ปล่อยเด็กน้อยให้ยืนหน้าหงิกรับมือกับคุณป้าแม่บ้านที่เลียบๆ เคียงๆ มองพวกเรามาได้พักใหญ่ แล้วผมก็แยกตัวมาเลือกของกินที่ให้ประโยชน์กับร่างกายบ้าง ความจริงของในตู้เย็นที่แม่บ้านจากบ้านใหญ่เตรียมไว้ให้ยังพอมีเหลือแต่เมื่อคนตัวเล็กเขาอยากซื้อผมก็ไม่อยากขัดใจ อยากให้แวะก็แวะ อยากให้เลี้ยงก็จะเลี้ยง (ข้อหลังนี้ ถ้าอนุญาตให้เลี้ยงไปทั้งชีวิต จะยินดีมาก) เดินๆ ดูแล้วจึงคิดได้ว่า ผมเองก็มีของสำคัญต้องซื้อเหมือนกัน
พวกเครื่องดื่มบำรุงกำลัง !
เจ้าตัวนี้น่ากลัวว่าจะขาดไม่ได้เพราะไม่มีใครรู้ว่าคืนนี้จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ผมเป็นประเภทไม่เคยประมาทในการดำเนินชีวิตอยู่แล้ว ต้องซื้อไปตุนไว้สักครึ่งโหล ถ้าคาซึยะก็โมเมบอกไปว่าต้องทำงานหนัก น้องจะได้ไม่ฉุกใจสงสัย
หยิบของที่ต้องการลงตะกร้าไปเรื่อยๆ เกือบจะหัวเราะออกไปด้วยความครึ้มใจแล้ว ถ้าไม่เห็นดวงตาสองสามคู่ลอยอยู่หลังชั้นวางของเสียก่อน ผมรีบสูดลมหายใจเก็บอาการตกใจ เขม้นตามองจนแน่ใจแล้วว่าไม่ใช่ไอ้เหี้ยสองตัวเมื่อกี้จึงหันไปมองน้อง เขายังยืนอยู่ที่เดิม ไม่ได้หันมาสนใจผมเลยส่งเสียงทักผู้หญิงทั้งกลุ่มที่เดินเกร่เข้ามาอย่างไม่ต้องระวังสิ่งใด
“มาทำอะไรกันแถวนี้?”
“อ้าว มาซุปเปอร์ จะให้มานั่งเขียนแบบหรือไง ตั้งแต่คบเด็กนี่เปิดช่องโหว่เยอะนะ” นี่แหละครับ ผู้หญิงส่วนใหญ่ของคณะสถาปัตย์ อย่าคิดว่ามันจะคะ ขา ให้ชื่นใจอย่างสาวๆ อักษรฯ หรือบัญชีฯ ไอ้พวกนี้มันยึดถือความเท่าเทียมยิ่งชีพ ผู้ชายทำยังไงเจ้าหล่อนทำอย่างนั้น แดกเหล้ากูแดกด้วย พูดมึงกูมันพูดด้วย ตอนปีแรกๆ ก็ยังพอเหนียมใส่กันบ้างตามประสาคนไม่เคย แต่อยู่ด้วยกันนานหน่อย เจอกิจกรรมสลายพฤติกรรมเข้าไปบ่อยครั้ง เกือบห้าปีผ่านไป แม้แต่ความเกรงใจก็แทบจะไม่มีเหลือแล้วล่ะครับ
“แล้วนี่อะไร หิ้วตะกร้า...” มันทำเสียงสูงเสียจนผมต้องหันไปมองคนข้างหลัง โชคดีที่น้องไม่ได้ยิน ผมครางเสียงต่ำให้มันลดโวลุ่มลง พลางดึงตะกร้าหนี “ถึงขั้นมาซื้อของเข้าบ้านเองแบบนี้ ไม่มีตังค์จ้างแม่บ้านแล้วหรือไงจิน”
“ยุ่งน่า ลูกผู้ชายตัวจริง มันต้องทำได้ทุกอย่าง เรื่องบางเรื่องมันต้องทำเองถึงจะรู้รสชาติ”
“เช่น การหิ้วตะกร้าเดินตามเมีย.....”
“ถูกต้อง”
หัวเราะครืนกันทั้งกลุ่มเชียว ผมอุตส่าห์เก๊กหน้าตายตอบไปแล้วนะ แต่เอาเข้าจริงก็ต้องขำไปกับเจ้าพวกตัวแสบ ปล่อยมันแซวไปได้เดี๋ยวเดียว คุยกันเรื่องงานบ้างพอให้ดูมีสาระ หัวโจกก็หุบปากฉับพร้อมกับที่ใจผมหล่นลงไปกองตรงปลายเท้าดังตุ๊บ !
ทำอะไร !
คาซึยะกำลังทำอะไร !
“จิน อยากกลับบ้านแล้วนะ”
ครับทูนหัว กลับก็กลับครับแต่รบกวนเอาหน้าออกจากหลังพี่ก่อน ไม่งั้นจะไม่มีคนขับรถพากลับนะครับพี่ไม่อยากสร้างอุบัติเหตุโดยตั้งใจกลางซุปเปอร์เดี๋ยวน้องจะเป็นข่าว โดนแฟนหนุ่มหน้าตาดีจับกดกลางซุปเปอร์มาร์เก็ตโทษฐานทำตัวน่ารักเกินพอดี
เอี้ยวตัวมองก็เห็นหัวทุยๆ หน้าขาวๆ เงยจากแผ่นหลังตัวเอง คาซึยะยิ้มตาแป๋ว ทำหน้าอยากรู้อยากเห็นแล้วก็ดึงเอาตะกร้าไปจากมือผม อยากแย่งถือไว้เพราะมันหนักกลัวข้อมือน้องจะบอบช้ำ แต่มันติดที่ว่าตอนนี้มันไม่มีแรงน่ะสิ ไม่มีแม้แต่แรงจะขยับปากพูด อาคานิชิ จินกำลังจะกลายเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถเพราะคาเมนาชิ คาซึยะอีกครั้งแล้ว
“เรียบร้อยหรือยังครับ”
ได้อีก ได้อีก เอาใจพี่ไปได้อีก สู้เขาโว้ยจิน อย่าเพิ่งยอมแพ้ตอนนี้
“จะเอาอะไรอีกไหมล่ะ” เห็นท่าไม่ดีเลยต้องถอยหนึ่งก้าว ข้างๆ เป็นกลุ่มเพื่อนฝูงที่ยืนจ้องกันตาเป็นมัน พวกมันคงกำลังสนุกสุดขีดเมื่อเห็นผมเกร็งจนคอแข็งอย่างที่ไม่เคยได้เห็น ฝืนจ้องหน้าคนตัวเล็กเต็มตาแล้วก็ถามไปตรงๆ ไม่คิด...ไม่คิดเลยว่าคาซึยะจะทำปากยื่น ไม่คิดเลยว่าคาซึยะจะเปล่งเสียงครางเสียงออดอ่อย แล้วใครจะคิดว่าเขาจะใช้หลังมือสีตาพลางเงยหน้ามองผมด้วยตาปรือๆ คู่นั้น
“ไม่เอาแล้ว ง่วงนอนแล้วล่ะ”
ตายเลยจะง่ายกว่าไหมจิน !
ตายเลยเถอะจะได้ไม่ต้องทรมาน ไม่ไหวแล้ว อยากได้ อยากกอด อยากฟัดเหี้ยๆ ทำไมทูนหัวเขาทำแบบนี้กับผมเนี่ย แค้นอะไรพี่หรือเปล่าครับคนดี ผมแหกปากร่ำร้องอยู่ในใจแล้วก็ฉุกใจคิดขึ้นได้ พูดถึงเรื่องแค้นไม่แค้น....ผมหรี่ตามองปากบางนั่นอีกครั้ง สังเกตให้ละเอียดยิ่งขึ้น อ้อ แอบยกยิ้มอยู่นี่เอง ชักเข้าใจอะไรได้ลางๆ แล้วล่ะ ทำไมถึงลืมไปได้นะว่าจอมซนอย่างคาเมนาชิ คาซึยะที่มั่นใจในความแมนของตัวเองเกินร้อยจะลุกขึ้นมาทำบ้องแบ๊วโดยไม่มีสาเหตุได้ยังไง คนขี้แกล้งแบบนี้ต้องเจอการเอาคืนยังไงดีนะ
“ไม่สบายหรือเปล่า”
“ไม่รู้...” ส่ายหน้าจนผมปลิว เข้าใจตอบนะ ไม่รู้ก็คือไม่โกหก แบบนี้มันน่า.....พอเถอะ คิดมากกว่านี้มันจะติดเรท ผมเปลี่ยนมือที่ถือตะกร้า ความตั้งใจแรกคือจะสอดแขนโอบเอวเล็กนั้นมาหาตัวแต่ก็กลัวจะโดนศอกถองเป็นของตอบแทน เลือกตำแหน่งอยู่นาน สุดท้ายก็มาจบที่ไหล่บางซึ่งดูจะเหมาะกับกาละและเทศะ (แต่ไม่เหมาะกับใจผม) ที่สุดแล้ว
“ถ้าอย่างนั้น ฉันกลับก่อนนะ ถ้ามีอะไรสงสัยก็โทรไปได้”
เพื่อนทั้งกลุ่มพยักหน้าให้ทั้งที่ตาจับอยู่ตรงคาซึยะ ผมยิ้มทั้งที่ตาหรี่มอง ไม่ใช่ระแวงแต่ไม่อยากประมาท ถึงจะห้าวโหดอย่างไรพวกนี้ก็เป็นผู้หญิงแถมยังสวยเสียเกินระดับมาตรฐานท้องถนน แฟนผมเองก็ยังไม่คิดจะปล่อยวางความแมนของตัวเอง เกิดฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถูกใจกันขึ้นมา ผมไม่ต้องหนีไปโดดหน้าผาประชดรักหรือ ไม่ดี ไม่ควร กระชับมือกับไหล่บาง รั้งร่างเล็กให้เดินตาม และดูเหมือนคาซึยะจะไม่หมดความสงสัย หัวคิ้วเรียวที่ย่นเข้าหากันนิดๆ นั้นบอกผมได้ เขามองกลับไปด้านหลังแล้วก็หันมามองผม
แน่นอนล่ะ ระดับท่านคาซึยะแล้ว เขาไม่เก็บความสงสัยไว้แน่นอน
“พวกนั้นเป็นใครน่ะ” ผมยิ้มนำทัพไปก่อน
“เพื่อนที่คณะฉันเอง”
“เพื่อน!”
“ใช่ พอใจหรือยัง ได้แนะนำไปแบบนั้น” ตอบด้วยน้ำเสียงที่พยายามกดไม่ให้หลุดหัวเราะออกมาด้วย คาซึยะสูดลมหายใจเข้าลึก หน่วยตาเรียวสีเข้มกรอกซ้ายขวาอย่างครุ่นคิด เขาครางอื่อๆ ในคอ ย้ำเสียงแผ่วหวิว
“เพื่อนนาย”
“พวกนั้นเรียนสถาปัตย์ปีเดียวกับฉัน เป็นรุ่นพี่นายทั้งหมดนั่นแหละ ไม่คุ้นหน้าเลยหรือคาซึยะ”
“........แล้ว......แล้วทำไมนายไม่บอกฉัน!”
“จะให้บอกตอนไหนล่ะ ไปถึงก็อ้อนเอาๆ ฉันจะสนใจเรื่องอะไรได้อีก”
เจอย้อนกลับไปแบบนี้ก็พูดไม่ออกเลยเหมือนกัน เราสองคนยืนมองหน้ากันอยู่ตรงหน้าแคชเชียร์ด้วยสภาพที่ผมเป็นต่ออยู่หลายขุม คาซึยะร่ำๆ จะออกฤทธิ์อาละวาด ตีโพยตีพายตามนิสัยไม่ยอมใครแต่พอผมมองตาดุเขาก็ยอมเก็บปากเก็บคำ เดินกระแทกไหล่ออกไปรอที่รถอย่างหัวเสีย ผมหัวเราะอย่างกลั้นไม่อยู่ ทำไมจะไม่รู้ว่าเจ้าตัวเล็กกำลังคิดอะไรอยู่ นี่คงหงุดหงิดที่แกล้งผมไม่สำเร็จหนำซ้ำโทษทั้งหมดก็ดันไปตกอยู่ที่ตัวเองแบบโทษใครไม่ได้ พอผมมาถึงรถร่างที่นั่งจุมปุ๊กอยู่แถวนั้นก็กระแทกเท้าเข้ามาหา ยืนรอให้ผมเปิดประตูให้แล้วก็มุดเข้าไปนั่งคอตั้ง หน้าเชิด ไม่พูดไม่จา
เพราะความเข้าใจที่สวนทางกันเกือบจะทำให้ผมพลาดได้นอนกอดแฟนคืนนี้ ผมหวังดี ตั้งใจว่าจะขับรถพาเขาไปส่งบ้าน ให้เก็บเสื้อผ้าหนีไปอยู่ด้วยกันสักคืนสองคืน แต่ที่รักเขาดันเข้าใจว่าผมพาเขาไปส่งบ้าน ตั้งท่าจะคว้าข้าวของลงจากรถ เล่นเอาผมคว้าตัวไว้แทบไม่ทัน กว่าจะง้อ (พูดได้เต็มปากเลยนะมึง....ทานากะ โคกิ) สำเร็จก็ใช้เวลาไปหลายนาที จี๋จ๋ากันพอให้ชีวิตมีรสชาดแล้วจึงปล่อยให้คนน่ารักเขายิ้มปากเป็ดลงจากรถไป
น้องเมีย เอ่อ น้องแฟนผมอยู่โยงเฝ้าบ้านเหมือนครั้งที่แล้ว พอเห็นผมเดินตามคาซึยะเข้าไปจากที่หัวเราะร่าอยู่ดีๆ ยูยะก็ยักคิ้วให้แผล่บแถมด้วยการหลิ่วตาตบท้ายเป็นการทักทายแกมหยอกในที แฟนผมชักสีหน้าใส่น้องชายคล้ายจะเอาเรื่องแล้วก็ก้าวยาวๆ ตามเข้าไปในบ้าน ไม่ลืมหันมาหาผมเป็นการเชื้อเชิญเงียบๆ ในแบบฉบับของเขา
“กลับมาแล้วครับ.....”
“คิดถึงจังลูก ทำไมวันนี้กลับค่ำ”
เจ้าของเสียงเป็นหญิงสาว...จะว่าอย่างนั้นก็ได้เพราะชุดแซคผ้าชีฟองสีเหลืองอ่อนที่สวมอยู่นั้น เมื่อบวกกับผมซอยสั้น และการแต่งหน้าบางๆ ตามสมัยนิยมแล้วมันช่วยลดอายุของคนเป็นแม่ที่มีลูกชายอายุเกือบยี่สิบไปได้มากโข คำเรียกขานที่ได้ยินทำให้ผมใจเย็นพอที่จะยืนมองผู้หญิงคนนั้นจับแก้มขาวจูบทั้งซ้ายขวาซ้ำไปซ้ำมา แล้วเจ้าของพิมพ์ดวงตาเรียวสวยของคาซึยะก็หันมาเห็นผมเข้าในนาทีหนึ่ง คุณแม่ยายยกมือปิดปาก เลิกคิ้วมองผม สีหน้าบอกว่าแปลกใจ เมื่อเธอทักทายอย่างใจดี ผมก็โค้งระดับสามให้โดยไม่ต้องรอให้ครูสอนมารยาทมาเข้าฝันเตือน
“สวัสดีครับ อาคานิชิ จินครับ”
รอยยิ้มที่โคกิมันเคยบอกว่าบาดใจสาวได้ดีแค่ไหน วันนี้ผมลดทอนความร้ายลงให้เหลือเพียงความสุภาพ จริงใจ และใสซื่อ ส่งตรงไปยังสตรีตรงหน้าพร้อมแววตาอันหนักแน่น มั่นคง อย่าหาว่าเวอร์...เพราะคงเวอร์จริง ถ้าจะบอกว่า ผมอยากให้คุณนายคาเมนาชิรู้สึกวางใจที่จะฝากชีวิตลูกชายสุดที่รักไว้ในมือผู้ชายคนนี้ตั้งแต่แรกพบสบตา และผมคงไม่พลาดเมื่อคุณแม่ยายท่านยิ้มจนตาปิดตอบมา
“สวัสดีจ้ะ คาเมะจังจะพาเพื่อนมาค้างบ้านเหรอลูก งั้นเดี๋ยวแม่ไปเตรียมที่นอนให้นะ”
“ไม่ใช่ครับแม่ คืนนี้ผมจะไปนอนบ้านจิน นัดกันไว้ว่าจะดูหนังด้วยกัน” หลังจากดูหนังอาจจะมีรายการอื่นต่ออีกนิดหน่อย ถือโอกาสขออนุญาตคุณแม่ไว้ตรงนี้เลยก็แล้วกันนะครับ อาเมน สวด เอ๊ย บอกยังไม่ทันจบ ยูยะก็หัวเราะร่วนมาจากหน้าทีวี ไอ้เด็กคนนี้มันหัวไวจนน่ากลัว ดวงตาคู่นั้นบอกชัดเจนเลยว่า...รู้...อะไรพอสมควร แต่เจ้าตัวเลือกที่จะไม่พูดมันออกมา กลับไปทุ่มเทความสนใจให้กับภาพเคลื่อนไหวของรายการโปรดในจอต่อ
คาซึยะถามถึงคุณพ่อตาสองสามคำแล้วก็หันมาหาผม
“นายจะ...ขึ้นไปด้วยกันไหม....”
ฟ้าดินเป็นพยานได้ว่าผมต้องใช้แรงใจอย่างสูงส่งที่จะไม่พยักหน้าตอบไป คุณแม่ยายยืนมองตาแป๋ว แถมคุณน้องเมียก็นั่งหูกระดิกอยู่ไม่ห่างไม่ไกล ถึงจะอยากขึ้นไปนอนกลิ้งบนเตียงที่รักมากแค่ไหนผมก็ต้องจำใจห้ามตัวเอง อดเปรี้ยวไว้กินหวาน เชื่อคนโบราณไม่มีทางผิดหวังโว้ยจิน เอาไว้ถึงเวลาแล้วค่อยทบต้นทบดอกให้หนำใจ แต่ตอนนี้....
“ไปเถอะ ฉันขออยู่คุยกับคุณน้าก็แล้วกัน ได้ไหมครับ”
คุณแม่ยายน่ารักมาก ท่านยิ้มให้ผมเสียหวานหยด ชักชวนให้ไปนั่งตรงชุดรับแขกกับยูยะ ส่วนตัวเองก็เข้าไปเอาชามาให้อย่างใจดี ผมนั่งยิ้มให้ท่านซักถามเรื่องนั้นเรื่องนี้ไปได้เดี๋ยวเดียว ยูยะก็โพล่งขึ้นมาทื่อๆ
“พี่จินเขาจีบคาซึยะอยู่นะแม่”
ห่ะ ฉิบหายแล้วจิน !
“คืบหน้าไปถึงไหนแล้วพี่ เจ้าบื้อนั่นรู้ตัวหรือยัง...”
ไอ้น้อง อยากให้พี่ตอบยังไง ต่อหน้าต่อตาคุณแม่แบบนี้ เอ็งจะให้ข้าพูดออกไปเต็มปากเต็มคำเลยหรือว่าเมื่อไม่กี่วันก่อนเพิ่งจะจับลูกชายคนโตของคุณแม่กดหลังติดเบาะกลางห้องทำงานแล้วก็หวุดหวิดจะได้เสียกันมาครั้งหนึ่งแล้ว จะเอาแบบนั้นเลยไหม
“จริงหรือลูก...”
“...คือว่า.....เอ่อ....คุณน้าครับ ผม......”
คำอธิบายทั้งหมดติดอยู่ตรงลูกกระเดือกเมื่อเจอประกายตาวิบวับของผู้สูงวัยเข้า บอกตามตรงว่ามันเป็นปฏิกริยาแบบที่แอบหวังเอาไว้ แต่ไม่คิดว่าจะได้เจอจังๆ แบบตอนนี้ คุณแม่ยายกำลังทำตาโต จ้องผมด้วยความคาดหวังซึ่งมองยังไงๆ ก็ไม่เจอความรังเกียจเดียจฉันท์ในแววตาทั้งคู่ ผมวางแก้วน้ำลงก่อนจะเผลอบีบมันแตก หันไปสบตายูยะ เจ้าเด็กนั่นก็หัวเราะเป็นเรื่องขำเสียนี่
“จินคุงชอบคาเมะจังของแม่จริงๆ หรือ...ชอบแค่ไหนน่ะลูก ชอบมากไหม”
“ผมว่าไม่มากหรอกครับแม่ ถ้าชอบมากจริงๆ ลูกชายของแม่ต้องรู้ตัวแล้วสิ นี่อะไร ยังหน้าซื่อเดินลอยหน้าลอยตาไปมาให้พี่จินเอาใจเหมือนปกติทุกอย่าง ตกลงว่าไงครับคุณพี่ ผ่านมาตั้งนานแล้ว ไม่มีอะไรคืบหน้าจริงๆ เหรอเนี่ย”
ใครก็ได้โยนบราวน์เทปมาให้ผมหน่อย ถ้าไม่มีเอาตะกร้อครอบปาก หรือเชือกฟางสักหุนก็ได้ อยากหาอะไรมาปิดปากมันมาก ให้ตายเหอะ ไอ้เด็กเวร จะพูดจะจาอะไรเห็นใจพี่เขยมึงบ้างสิวะ คนเป็นพ่อเป็นแม่เขาจะคิดยังไงเมื่อรู้ว่ามีผู้ชายมาชอบลูกชายของตัวเอง ถึงผู้ชายคนนั้นจะรูปหล่อ พ่อรวย เรียนดี มีวินัย ใส่ใจสิ่งแวดล้อม สมบูรณ์แบบทุกด้านอย่างอาคานิชิ จินก็เถอะ ถึงใจจะเปิดกว้างแค่ไหน มันก็ต้องมีตะขิดตะขวางใจกันบ้างล่ะเว้ย ผลีผลามพูดอะไรไป เกิดก้าวพลาดชีวิตรักของอคาเมะไม่สูญสิ้นในบัดดลหรือ
โอ๊ย คนหล่อเครียด!
“แล้วกัน เลยหน้าเครียดเลย แม่ไม่ดุหรอกลูก”
“แม่เขาเป็นสาววายน่ะพี่จิน รู้จักไหม คุณนายคาเมนาชิเป็นสาววายเต็มตัว วายเข้าเส้น วายขั้นเทพครับพี่....” คำนี้ผมรู้จักและเข้าใจได้ในทันที ฟังยูยะอธิบายประกอบกับเห็นรอยยิ้มของคุณแม่แล้วก็เหมือนได้ฝนแรกของปีพร่างพรมลงมาบนพื้นดินแห้งผาก แต่ก็ยังพูดอะไรไม่ออกอยู่ดี
“ตกลงคบกันหรือยังลูก....”
“เรื่องนี้ผมก็ตอบไม่ได้เหมือนกันครับคุณน้า ความจริงแล้วมีผมคนเดียวที่ชอบเขา คาซึยะไม่ได้คิดอะไรนอกจากเรื่องงาน คุณน้าทราบแล้วใช่ไหมครับว่าผมกำลังช่วยเรื่องรายงานของน้องอยู่.....”
คุณแม่ยายพยักหน้ารับ ผมยิ้มหมอง เล่นบทเศร้าเรียกคะแนนสงสารจากญาติผู้ใหญ่ฝ่ายแฟนเสียหน่อยคงไม่เสียหลาย
“ผมยืนยันเรื่องความจริงใจกับคุณน้าได้ แต่เรื่องความสัมพันธ์ที่มากกว่านั้น ผมไม่มั่นใจครับ บางทีคาซึยะอาจจะไม่ได้เห็นผมเป็นอย่างอื่นนอกจากพี่แล้วก็เพื่อน”
“ผมว่าไม่หรอก”
“อะไรลูก” ยูยะวางแก้วน้ำหวานลงกับโต๊ะ ยิ้มกริ่ม
“เจ้านั่นน่ะ คงพอมีใจให้พี่จินบ้างแหละ ไม่งั้นคงไล่ตะเพิดไปนานแล้ว ไม่ยอมโดนหิ้วไปหิ้วมาแบบนี้หรอก แม่ก็รู้นี่ครับ...คาซึยะเกลียดการได้รับการปกป้องดูแลเพราะถือว่ามันเป็นการดูถูกความแมนของเขา ยิ่งจากผู้ชายด้วยกันยิ่งไม่ต้องพูดถึง แถมยังเป็นคนแปลกหน้าที่เพิ่งรู้จักกันอย่างพี่จินอีก ถ้าเจ้าตัวไม่ชอบ ไม่มีทางได้เฉียดเข้าใกล้แทบทุกวันแบบนี้หรอก" เสียงฝีเท้าวิ่งโครมๆ ก็ดังมาจากชั้นสองของบ้าน แล้วคาซึยะก็ยิ้มเผล่โผล่มาพร้อมกระเป๋าเสื้อผ้าใบย่อมบนไหล่ข้างหนึ่ง
“คราวนี้เชื่อหรือยัง”
“พูดไป เดี๋ยวก็โดนดีหรอก” ยูยะหัวเราะอย่างผู้ชนะ
“ก็ผมบอกแม่แล้ว เชื่อไหมพี่จิน…..” ผมเพียงแต่ยิ้มรับ บางทีการได้รับกำลังใจในรูปแบบที่ต่างกันออกไปก็ทำให้เราฮึดขึ้นมาได้เหมือนกัน ปกติแล้วเวลาผมท้อเพราะเรื่องคาซึยะ (ซึ่งก็มีอยู่เรื่องเดียว) ผมมักจะได้แรงฮึดมาจากคนรอบข้างแต่ก็มาในรูปแบบคำสรรเสริญแบบสามานย์ๆ ของมนุษย์ลิงเพื่อนสนิทในกลุ่ม ไม่ค่อยจะมียิ้มหวานหรือคำปลอบใจเป็นภาษาคนแบบนี้เท่าไหร่ ต่อจากนี้นอกจากเพื่อนผม เพื่อนคาซึยะแล้วผมก็มั่นใจได้ว่าทางบ้านของคาซึยะก็จะคอยเป็นกองหนุนให้ผมด้วย
เมื่อคิดถึงเรื่องดีๆ ที่จะตามมา ผมก็ยิ่งห้ามรอยยิ้มไม่ได้
“มีอะไรครับแม่”
“คาเมะจังเป็นแฟนกับจินคุงเหรอลูก”
พรวด!
โชคดีเป็นของยูยะที่รับไอน้ำหวานไปเต็มๆ ผมเงยหน้ารับสายตาคาดโทษที่ส่งมาให้ ส่ายหน้าไปมาเป็นนัยบอกว่าไม่รู้เรื่อง “ฉันไม่ได้พูดอะไร”
“แล้วเมื่อกี้แม่พูดอะไร”
เสียงเล็กตะคอกถามอยู่เหนือหัว ดวงตาคู่เล็กวาวโรจน์ ริมฝีปากเม้มแน่นจนเป็นขีดตรง มือข้างหนึ่งเท้าเอวมั่น ไม่มีทีท่าจะเกรงใจใครหน้าไหนทั้งสิ้น ผมมองแล้วได้แต่หวิววับในอก นี่เขาโกรธมากถึงขนาดนี้เชียวหรือ
“แหม ก็แม่อยากรู้ ปกติคาเมะจังไม่ค่อยไปนอนค้างนอกบ้าน แถมช่วงนี้ก็ไปบ้านจินคุงบ่อยๆ พอยูยะพูดแม่ก็คิดนะสิคะลูก”
คุณรู้ไหม ประโยคสนทนาต่อจากนี้มันทำให้ความอิ่มเอมใจที่ผมเพิ่งได้รับเมื่อครู่เหือดแห้งไปแทบไม่มีเหลือ แววตาและสีหน้าขุ่นเคืองมันทำให้ใจผมปวดปร่าจนนึกอยากจะแช่งให้ตัวเองหูหนวกตาบอดไปเสียให้สิ้นเวรสิ้นกรรม ผมจะได้ไม่ต้องได้ยินเสียงเขาเอ่ยคำตัดรอน ไม่ต้องได้เห็นเขาทำสีหน้ารังเกียจ แล้วผมคง...ไม่ทรมานเจียนตายอีกครั้ง
“ผมไปนอนบ้านหมอนี่แค่สองครั้งเองนะ แล้วก็ไปเพราะเรื่องงานด้วย”
“อ้าว เหรอ ตกลงไม่ได้เป็นอะไรกันหรอกเหรอ”
“ไม่ได้เป็น!”
เราไม่ได้เป็นอะไรกัน นั่นคือความจริงที่คาซึยะเข้าใจ
ผมอยู่กับความหวัง ความฝัน แล้วก็ความสุขในโลกของตัวเอง
นั่นคือความจริง....ความจริงที่ทำให้เจ็บเหี้ยๆ
“เราเป็นเพื่อนกันน่ะครับ คาซึยะเขา.....ชอบผู้หญิง......”
.
.
.
สันดานเลวร้ายมันยากจะควบคุมในยามที่หัวใจมันได้รับความกระทบกระเทือน ผมเผยคำนั้นออกไป ซ้ำยังแสดงกริยาไม่ดีกับน้อง ทำเสียงเย็นชาใส่เขา ไม่มองหน้าเขา แล้วความเงียบก็เข้าครอบงำเราสองคนตั้งแต่ออกจากบ้านคาซึยะมาจนถึงบ้านของผม
รู้ว่ามันไม่ดี ผมทำตัวไม่ดีแบบนี้น้องอาจจะไม่สบายใจและอึดอัด แต่บอกได้อย่างไม่อายเลยว่าตัวผมในตอนนี้ไม่มีใจจะทำประเสริฐกับใครหน้าไหนทั้งสิ้น โชคดีแค่ไหนแล้วที่ผมไม่พารถคันเก่งปาดหน้าไอ้มอเตอร์ไซค์ที่วิ่งฉิวไปมาบนถนน หรือเสยแนวกระถางต้นไม้ของคอนโดตอนที่เลี้ยวเข้ามาจอดเพราะความโกรธ ในภาวะที่อารมณ์ฝ่ายต่ำมันอยู่เหนือทุกสิ่งแบบนี้ผมไม่มั่นใจว่าจะทำดีกับคาซึยะได้ตลอดรอดฝั่ง กลัวว่าถ้าพูดคำแรกออกไปผมจะหยุดไม่อยู่ ยิ่งพูดมั่นใจว่าคงยิ่งแย่ สันดานปากหมาของผมมันมีฤทธิ์น้อยเสียเมื่อไหร่ล่ะ เพราะฉะนั้นถ้าไม่อยากเสียใจทีหลังก็หุบปากไปเลยดีกว่า
รถจอด ผมดับเครื่อง เราสองคนเงียบ
พอไม่มีแสงไฟและเสียงเครื่องยนต์บนท้องถนน บรรยากาศก็ยิ่งอึดอัดขึ้นเป็นเท่าตัว ผมนั่งปล่อยความคิดให้ล่องลอยแต่เชื่อเถอะว่ามันไปไหนไม่ไกลว่าคนข้างๆ นี่หรอก ไม่รู้ว่าคาซึยะคิดอะไรอยู่เขาเบือนหน้าออกไปนอกรถ นิ่งและเงียบจนผมนึกเสียใจ
ผมทำให้น้องเครียดหรือเปล่า
คงใช่ จู่ๆ มาทำเย็นชา ไม่พูดไม่จาแบบนั้น ใครมันก็คงคิดมาก คิดแล้วก็ให้สงสาร ต่อให้โกรธมากมายแค่ไหน เจ็บจนไม่รู้จะเจ็บยังไง ปล่อยเวลาให้ผ่านไปเพียงชั่วครู่ยาม หรือบางที....แค่ได้เห็นว่าเขาซึมไปต่อหน้า ใจผมมันก็พร้อมจะอ่อนเข้าหาอย่างไร้ข้อแม้
แบบนี้ เขาเรียกเจ็บแล้วไม่จำได้ใช่ไหม
เพื่อนฝูงไม่อยู่ใกล้ให้ปรึกษา พวกนั้นคงกำลังสนุกกับปาร์ตี้ฉลองปิดเล่มรายงานของฮิโรกิ ผมสูดลมหายใจลึกแล้วระบายออกช้าๆ ตั้งใจแล้วว่าจะง้อเขาเพื่อความสบายใจของตัวเองและน้อง แต่คาซึยะกลับทำให้ผมแปลกใจด้วยการเป็นฝ่ายเปิดฉากก่อน
“อาคานิชิจิน” ผมต้องหันไปมอง เพราะไม่แน่ใจว่าตัวเองหูฝาดไปหรือเปล่า แต่ดวงตาเรียวเล็กที่จับจ้องตรงมา มันพิสูจน์ได้ว่าเขากำลังพูดกับผมจริงๆ
“นาย......โกรธฉันหรือเปล่า”
“โกรธเรื่องอะไร” ไม่ใช่ไม่รู้ แต่ผมละอายที่จะพูดถึงมัน ผู้ชายเต็มตัวที่เคยหน้าด้านหน้าทนไม่สนใจมนุษย์หน้าไหนกลับอ่อนไหวเพียงเพราะคำพูดไม่กี่ประโยคของเด็กผู้ชายคนหนึ่ง คนที่กำลังนั่งบิดมือตัวเองจนแดงและกลั้นใจฝืนความเคยชินของนิสัยที่ไม่เคยยอมใคร ขอคืนดีกับผมได้อย่างน่ารักน่าเอ็นดู
“ฉันทำให้นายรู้สึกไม่ดีหรือเปล่า”
ผมจะตอบอย่างไรดี ผมไม่อยากโกหกว่าผมไม่เป็นอะไรเพราะถ้าตอบไปแบบนั้นเชื่อเถอะว่าคาซึยะคงยักไหล่แล้วก็ไม่มีการง้อรอบสองแน่นอน ผมอยากให้เขารับรู้ความทรมานในใจนี้บ้าง แต่ผมก็ไม่อยากทำให้คนที่รักต้องรู้สึกผิดกับความคิดอันงี่เง่าและโลภมากของผม เว้ย! แต่ไหนแต่ไรเคยพูดอะไรไม่เกรงใจใคร ทำไมคราวนี้แค่เจอหน้าขาวๆ ปากแดงๆ เข้าหน่อย ถึงกับลิ้นกระด้างเลยหรือวะไอ้จิน !
ร่างเล็กขยับหันมาทางผมเต็มตัว เจอตาสวยๆ จ้องเขม็งเข้าให้ ผมก็ได้แต่ถอนใจ
“ฉันรู้สึกไม่ดีเพราะตัวฉันเอง”
“นายไปทำอะไรมา”
“เพราะฉันคาดหวังมากเกินไป พอลืมตามองความจริงแล้วรู้ว่ามันไม่ได้เป็นอย่างที่ฝัน ฉันเลยเสียใจ” ปากแดงเม้มไปหนึ่งครั้ง คาซึยะไม่ใช่คนโง่...ผมพูดแบบนี้เขาต้องเข้าใจแน่นอน แต่อยู่ที่ว่า เขาจะยอมแสดงให้ผมรู้หรือไม่เท่านั้น ความเงียบเคลื่อนเข้ามาเป็นสื่อกลางของเราอีกครั้ง แต่คราวนี้มันลดอานุภาพความอึดอัดลงไปเยอะ ผมเลยสามารถหยุดสายตาไว้ที่ผิวแก้มแดงปลั่งได้อย่างสบายใจคนน่ารักเงียบไปร่วมนาที ก่อนเขาจะเงยหน้า สบตา และเอ่ยเสียงแผ่ว
“บางที สิ่งที่นายเห็นอาจจะไม่ใช่ความจริงอย่างที่สุดก็ได้”
ก็บอกแล้วว่าตายไปยังจะดีเสียกว่า ดีกว่าจะมาทนเจ็บหน้าอกเพราะหัวใจมันกระดอนชนซี่โครงแบบไม่บันยะบันยังแบบนี้ ผมกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคออย่างยากเย็น ไอ้หัวใจบ้าก็เต้นเสียจนน่ารำคาญ
“หมายความว่าไง”
“อย่าให้ขยายความเลยเดี๋ยวมันจะเน่า”
“คาซึยะ”
ไม่ทนครับ น่ารักแบบนี้อาคานิชิ จินไม่ทนนะครับ
ผมคว้าข้อมือเล็กไว้ก่อนที่เขาจะชิ่งหนี คาซึยะเบือนหน้ามองไปทางอื่น ยอมให้ผมจ้องแก้มแดงๆ ของเขาไม่ถึงครึ่งนาที ก็กระชากแขนกลับ ลูกแก้วสีเข้มกรอกมองมาสองสามครั้งแล้วดูเหมือนเจ้าตัวจะทนสายตาของผมไม่ได้เช่นกัน เลยผลุนผลันลงจากรถไปราวกับกลัวว่า ถ้าช้ากว่านี้อีกวินาทีเดียว จะมีปีศาจเขาแหลม...โผล่หางมาจับเขากินยังไงยังงั้น
ซึ่งก็จริง ^-------^
To be continue……. Chapter 15
edit @ 13 Mar 2008 23:30:57 by Fanismz
edit @ 13 Mar 2008 23:37:36 by Fanismz
ถึงสิบสี่นี้จะไม่ได้ตรงกะวันวาเลนไทน์แต่ก็ตรงกะไวน์เดย์ละน้อ
เป็นตอนที่ชอบมากๆๆในภาคที่แล้วละนะ
ได้ใจมากๆๆ