางทับไปบนเรียวแขนขาวของคนที่นอนยิ้มอยู่อีกด้าน
“หวังว่าพรุ่งนี้เช้า เจ้าของห้องเขาจะไม่อาละวาดนะ”
“เรื่องอะไรครับ”
“เรื่องที่คุณแอบมานอนกอดพี่คาซึยะตอนจินหลับน่ะสิ” คาซึยะตะแคงกดเสียงหัวเราะกับหมอน เมื่อเช้าตื่นมาไม่เจอพ่อแถมวันนี้ทั้งวันก็ไม่ได้เห็นหน้า คืนนี้กว่าจะหลับจินจินก็งอแงพอหอมปากหอมคอ แต่คาดว่าพรุ่งนี้เช้าเจ้าตัวอ้วนคงใจชื้นที่ได้เห็นคนที่ตนเองรักอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันอีกครั้ง
เช้าวันต่อมาเจ้าของเตียงก็ลุกขึ้นนั่งด้วยความแปลกใจ มันรู้สึกอึดอัดแบบแปลกๆ จะขยับดีดเนื้อตัวไปทางใดก็ทำไม่ได้ดั่งใจเหมือนมันติดอะไรสักอย่าง จนทนความอยากรู้ไม่ไหวต้องเปิดเปลือกตาขึ้นเพื่อมาเจอกับใบหน้าหล่อจัดของผู้เป็นพ่ออยู่ในระยะประชิด ร่างป้อมปลุกตัวเองจนตื่นเต็มตาแล้วมันก็พบว่าอีกด้านหนึ่งมีพี่เลี้ยงคนสวยจับจองร่วมเตียงด้วย จินจินตาวาว ทำปากอูดก่อนจะล้มลงนอนไถลตัวเข้าซุกอกกว้างแล้วก็อุ่นสุดๆ ของคุณด้วยความยินดี การเคลื่อนไหวพร้อมน้ำหนักที่มากเกินมาตรฐานเด็กห้าขวบของมันเรียกพ่อและพี่เลี้ยงให้ตื่นจากความฝันของแต่ละคนมาเจอเจ้าเด็กแก้มกลมนอนยิ้มตาใสรับอรุณจนได้
“อรุณสวัสดิ์จินจิน ตื่นเช้าจังเลยนะ”
คุณพี่เลี้ยงว่าเสียงใส แม้ในยามเพิ่งตื่นใหม่ หัวหูยุ่งกระเจิง พี่คาซึยะยังน่ามองสุดๆ เลยอ่ะ ไอ้ตัวดีมันกระดึ๊บตัวจากอกพ่อเปลี่ยนใจมาคลอเคลียคนตัวบางแบบไม่มีการอาวรณ์ มันโอบพี่คาซึยะ กอดพี่คาซึยะ แล้วก็หอมๆ จูบๆ ไปทั่วใบหน้าเรียวขาวเล่นเอาจินอยากจะจับคอเสื้อลากออกมาแล้วเข้าไปทักทายรับเช้าวันใหม่กับคนตัวเล็กแทนลูกชาย
“นอนด้วยกันสามคน ทักแต่ลูก ไม่เห็นทักพ่อด้วยเลย” เสียงทุ้มแกล้งบ่น ใบหน้าหล่อจัดยังคงแนบกับหมอนใบโต อาคานิชิ จินทำเสียงเหมือนไม่จริงจังแต่ให้ตายเถอะ เขาอิจฉาลูกชายจริงๆ
“หลับฝันดีไหมครับคุณจิน” จินหัวเราะเสียงชื่นกับความรู้ใจที่ก้ำกึ่งการประชดนั้น ตะแคงใบหน้ามามองคนถาม “ดีมากๆ เลย อยากรู้ไหมว่าคุณจินฝันเรื่องอะไร” คาซึยะส่ายหน้าไปมา ลุกขึ้นนั่งพลางอุ้มเอาเจ้าก้อนกลมให้ลุกตาม วันนี้ไม่ใช่วันหยุดเจ้านายทั้งสองของคาซึยะมีหน้าที่ที่ต้องออกไปจัดการ คนหนึ่งไปทำงาน อีกคนไปเรียน จะมานั่งคุยนอนคุยอยู่บนเตียงทั้งวันคงไม่ได้
“ลุกแล้วไปอาบน้ำแต่งตัวได้แล้วครับ เดี๋ยวจะสายนะ”
“คุณน่ะ ลุกไปสิ พี่คาซึยะจะช่วยจินแต่งตัว” ไม่มีใครบอกแบบนั้นแต่มันคงก็มีสิทธิ์เอ่ยอ้างเอาเองตามใจชอบ คุณพ่อที่อยากให้คุณพี่เลี้ยงช่วยแต่งตัวไม่น้อยกว่ากันได้แต่ยอมจำนน ช่วยไม่ได้นี่นะ นี่มันถิ่นเขาคนต่างถิ่นอย่างจินคงต้องเปิดประตูเชื่อมเดินกลับห้องตัวเองไปพร้อมความเสียดาย รู้อย่างนี้เมื่อคืนแอบลักพาตัวพี่เลี้ยงมานอนที่ห้องเสียก็ดีหรอก ชายหนุ่มจัดการตัวเองไปตามความเคยชินจนมาสะดุดเอากับเสียงเรียกเข้าของโทรศัพท์ประจำตัว มือขาวจัดละจากกระดุมเม็ดบนสุดคว้าขึ้นมาดูเบอร์ที่ไม่ได้บันทึกไว้แล้วก็นิ่วหน้านิดๆ
( คุณจิน มิโดริเองค่ะ ) จินขานรับอย่างแปลกใจ นึกไปก่อนแล้วว่าจะมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นกับคนป่วยที่กำลังนอนบนเตียงในโรงพยาบาลหรือเปล่า แต่คุณครูสาวกลับส่งเสียงหวานใสตอบอย่างอ่อนหวาน ( มิโดริแค่อยากรู้ว่าวันนี้คุณจินจะมาหามิโดริกี่โมงเท่านั้นเองค่ะ เพราะช่วงเช้ามิโดริต้องไปเช็คร่างกายอีกรอบ กลัวว่าคุณจินมาแล้วจะไม่เจอ )
“ผมคงจะเข้าไปตอนบ่ายๆ นะครับ เพราะว่าตอนเช้ามีงานที่ออฟฟิสแล้วตอนค่ำก็มีเลี้ยงลูกค้า มิโดริจัง......อ๊ะ.......”
( คะ? ฮาโหล คุณจินคะ..... )
“อ่า ครับผม ฟังอยู่ครับ...” เสียงทุ้มตอบกลับแต่ความสนใจดูจะหลุดจากเรื่องที่กำลังคุยไปเสียแล้ว เหมือนจินกำลังถูกครอบงำด้วยกลิ่นหอมของโกโก้ร้อน มันหวานจนจินนึกอยากชิมทั้งที่ไม่มีโกโก้สักถ้วยในห้องนี้ จะมีก็เพียงคนตัวบางที่กรุ่นกลิ่นหอมหวานติดตัวและกำลังติดกระดุมให้เขาอย่างเบามือ
( คุณจินทำอะไรอยู่คะ )
“แต่งตัวครับ กำลังจะลงไปทานมื้อเช้า”
คางขาวจัดตัดกับสีปากแดงถูกดันให้เงยขึ้นเมื่อเนคไทสีเข้มจำเป็นต้องเลื่อนเข้ามาจับจองพื้นที่ของมัน คาซึยะกลั้นยิ้มขยับร่างเข้ามาในระยะที่ลมหายใจอุ่นจะได้สัมผัสหน้าผากมน พอคนตัวสูงแสดงอาการอึกอักปากบางก็พรายยิ้ม ช้อนดวงตาเรียวระยับมองเจ้านายหนุ่มหล่ออย่างขำๆ .....อยู่นิ่งๆ สิครับ..... เรียวปากสีระเรื่อขยับบอกเช่นนั้น จินหรี่ตามอง จะให้หยอกเล่นโดยไม่ตอบโต้ก็คงเสียเชิงพ่อม่ายลูกหนึ่งหมด แขนแกร่งสอดรอบเอวบาง กระชับเข้ามาแนบอกพร้อมกับวางจูบลงกับหน้าผากขาวเนียนเสียหนึ่งจูบ เสียงแหลมยังดังแว่วมาจากอุปกรณ์สื่อสารที่ถือไว้แนบหูข้างหนึ่ง เหมือนอายูคาว่ามิโดริจะเอ่ยถามเรื่องงานหรืออะไรสักอย่าง จินเองก็ฟังไม่ถนัดเพราะสองหูถูกมือเล็กวางทาบก่อนจะเปลี่ยนเป็นรั้งใบหน้าเขาลงไปหา จมูกโด่งกดซับเอากลิ่นน้ำยาโกนหนวดตามแนวกรามบึกบึน กลีบปากนุ่มชุ่มชื้นเองก็ไม่ยอมแพ้แตะย้ำเอากับมุมปากสีเลือดจนจินร้าวไปทั้งร่าง
“คุณจินทรมานนะแบบนี้” ชายหนุ่มเผลอครางแหบพร่า แล้วก็ได้ยินเป็นเสียงหวานใสดังแทรกมาอีกครั้ง คราวนี้อาคานิชิ จินกดปิดเครื่องแล้วก็โยนมันไปทางเตียงกว้าง โทรศัพท์ราคาแพงลิบลิ่วคงตกอยู่ตรงไหนสักทีแต่สิ่งที่จินสนใจตอนนี้คือการเก็บหัวใจของเขาที่ถูกเรียวปากบางกระชากจนหลุดออกจากขั้วกลับคืนมาเท่านั้น ร่างสูงตวัดเอวบางทีเดียวคาซึยะก็ไปหล่นปุลงบนเบาะหนา ถูกกักขังด้วยช่วงขายาวและสองแขนของท่านเจ้าบ้าน
“ระวังจะไปทำงานสายนะครับ”
“สายนิดหน่อยคงไม่เสียงาน อีกอย่างคุณจินเป็นประธานบริษัทนะ ไม่มีใครกล้าตำหนิหรอก” จมูกโด่งไซร้ลงกับข้างแก้มเนียน ติ่งหูนิ่ม ผิวผ่องช่วงซอกคอระหงก็เย้ายวนใจจนจินมองข้ามไปไม่ได้ ปลายลิ้นชื้นจึงเฝ้าวนเวียนดุนดันจนรอยแดงเข้มเห่อขึ้นจับตา คาซึยะครางเบาๆ ดันไหล่หนาออกห่างก่อนเชื้อไฟแรงร้อนจะโหมไหม้จนหยุดไม่อยู่
“ยิ่งเป็นประธานยิ่งต้องระวังความประพฤติต่างหากล่ะครับ อีกอย่างวันนี้ต้องไปเยี่ยมคนไข้ถ้ามัวแต่โอ้เอ้ก็จะมีเวลาทำงานน้อยลงนะ”
“ไปด้วยกันนะ”
“ได้หรือครับ ผมกลัวว่าคุณครูมิโดริจะยังไม่พร้อมเจอคนอื่น...นอกจากคุณ”
“มิโดริจังอาการดีขึ้นมากแล้วละ คุณจินคิดว่าเธอคงแค่ตกใจและก็ตื่นกลัวเพราะเพิ่งผ่านเรื่องร้ายมาสดๆ ร้อนๆ พอได้พักผ่อนในที่ปลอดภัย ได้พูดคุยบ้าง ระบายบ้าง ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรแล้ว ส่วนเรื่องอาการบาดเจ็บ รอยช้ำตามตัวก็คงต้องใช้เวลาอีกนิดหน่อย โดยรวมก็ไม่มีเรื่องให้ต้องหนักใจ ทำไมคุณคาซึยะจะไปเยี่ยมไม่ได้ละครับ”
“ถามนิดเดียวตอบเสียยาว ลืมไปว่าคุยกับคนวงในใกล้ชิด”
“ถ้าพูดแบบนี้อีกจะจูบให้หายใจไม่ออกเลย อยากลองไหม” วงหน้าเล็กเบือนหนีแต่จินก็ไม่ยอมแพ้จะตามติด “ว่าไงครับ คุณพี่เลี้ยง”
“บังคับ เอาแต่ใจ ใช้กำลัง” ดวงตาเรียวสวยมองกรอกไปมา ไม่มีวี่แววของความตระหนก ซ้ำยังประสานกับหน่วยตาคมอย่างท้าทายเสียด้วย
“ถ้าไม่อยากถูกบังคับก็ห้ามพูดเรื่องเหลวไหลอีก โอเคไหม” คนเสียเปรียบยันฝ่ามือกับอกกว้าง กลีบปากสีอ่อนเบ้พอน่างับแล้วคุณจินก็เป็นประเภทปฏิกิริยาเร็วทันความคิดเสียด้วย ฟันคมฝังรอยย้ำลงกับกลีบเนื้อสีหวาน ยังไม่ทันล่วงล้ำเข้าไปกอบโกยเอารสชาติที่ติดตรึงในใจก็เป็นอันต้องผละออกห่าง พร้อมกับคาซึยะที่ดีดตัวลุกไปยืนเกือบจะถึงประตู จินป้ายปลายนิ้วกับมุมปาก จัดเสื้อผ้าลวกๆ แล้วจึงหันไปยิ้มรับเจ้าของเสียงวิ่งที่โผล่พรวดเข้ามายืนจังก้าหน้าประตูห้องของเขา
“แต่งตัวเสร็จแล้วหรือเรา” ชายหนุ่มส่งเสียงทัก มาดนิ่ง ไม่มีพิรุธให้ถูกสงสัยจนคาซึยะนึกขวาง ร้ายพอกันทั้งพ่อทั้งลูกนั่นแหละ
“จินแต่งตัวเสร็จตั้งนานแล้ว ลงไปรอคุณทานข้าว คุณก็ไม่ลงไปสักที” มันว่าแล้วก็หันไปดึงมือพี่เลี้ยงคนโปรด “จินเวฟแฮมเสร็จแล้ว อุ่นนมเสร็จแล้วด้วย เราลงไปทำแซนวิชกันเถอะ” ท้ายประโยคลูกชายตัวร้ายมันยังหันมามองหน้าพ่อเป็นนัยว่ามื้อเช้าของวันนี้จินจินเป็นหนึ่งในคนจัดเตรียม เพราะฉะนั้นอาคานิชิ จินจึงสมควรรีบเอ่ยชมมันโดยไว
“เก่งจังเลยนะเรา ปกติไม่เห็นเคยคิดจะทำเลยสักครั้ง”
“เหอะ เรื่องง่ายๆ พี่คาซึยะบอกแค่รอบเดียวจินก็จำได้แล้ว จินเก่งไหม เก่งไหม” ดูเหมือนคำชมของพ่อไม่ทำให้มันปลาบปลื้มเท่ารอยยิ้มและอาการพยักหน้ารับจากพี่เลี้ยง ไอ้เด็กขี้เห่อเลยหลั่นล้าลงบันไดไปอย่างสุขสันต์ จินส่ายหน้าเมื่อต้องอยู่คนเดียวในห้องอีกครั้ง ลูกชายหวงสุดที่รักเข้าขั้นหนักแบบนี้เห็นทีการจะเข้าถึงตัวพี่เลี้ยงคนเก่งคงยากยิ่งกว่าวางแผนการตลาดเชิงรุกของปีหน้าทั้งปีเสียอีก
เพราะคุณจินเอ่ยปากขอให้ไปเยี่ยมคุณครูผู้โชคร้ายด้วยกันในตอนบ่าย หลังจากไปส่งจินจินที่โรงเรียนแล้ว คาซึยะเลยมีเวลาว่างในช่วงเช้ามากพอที่จะจัดการธุระส่วนตัว เด็กหนุ่มแวะไปหาคาซึริที่ร้าน แจ้งข่าวร้ายเรื่องมิโดริเซนเซให้สาวรับรู้และพอทราบว่าคาซึยะจะไปเยี่ยมคนเจ็บ คาซาริก็ฝากขนมอบใส่ถุงกระดาษลวดลายสวยงามติดโลโก้ของทางร้านเป็นของเยี่ยม เด็กหนุ่มออกมาจากบ้านตัวเองก็ตรงไปยังโรงพยาบาลเลย เพราะเย็นนี้คุณจินมีนัดเลี้ยงลูกค้าเพื่อความสะดวกคาซึยะเลยขับรถไปเอง ตอนกลับจะได้ไม่ต้องเสียเวลาอ้อมเมืองไปส่งกันให้เสียเวลา ร่างบางมาถึงก่อนเวลาจึงกดลิฟต์ขึ้นไปยังห้องคนป่วยก่อน คาซึยะเยี่ยมหน้าเข้าไปมองได้ยินเสียงคนคุยกันแว่วมาจากส่วนของคนป่วยจึงบอกตัวเองให้หยุดแค่ห้องรับรองด้านนอก
“เข้าใจก็ดีแล้ว นายกลับไปได้ คุณจินคงกำลังมา” มันช่วยไม่ได้จริงๆ ที่ชื่อของคนคุ้นเคยทำให้คาซึยะเลื่อนตัวเข้าไปใกล้ประตูเชื่อมห้องมากขึ้น ร่างเพรียวพิงไหล่กับกรอบประตู นิ่งฟังสองเสียงในห้องคุยกันโดยที่หนึ่งหญิงหนึ่งชายในห้องนั้นไม่มีโอกาสรู้เลยว่าการสนทนาระหว่างพวกเขาไม่ได้เป็นความลับอีกต่อไป
“รู้แล้วน่า ไม่เห็นต้องกลัวขนาดนี้เลย ถ้าชอบกันจริงถึงไอ้พ่อม่ายลูกติดนั่นมันจะรู้ว่าพี่ติดต่อญาติได้แล้วมันก็คงไม่เลิกห่วงพี่หรอก”
“อย่ามาหยาบคายเรียกแฟนฉันอย่างนั้นนะ จะไปไหนก็ไปเลยไป แล้วถ้าฉันไม่เรียกก็ไม่ต้องโผล่มา อย่าลืมนะว่านายยังมีคดีกับฉันอยู่”
“คดีบ้าอะไร ถ้าไม่ใช่เพราะฉัน พี่จะได้มานอนอ้อนไอ้เศรษฐีโง่นั่นอย่างตอนนี้หรือ พี่ต้องสำนึกบุญคุณน้องคนนี้ต่างหาก”
“ไอ้น้องเลว ได้เงินแล้วก็รีบๆ ไปเลย”
เรียวปากบางเฉียบเหยียดเป็นรอยยิ้มที่มีเพียงเจ้าตัวเข้าใจความหมาย คาซึยะคว้าถุงกระดาษเปิดประตูออกไปนอกห้องแล้วก็หยุดยืนอยู่ตรงทางเดิน รอเพียงไม่นานคาซึยะก็ได้เห็นหน้าเจ้าของเสียงแตกห้าวที่เดาได้ไม่ยากว่าคงเป็นญาติสนิทของคุณครูสาว รูปหน้าและดวงตาที่เหมือนเคาะออกจากพิมพ์เดียวกัน คาซึยะค่อนข้างมั่นใจว่าเขาเคยเจอเด็กคนนี้
“นาย....มาทำอะไรที่นี่” ดูเหมือนอีกฝ่ายจะความจำดีกว่าเขา คาซึยะต้องไว้เวลาระลึกนานหลายวินาทีกว่าจะจำได้ว่า เขาเคยเห็นเด็กคนนี้...ที่โรงเรียนเดิม อายูคาว่า ไทโย ไอ้เด็กรุ่นน้องหน้าตาเรียบร้อย แต่นิสัยที่สุดจะเป็นภัยต่อสังคมเด็กมอปลาย พอคาซึยะหรี่ตามองเหมือนตำหนิคำเรียกขานนั้น เด็กนั่นก็เชิดหน้าเล็กน้อย มองตอบเขาด้วยอาการที่คาซึยะตัดสินได้ในทันทีว่า น่าสั่งสอน
“นายคงไม่ใช่ อาคานิชิ จิน แฟนพี่สาวฉันหรอกนะ ฉันจำได้ว่านายไม่ได้ชื่อนั้นนี่” คาซึยะยกยิ้มมุมปาก สองแขนประสานกันไว้ใต้อกด้วยท่าทางผ่อนคลาย
“แล้วนายรู้ไหมว่าฉันเป็นใคร?”
“ในเซนท์ชาย ใครจะไม่รู้จัก คาเมนาชิ คาซึยะ บ้าง”
“ดี เพราะฉะนั้น.....ต่อจากนี้ ฉันหวังว่านายจะเรียกฉันด้วยชื่อนะ อายูคาว่า ไทโย” เด็กหนุ่มที่ยังสวมชุดนักเรียนมอปลายชักสีหน้า แต่พอคาซึยะก้าวตรงเข้าหาร่างผอมสูงก็เบี่ยงหลบไปอีกด้าน คาซึยะไม่แม้แต่จะชายตามองเมื่อประตูเปิดโล่งร่างบางจึงพารอยยิ้มสดใสเข้าไปทักทายคนเจ็บที่ครึ่งนั่งครึ่งนอนอยู่บนเตียง
“คาเมนาชิคุง...มะ....มาได้ยังไงคะ”
“มาเยี่ยมคนป่วยครับ ผมนัดกับคุณจินไว้แต่พอดีว่ามาถึงก่อนเลยได้เจอกับน้องชายคุณครูข้างนอก” ใบหน้าอ่อนใสเผือดสีสมกับเป็นคนได้ไข้ได้เจ็บ คาซึยะวางถุงกระดาษของทางร้านไว้บนโต๊ะหัวเตียง บอกเสียงใส “คาซาริ พี่สาวผมฝากเค้กมาเยี่ยมครับ คุณครูเป็นยังไงบ้างครับ ยังเจ็บตรงไหนอยู่หรือเปล่า”
“ดีขึ้นมากแล้วค่ะ ความจริงดิฉันไม่ได้เป็นอะไรมาก คาเมะนาชิคุงไม่น่าลำบากเลย”
“ไม่ลำบากหรอกครับ ดีเสียอีกที่ได้มาเยี่ยมคุณครู กลับบ้านจะได้ไปเล่าให้จินจินฟังได้ รายนั้นเขาเป็นห่วงมิโดริเซนเซถามถึงตลอดเวลา จะถามคุณจินรายนั้นก็งานยุ่งกว่าจะกลับถึงบ้านพวกเราก็หลับกันแล้ว ผมเลยต้องมาสืบข่าวเอาเอง ว่าแต่คุณครูดีขึ้นมากแล้วใช่ไหมครับ”
“ค่ะ ที่ต้องรักษานานหน่อยก็คงเป็นนี่แหละค่ะ ข้อมือซ้น” ครูสาวชูมือข้างที่พันผ้าไว้เพื่อยืนยันคำพูด คาซึยะสำรวจจนพอใจแล้วจึงครางลึกในคอ เด็กหนุ่มเลื่อนเก้าอี้ตัวเดียวในห้องนั้นมาใกล้ ปลุกขาไขว่ห้าง พลางวางแขนทั้งสองประสานกันไว้เหนือเข่า ดวงตาเรียวคมวางนิ่งที่ใบหน้าอ่อนใสของคนป่วยยามเอ่ยเสียงนุ่ม
“ถ้าอย่างนั้นก็คงไม่จำเป็นต้องให้คุณจินมาเฝ้าทุกวันแล้ว ใช่ไหมครับ”
“.....................”
“นายมีสิทธิ์อะไรมาพูดแบบนี้” อายูคาว่า ไทโยยังไม่กลับไปดังที่ผู้เป็นพี่สาวเข้าใจ เด็กหนุ่มคงแอบฟังอยู่ด้านนอก และพอได้ยินเรื่องไม่เข้าหูก็โผล่เข้ามาขัดจังหวะการเจรจาของคาซึยะ เจ้าของร่างขาวจัดไม่ได้สนใจเสียงนั้น คาซึยะยังจ้องเขม็งที่ใบหน้ามิโดริเซนเซ ฝ่ายนั้นเองก็เหมือนจะทำตัวไม่ถูกเพราะไม่คิดว่าคู่แข่งที่เฝ้าระแวงจะชิงตัดหน้าออกปากตัดความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับชายหนุ่มที่เธอหมายปอง
“คุณครูพูดเองว่าไม่ได้บาดเจ็บอะไรมาก แค่ฟกช้ำแล้วก็ข้อมือซ้น แล้วเท่าที่ดูสุขภาพจิตของคุณก็ดูเป็นปกติดี แถมตอนนี้ยังมีน้องชายมาดูแล คงไม่จำเป็นต้องให้คนที่งานรัดตัวอย่างเจ้าของบริษัทต้องมานั่งเฝ้าทุกวัน วันละหลายๆ ชั่วโมงหรอกนะครับ”
“คุณจินบอกคาเมนาชิคุงว่าคุณจินลำบากหรือคะ?”
“ไม่ครับ คุณจินไม่ได้พูด” มิโดริเชิดหน้าสูง เหยียดยิ้มหวานเฉียบ
“ถ้าอย่างนั้นดิฉันก็คงจะทำตามที่คุณต้องการไม่ได้ เพราะดิฉันไม่ได้บังคับใจใคร คุณจินเธอมาเพราะใจเธออยากมาเอง เรื่องนี้คุณต้องไปคุยกับคุณจินเองแล้วล่ะค่ะ ถ้าคุณมั่นใจว่าคุณจินจะฟังคุณนะคะ” คาซึยะลากเสียงยาวแทนการรับรู้ เด็กหนุ่มใช้หางตามองอายูคาว่าคนน้องที่ก้าวมาหยุดอยู่อีกด้านของเตียง คาซึยะไม่มั่นใจเรื่องที่เพิ่งได้ยินโดยบังเอิญนัก ตามที่ทั้งสองคุยกัน...ไทโยน่าจะเกี่ยวข้องกับการบาดเจ็บของมิโดริเซนเซ แต่ในตอนที่ยังไม่รู้แน่ชัด คาซึยะจึงไม่อยากหยิบประเด็นนี้ขึ้นมาแหวกหญ้าให้งูตื่น
“คุณรู้ไหม ถ้าเพียงแค่ผมเอ่ยปาก คุณจินจะไม่มีเหยียบที่นี่อีก”
“อาคานิชิ จินเป็นแฟนพี่สาวฉัน นายจะเอาสิทธิ์อะไรมาห้ามไม่ให้เค้าเจอกัน คาเมนาชิ” คาซึยะหัวเราะโดยไม่ขำ อายูคาว่า มิโดริแปลกใจไม่น้อยที่รู้ว่าน้องชายของเธอรู้จักกับพี่เลี้ยงคนใหม่ของจินจิน แต่หล่อนมีเวลาสงสัยไม่นานเพราะคาซึยะดึงเธอกลับมาสู่ปัจจุบันที่แสนจะเจ็บปวดจนครูสาวแทบควบคุมโทสะไม่อยู่.....
“อาคานิชิ จินไม่ใช่แฟนพี่สาวนาย”
“อายูคาว่า มิโดริเป็นครูประจำชั้นของลูกชายคุณจิน และก็ควรจะเป็นแค่นั้น เพราะฉัน......จะไม่ยอมยกเค้าให้ใคร”
ความกล้าของคาซึยะมีถึงระดับไหนมิโดริไม่เคยนึกเดาออก แต่ดูเหมือนอายูคาว่า ไทโยจะพอมองเห็น แม้จะเป็นเพียงภาพเลือนรางแต่คาเมนาชิ คาซึยะที่ไทโยรู้จักก็ไม่ใช่คนที่สมควรทำให้ขุ่นเคืองใจด้วยเรื่องอันใดก็ตาม ไทโยรับรู้ความจริงว่าพี่สาวโกหกเขาเรื่องความสัมพันธ์แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่านั้นคือ ผู้ชายที่พี่สาวเขาต้องการมันดันเป็นคนเดียวกับที่คาเมนาชิ คาซึยะปักใจ ไทโยคุ้นเคยกับความฉลาดของพี่สาวดีแต่เขาไม่แน่ใจว่ามันจะใช้ได้ผลกับคนๆ นี้
“คาซึยะ มาถึงนานแล้วหรือ”
ความตึงเครียดในห้องคนป่วยถูกตีแตกกระจายง่ายๆ ด้วยการปรากฏตัวของชายหนุ่มร่างสูงสง่า ไทโยนึกเดาไปทันทีว่าอีกฝ่ายเป็นใคร เพราะเพียงแค่ผู้ชายสวมสูทสีเข้มเดินเข้ามา คาเมนาชิ คาซึยะก็วาดยิ้มสวย ลุกขึ้นยืนพร้อมกับที่พี่สาวเขาคลายอาการเม้มแน่นที่ปากเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มใสซื่อ ยินดีเหลือแสน
“มาถึงได้สักพักแล้วครับ กำลังจะกลับแล้วด้วย”
“ทำไมรีบกลับ รอกลับพร้อมคุณจินสิ”
“เดี๋ยวผมต้องไปทำธุระที่อื่นต่อ คงรอไม่ได้ เราเจอกันที่บ้านเลยดีกว่าครับ” ชายหนุ่มเล็งเห็นแล้วว่าถ้าคนตัวเล็กเขาบอกว่าไม่ก็คงต้องไม่ตามนั้น จึงไม่ได้ทักท้วงคำใดอีก คาซึยะทอดเวลาให้คุณครูคนสวยเขาแนะนำน้องชายให้รู้จักกับคุณจินแล้วจึงเอ่ยขอตัวตามมารยาทอีกครั้ง
“คุณจินลงไปส่งนะ”
“อย่าดีกว่าครับ เพิ่งมาถึงจะลงไปอีกแล้ว อ้อ วันนี้จะกลับดึกไหมครับ”
“ไม่ดึก รอด้วยนะ” คาซึยะวาดยิ้มน่ารัก แค่บทสนทนาก็เห็นถึงความเป็นต่อแล้ว ร่างเพรียวไม่จำเป็นต้องแสดงออกมากกว่านั้นแค่มองตากันกับเจ้านายหนุ่มพอให้อีกสองชีวิตในห้องได้รับรู้ด้วย แค่นั้นคาซึยะก็ออกจากห้องมาด้วยความพอใจ...ในระดับหนึ่ง ร่างเล็กเดินมาถึงลานตึกจอดรถโดยไม่สนใจจะมองรอบตัวให้เสียเวลา พอเข้ามานั่งในเล็กซัสสีขาวมุกได้ ดวงตาเรียวคมก็กวาดมองรอบตัว ขณะกรอกเสียงไปตามสาย
“ฉันเอง มีเรื่องขอให้ช่วยหน่อย”
อาคานิชิ จินกลับไปแล้ว
ผู้ชายคนนั้นกลับไปพร้อมความหวังทั้งหมดของหล่อน มิโดริยังจำประโยคสุดท้ายพร้อมภาพที่เขาคนนั้นโค้งตัวลงต่ำในยามที่เอ่ยถ้อยคำทำร้ายจิตใจหล่อนจนแหลกลาญไม่เหลือชิ้นดี
‘ขอโทษนะ แต่ผมคงตอบรับความรู้สึกของมิโดริจังไม่ได้’
ทำไม !
ทำไมถึงไม่ได้ ทำไมการรักใครสักคนมันต้องเป็นเรื่องยาก หล่อนน่ารังเกียจตรงไหน มิโดริทั้งสวย ทั้งน่ารัก นิสัยหล่อนก็อ่อนโยน อ่อนหวานจนใครต่อใครชื่นชม แค่รักผู้หญิงคนหนึ่งมันต้องทำให้เป็นเรื่องยากด้วยหรือ มิโดริไม่ได้เตรียมใจไว้สำหรับความผิดหวัง หล่อนทุ่มเทความตั้งใจไปกับเรื่องนี้ไปมากจนแทบไม่เหลืออะไร ความหวังเดียวของหล่อนตอนนี้คืออาคานิชิ จิน ไม่ว่ายังไงหล่อนก็ต้องได้เขา หล่อนต้องชนะเด็กนั่น !
“จะเอายังไงต่อไป ถอยก่อนดีไหม”
“ไม่” ไทโยถอนหายใจยาว ยักไหล่อย่างไม่ค่อยใส่ใจนัก ความรู้สึกของพี่สาวผู้ห่างเหินไม่ใช่เรื่องสำคัญสำหรับเขา เงินของอาคานิชิ จินต่างหากล่ะที่ทำให้เด็กหนุ่มยอมอยู่ตรงนี้ แต่เมื่อมันเห็นได้ชัดแล้วว่ามิโดริไม่มีทางได้ดั่งที่หวัง มันก็คงต้องจบแค่นั้น ไทโยไม่ใช่คนฉลาดนักแต่ก็ไม่ได้โง่จนต้องดันทุรังหลอกตัวเอง
“นี่ จะพูดก็พูดเถอะนะ ผู้ชายเค้าปฏิเสธชัดเจนขนาดนั้นแล้ว เลิกหวังเถอะ”
“ไม่มีวัน จะให้ฉันยอมแพ้ไอ้เด็กนั่นง่ายๆ อย่างนั้นหรือ ฝันไปเถอะ ลงทุนไปขนาดนี้แล้ว....” มือขาวกำแน่นจิกปลายเล็บจนฝ่ามือชาหนึบ ไทโยมองริ้วเส้นเลือดที่เต้นตุบๆ ข้างขมับเล็กแล้วก็ให้นึกกังวล อย่างน้อยทุกวันนี้...ในยามที่พ่อแม่ไม่สนใจ เขาก็ยังได้พึ่งน้ำเงินจากพี่สาวคนเดียว ถ้ามิโดริเป็นอะไรไป ไทโยก็คงลำบากกว่านี้หลายเท่า
“มิโดริ คาเมนาชิ คาซึยะน่ะ.....น่ากลัวกว่าที่พี่คิดนะ”
“มันจะสักแค่ไหนกันเชียว ก็คนเหมือนกัน มีสมองเหมือนกัน มันร้ายได้ฉันก็ร้ายได้ ไม่ว่ายังไงฉันก็ไม่ยอมแพ้เรื่องคุณจินเด็ดขาด ถึงสุดท้ายฉันจะไม่ได้เขา ก็ขออย่าให้ไอ้เด็กนั่นมันมีความสุขก็พอ!”
น้องชายฟังแล้วก็ถอนใจยาว ช่างแม่ง เตือนแล้วไม่ฟังมันก็ช่วยไม่ได้ ร่างผอมสูงมองนาฬิกาจากหน้าจอโทรศัพท์มือถือ เห็นว่าใกล้ถึงเวลาถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลนัดสำคัญของเขาแล้วจึงขอตัวกลับง่ายๆ มิโดริไม่ตอบคำ คุณครูสาวเอาแต่จ้องมือตัวเอง ไทโยไม่ห่วงว่าคนป่วยจะไม่มีคนนอนเฝ้า สายสัมพันธ์ระหว่างเขากับพี่สาวเบาบางเสียจนเด็กหนุ่มคิดว่าเรื่องความเจ็บป่วยของมิโดริมันไม่ใช่เรื่องของเขา...แม้ว่าเขาจะมีส่วนทำให้มันเกิดขึ้นก็เถอะ
ร่างผอมเกร็งมุ่งหน้าออกจากสถานีรถไฟเพื่อเดินต่อเข้าห้องพักของตัวเอง ไทโยฮัมเพลงตามจังหวะร็อคของวงที่ชอบ ก้มหน้าก้มตาเดินจนเกือบจะถึงอพาตเม้นท์อยู่แล้ว แต่ความตั้งใจของเด็กหนุ่มก็ต้องถูกขัดขวางโดยผู้ชายสองคน ในความสลัวไทโยยังเห็นได้ชัดว่าหนึ่งในนั้นคือจิมมี่ แมกกี้ เพื่อนในกลุ่มของคาเมนาชิ คาซึยะ!
“พวกนายต้องการอะไร”
“พูดกับรุ่นพี่แบบนี้ได้ยังไงอายูคาว่า นายยังเรียนไม่จบเลยไม่ใช่หรือ”
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับคนที่เรียนจบไปแล้วอย่างพวกนาย ถอยไป ฉันกำลังรีบ” ไม่มีใครทำตามคำสั่งนั้น น้องชายของครูสาวจึงเลี่ยงไปอีกทางแต่กลายเป็นว่าเขาเดินเข้าไปติดกับในซอกเล็กๆ ข้างตึก ไทโยทั้งโกรธทั้งตกใจเมื่อร่างสูงใหญ่ทั้งสองผลักเขาจนล้มกระแทกพื้น หนำซ้ำยังยืนขวางทางออกไว้จนไม่มีช่องว่างให้เล็ดลอดไปได้
“พวกนายทำแบบนี้ทำไมวะ” หากเป็นเมื่อวานนี้หรือเมื่อเช้านี้ไทโยคงแปลกใจที่ได้เห็นรุ่นพี่โรงเรียนมาปรากฏตัวตรงหน้า แต่หลังจากได้เจอกับคาเมนาชิ คาซึยะโดยบังเอิญที่โรงพยาบาลเมื่อตอนบ่าย ไทโยรู้สึกได้ว่าทั้งจิมมี่ แมกกี้กับอิคุตะ โทมะคงไม่ได้มาหาเขาด้วยความคิดถึงแน่นอน
“ปากดีแบบนี้มันน่า.....” ชายหนุ่มลูกครึ่งกระชากคอเสื้อนักเรียนตัวหนาจนร่างผอมเกร็งลอยติดมือ ตั้งท่าจะวางหมัดสั่งสอนเด็กไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงดูสักหมัด ไทโยหลับตาเกร็งกรามแน่น เขาคงจะถูกต่อยจริง ถ้าไม่มีเสียงเรียบเย็นดังขัดขึ้นเสียก่อน
“จิมมี่” เจ้าของชื่อชะงักเหมือนที่ไทโยชะงัก เด็กหนุ่มหับขวับไปมองด้านในของซอกตึก
“อย่าเสียมารยาทกับรุ่นน้องสิ” จุดสีแดงวาบขึ้นมาในความสลัว แสงไฟจากอาคารรอบด้านส่องให้เห็นเรือนร่างเพรียวบางที่กำลังนั่งอยู่บนกองเศษเหล็กเศษไม้ คาเมนาชิ คาซึยะมีเพียงบุหรี่หนึ่งมวนที่กำลังส่งควันสีขาวขุ่นลอยสูงขึ้นไปในอากาศ ไม่มีอาวุธ ไม่มีอาการคุกคาม แต่ก็ทำให้ไทโยหนาวเยือกขึ้นมาทั้งตัว ยิ่งได้เห็นเรียวปากบางวาดเป็นรอยยิ้มหวาน ไทโยก็แทบจะยืนไม่อยู่
“ฉันมีเรื่องอยากถามนายสองสามข้อ ขอรบกวนเวลาหน่อยนะ”
พระเจ้าก็รู้ ไทโยไม่อยากเผชิญหน้ากับคนๆ นี้ แต่เขา....ไม่มีทางเลือก
จินไม่รู้ว่าคาซึยะไปทำธุระที่ไหน อย่างไร เขารู้แค่ว่าเมื่อเขากลับมาถึงบ้านในค่ำวันนั้น คาซึยะก็พาหน้าใสๆ แก้มแดงๆ ออกมาต้อนรับเขาถึงรถ นักธุรกิจหนุ่มฉวยเอาเวลาอันจำกัดระหว่างที่เดินจากโรงรถเข้าไปในบ้านเก็บกลิ่นหอมหวานของวานิลาจนชุ่มปอด ได้รางวัลเป็นแก้มหอมๆ แบบนี้ก็ไม่แปลกที่แม้จะผ่านงานหนักมาทั้งวัน อาคานิชิ จินจะมีแรงส่งยิ้มให้กับเจ้าลูกชายที่โผล่หัวกลมๆ ของมันขึ้นมาจากโซฟารูปเมล็ดถั่วหน้าทีวีจอยักษ์
“กลับมาแล้ว ที่โรงเรียนเป็นยังไงบ้างวันนี้”
“ยินดีต้อนรับกลับครับ....” เสียงเล็กตอบแล้วมันก็ปีนลงจากโซฟาตัวโต เดินแกมกระโดดมาหาพ่อ “วันนี้คุณครูมิโดริยังไม่มาโรงเรียนเลยคุณ คุณครูอาโออิเลยมาสอนแทน แล้ววันนี้จินก็ได้เป็นตัวแทนกลุ่มไปพูดภาษาอังกฤษหน้าชั้นเรียนด้วย”
“แล้วเราพูดเรื่องอะไร”
“พูดเรื่องวิธีการทำแซนวิชอร่อยๆ พี่คาซึยะสอนจินเมื่อคืน คุณไม่อยู่เลยไม่รู้หนิ” มันบ่นเป็นเสียงงึมงำอยู่ข้างหูผู้เป็นพ่อ แล้วก็เลยไถกอดคอจูบแก้มคุณจินประกอบการต้อนรับกลับบ้านไปด้วย
“สอนเมื่อคืนแล้วจำได้ด้วยหรือ”
“จำได้ซี เมื่อเช้าตอนเตรียมอาหารเราก็ทวนอีกรอบ คุณครูอาโออิยังชมจินให้พี่คาซึยะฟังเลย จินจินช่างพูด จำเก่งแล้วก็เป็นเด็กที่กล้าแสดงออกมากๆ เลยค่ะ แบบนี้เนาะ”
คุณพี่เลี้ยงเขายืนยันคำพูดนั้น มันเลยยิ่งภูมิใจ เล่าถึงเรื่องสนุกประจำวันอีกสองสามเรื่องในระหว่างที่คุณผู้ชายเจ้าของบ้านเขาอุ้มมันขึ้นห้องไปด้วย จินวางลูกชายไว้บนเตียงพอดีกับที่โทรศัพท์ติดตามตัวส่งเสียงเตือนขึ้น คาซึยะตั้งใจจะพาจินจินไปอาบน้ำเข้านอนแต่สีหน้าเครียดขมึงของเจ้านายหนุ่มทำให้ร่างเล็กต้องเปลี่ยนใจ ปล่อยให้จินจินเปิดหนังสือภาพดูเล่น ตัวเองเดินเข้าไปหาคนตัวสูงด้วยกริยาเรียบเรื่อยตรงข้ามกับหัวใจที่เต้นระทึก
“เกิดอะไรขึ้นครับ”
สะกดเสียงถามให้ได้ยินเพียงแผ่วๆ จินเม้มปากจนเป็นเส้นขาว ก้านนิ้วยาวเกี่ยวมือบางมากุมไว้มั่น คาซึยะกระชับมือตอบ ใช้สัมผัสแนบแน่นช่วยลดอาการสั่นระริกของมือหนา รอคอยอย่างอดทนจนได้ยินเสียงทุ้มเอ่ยอีกครั้ง
“คุณครูมิโดริ พยายามฆ่าตัวตาย”
edit @ 19 Feb 2009 14:12:34 by Fanismz
ไอ่ฉากคาบบุหรี่นั่นน่ะ
จะว่าไปไม่เห้นคาซึยะโหมดโหดๆๆนานแล้วนะนี่...ไปถามอะไรมาบ้างนี่....อยากรู้ๆๆ