กว่าผมจะพากายหยาบกลับคืนสู่ห้องสภาฯ คณะได้ น้องก็หายไปทางไหนแล้วก็ไม่รู้ ความจริงถ้าจะตามหาก็คงหาเจอ มีใครในอักษรศาสตร์ ไม่ใช่สิ มีใครในมหาวิทยาลัยนี้ไม่รู้จักคาเมนาชิ คาซึยะบ้าง คนตัวเล็กรูปร่าง หน้าตา รวมถึงนิสัยโดดเด่นเสียจนจะขยับตัวไปทางไหนก็มีแต่คนให้ความสนใจ เพียงแค่ผมเดินเข้าไปถามไม่ต้องให้จบประโยครับรองได้รู้กันตอนนั้นเลย แต่ผมไม่ทำในตอนนี้หรอก สภาพจิตใจผมไม่แข็งแรงพอแค่โดนความน่ารักของคนตัวเล็กพัดเข้าปะทะกลางอกเมื่อครู่นี้ก็เกือบเอาตัวไม่รอดแล้ว ถ้ายังพาร่างที่ใจกำลังอ่อนเหลวประหนึ่งเจลลี่เข้าไปเผชิญหน้า มีหวังได้ตายสมใจแน่จิน
เดินขึ้นบันไดแดงไปก็คิดหาหนทางไปว่าจะใช้วิธีไหนหน้าด้านเข้าหาเขาได้อีกครั้ง แต่ให้ตายเหอะ ทำกับเขาไว้เยอะ ทั้งจูบทั้งกอดทำไมน้องไม่คิดจะโกรธผมเลยวะ มาทำหน้าทำตาน่ารักแบบนั้น ถ้าเมื่อกี้ไม่ได้ชั้นวางหนังสือช่วยไว้มีหวังได้หงายตึงไปกับพื้น ผมแหกปากยิ้มจนคนที่เดินสวนลงมาเขาหลีกทางให้แทบไม่ทัน แกล้งคิดแกล้งสงสัยไปอย่างนั้นแหละ ความจริงไม่ได้ติดใจอะไรเลย ตอนนี้โครตจะปลื้มสุดๆ แค่น้องไม่เคือง ผมก็เหมือนตายแล้วเกิดใหม่ ดีใจจนแทบจะลอยขึ้นบันไดได้แล้ว
“รุ่นพี่ โห อารมณ์ดีเลยนะ”
“ก็เรื่อยๆ นี่ ทำไม หน้าตามันบ่งบอกมากเลยหรือ” ฮิโรกิพยักหน้า ยิ้มรู้ทันอีก
“ที่สุดครับ คาเมะจังเป็นยังไงบ้าง ขึ้นไปหลับจริงๆ หรือเปล่า”
“หลับ แต่เมื่อกี้ออกมาแล้ว ไปไหนก็ไม่รู้นะ อ้อ เพื่อนฮิโระไม่รู้นะว่าพี่ขึ้นไปหา ไม่ต้องบอกหรอก แล้วนี่...ยามาชิตะไปไหน มาด้วยกันไม่ใช่หรือ” คนหน้าหวานเขาชี้ไปทางคณะตัวเอง บอกเสียงหวานไม่ต่างหน้าตา “ยามะมีเรียนต่อนะครับ ตอนนี้ก็หมดชั่วโมงพอดี พวกเรานัดกันไว้ว่าจะไปจิบชาฉลองที่รายงานเสร็จ รุ่นพี่สนใจอยากเป็นเจ้ามือไหมครับ”
โคตรจะสนใจ แต่ขืนทะเล่อทะล่าโผล่ไปอาจทำให้คาซึยะเผ่นหนีได้
“ไปกันเถอะ พี่....ไม่แน่ใจว่าเพื่อนฮิโระเขาจะอยากเจอพี่หรือเปล่า” ฮิโรกิทำตาโต เขาดูสงสัย ไม่เข้าใจ จนผมสงสัยตาม “มีอะไรหรือ?”
“คาเมะจังเนี่ยนะจะไม่อยากเจอรุ่นพี่ ถ้าไม่อยากเจอเขาจะบ่นถึงวันละสามเวลาทำไมล่ะครับ” เพราะประโยคนั้นทำให้ผมกล้าไปดักฉุดน้องมาจากเพื่อน และกว่าจะรู้ว่าประโยคนั้นฮิโรกิเขาแกล้งอำผมเล่น เวลาก็ผ่านมาอีกหลายเดือนเลยทีเดียว แฟนไอ้เรียวนี่....ไม่ใช่ย่อยนะครับท่าน หน้าซื่อๆ ตาใสๆ เลย
นัดแนะกับฮิโรกิแล้วว่าเขาจะโทรมาบอกผมเมื่อไปถึงร้านแล้ว ระหว่างนั้นผมก็กะว่าจะไปทำงานรอบนห้องสภาฯ แต่เอาเข้าจริงความตั้งใจอันดีก็มีมารมาคอยขัดตั้งแต่เปิดประตูเข้าไป ใบหน้าหล่อบาดใจสาวทั้งสี่หันมายิ้มเยื้อนให้ทันทีที่ผมล่วงเข้าไปในเขตแดนพวกมัน ผมปิดประตูตามหลังสบตาแสดงความบริสุทธิ์ใจแล้วก็เดินตรงไปยังโต๊ะของตัวเอง มันเป็นภาพที่ค่อนข้างน่ากลัวเมื่อผู้ชายตัวโตสามสี่ชีวิตค่อยๆ คืบคลานเข้ามาล้อมหน้าล้อมหลังผม หนึ่งในนั้นเกาะขาผมไว้แน่น ตาหยีๆ ของมันโค้งปิด คนที่เหลือไม่ต่างกันเท่าไหร่ มันอาศัยความหน้าด้านช่วยกันกดดันผมผ่านความเงียบและความรำคาญจนผมต้องยอมวางดินสอลง
“อยากรู้อะไรก็ถามมา”
“เอิ้กกกก ประเสริฐนักเพื่อนข้า โปรดเอ่ยวาจา น้องนางของเจ้านั้น เอ่ยคำใดให้เจ้าคืนชีพได้” ภาษาโคตรพ่อโคตรแม่ลิเกแบบนี้ไม่มีใคร รู้ว่าไม่ขำแต่ก็ยังหน้าด้านเล่น จุนโนะสุเกะแน่นอน ผมดันหน้าผากมันออกจากตัก พร้อมกับเลื่อนแฟ้มงานออกห่าง เอาไว้ใกล้ตัวก็ใช่ว่าจะได้ทำงาน ดีไม่ดีจะเผลอคิดว่ามันเป็นอาวุธที่ใช้ห้ำหั่นไอ้พวกสอดรู้แถวนี้จะซวยกันไปอีกแถบ
“ไม่ได้พูดอะไร ไม่ได้คุยกันเลย”
“ตอแหลสาด ไม่ได้คุยกันแล้วทำไมยิ้มเหงือกแห้งขึ้นมาครับ ตอบแบบนี้อย่าคิดว่าผมจะโง่เชื่อเหมือนจุนโนะสุเกะเพื่อนมึงนะครับ” ไม่มีใครสนใจไอ้คนโดนพาดพิงที่กำลังลงไปนอนดิ้นกับพื้น ไอ้คนที่ล็อคคอผมมันยังเดินหน้าชื่นชมอยู่ข้างแก้ม เอาปากมาจ่อจนใกล้ขนาดนี้ มึงงับใบหูกูเลยดีกว่าโคกิ
“ปล่อยน่า กูหายใจไม่ออก”
“ตอบมาก่อนสิ พวกกูรอนานแล้วนะเนี่ย”
ผมถอนใจเฮือกแบบไม่กลัวปอดพัง คงต้องทำใจแล้วว่าตราบใดที่ยังเป็นเพื่อนกับมัน ผมจะต้องชินกับการเซ้าซี้ของพวกมันให้ได้ ไอ้เรียวที่แม่งดูเป็นผู้เป็นคนหน่อยก็ไม่คิดจะช่วยกันเลย มันเอาแต่นั่งยิ้ม ห่าคงชอบใจที่ได้เห็นผมอาย ก็ผมอายจริงๆ นี่ครับ อายจนหน้าร้อนและมันก็เป็นแบบนี้ทุกครั้งที่พวกเราพูดกันถึงเรื่องน้อง ไอ้เหี้ยพวกนี้มันถึงได้ใจว่าต่อให้แสดงความรำคาญออกไปมากแค่ไหน ผมก็คงไม่กินหัวมันจริงๆ ดังที่ขู่
“เร็วๆ สิ พวกกูรออยู่ ไอ้เหี้ยแม่งไม่มีมารยาท ปล่อยให้คนอื่นรออยู่ได้”
“ได้ข่าวว่าพวกมึงกำลังอยากรู้เรื่องชาวบ้าน มีมารยาทมากเลยนากามารุ ยูอิจิ” เจ้าของชื่อมันหัวเราะแบบไม่สลด
“แต่ถ้าไม่ได้พูดกับพวกกู มึงก็จะตายเพราะความรักจุกอก กูรู้”
“ฮิโระบอกว่าวันนี้จะไปดื่มฉลองจบรายงานกันนี่ เค้าบอกมึงหรือเปล่า” ผมยังไม่ทันจะตอบเรียว ไอ้พวกที่เหลือก็ยกมือกับพรึ่บพรั่บ บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า “พวกกูไปด้วย!”
“ไม่ได้”
“ทำไมวะ”
“ไม่ทำไม ไม่ได้ก็คือไม่ได้” พวกมันเริ่มโอดครวญกันทันที
“เรียว มึงดูมันสิ มันจะแอบหนีไปมีความสุขคนเดียว มึงอย่ายอมมันนะ” ถ้าไอ้เรียวไม่ยอมก็แสดงว่าพวกมันจะได้อานิสงค์ในการแดกเหล้าฟรีคืนนี้ด้วย แต่เสียใจคืนนี้ผมไม่คิดจะดื่มเหล้าแล้วก็ไม่คิดจะอยู่กับใครนอกจากคาซึยะ เพราะฉะนั้น หน้าไหนที่ปากไม่งอน ตาไม่เรียวเหมือนแฟนผม ไม่ต้องสะเออะมาอ้อนตีนให้เสียเวลา
“พวกมึงปล่อยมันไปเหอะน่า ไอ้จินมันไม่ได้เห็นหน้าเมียมาเป็นอาทิตย์ เห็นใจมันมั่ง อยากแดกเหล้าก็ไปกับกูแต่คงต้องดึกหน่อยเพราะกูต้องเคลียร์งานป๋าซึโยชิให้เรียบร้อยก่อน เออ ว่าแต่เรื่องงานมึงจะเอายังไงวะจิน ไอ้บริษัทที่เขายื่นข้อเสนอมาให้น่ะ มึงจะตอบตกลงเขาไปหรือเปล่า”
เมื่อเรียวมันเปลี่ยนประเด็นไปหาเรื่องที่เป็นสาระปุ๊บ ไอ้พวกนั้นก็เลิกตอแยผมทันที ผมนิ่งคิด เลื่อนเอกสารที่ได้จากบริษัทรับออกแบบและตกแต่งแห่งหนึ่งเข้ามาเปิด พวกเราเรียนปีสุดท้าย เทอมสุดท้ายแล้ว ฝึกฝนอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยมาหลายปีอีกไม่นานก็ได้เวลาต้องไปเจอของจริง บริษัทส่วนใหญ่มักมองหาคนรุ่นใหม่ไฟแรงตั้งแต่ช่วงนี้ มีบางที่จองตัวนักศึกษาไว้เป็นปีๆ ในฐานะเด็กทุน แต่ผมไม่ใช่กรณีนั้น เรียนก็ทุนป๋ากับแม่ ไม่มีข้อผูกมัด ไม่มีหนี้สินที่ต้องใช้คืนบริษัทไหน เ
มื่อแต่ละที่ยื่นข้อเสนอมาให้ผมก็มีสิทธิ์พิจารณาจนกว่าจะพอใจทางบ้านก็อยากให้จบแล้วไปช่วยกันทำมาหากินตามรอยพี่สาวพี่ชาย และลูกพี่ลูกน้องอีกหลายคนที่พอจบก็โดดเข้ารับงานของตระกูล แต่นั่นก็ไม่ใช่ความต้องการของผมอยู่ดี แน่อยู่แล้วล่ะว่าวันหนึ่งข้างหน้าผมต้องเป็นกำลังสำคัญส่วนหนึ่งของ เรดบล็อค แต่ผมก็ยังไม่ต้องการตำแหน่งนั้นในตอนนี้ ผมอยากลองงานของที่อื่นก่อน นั่นคือสิ่งที่ตั้งใจไว้
“กูยังไม่ได้อ่านรายละเอียดเลยว่ะ”
“แม่ง เอาแต่คิดเรื่องคาเมะจังล่ะสิ”
“อือ พอไม่ได้เจอคาซึยะ กูก็ไม่มีใจจะคิดเรื่องอื่นเลย” เสียงหมาตัวหนึ่งโก่งคอโอ้กอ้ากมาจากโต๊ะด้านใน ผมขี้เกียจจะสนใจเพราะเอกสารที่อยู่ในมือมันสำคัญกว่านัก มันคืออนาคตที่ผมยังเลือกไม่ถูกว่าควรจะเดินไปทางไหนดี
“ป๋าจะยอมหรือวะจิน กูเห็นแกร่ำๆ อยากจะเกษียนตัวเองเต็มแก่ บอกมาตั้งแต่มึงเรียนมอปลายว่าถ้ามึงเรียนจบก็จะพาแม่หนีไปอยู่ในป่าไม่ใช่หรือ”
“นั่นแหละปัญหาใหญ่ของกู มึงก็รู้พ่อกูดื้อแค่ไหน”
“เออ แล้วกูก็รู้ด้วยว่ามึงก็ไม่น้อยกว่าป๋าหรอก ถ้าป๋าไม่ยอมมึงจะทำยังไง”
“ไม่รู้ กูยังไม่ได้คิด ช่างแม่งเถอะว่ะ อีกตั้งหลายเดือนกว่าจะจบ ถึงตอนนั้นป๋าอาจเปลี่ยนใจก็ได้ เพราะไม่ว่ายังไง...กูก็ไม่ใช่คนที่จะเปลี่ยนใจแน่นอน” เรียวมันหัวเราะในคอ หันไปทำงานของมันต่อ เพื่อนผมทุกคนโดนทาบทามให้เข้าทำงานให้บริษัทใหญ่หลายแห่ง ทุกวันนี้พวกเราเรียนไปพร้อมกับตัดสินใจเลือกงานไปด้วย ยังไม่ทันจะจบก็มีงานมารอรองรับ ใครมันจะเจ๋งกว่าคณะกรรมการสภาฯ สถาปัตยกรรมศาสตร์อีกครับ มีแฟนเก่งแบบนี้ คาซึยะไม่ภูมิใจก็ให้รู้ไป
“ไม่เล่าให้น้องมึงฟังล่ะ เขาจะได้ปลื้ม”
“ทุกวันนี้เขาก็ปลื้มกูอยู่แล้ว เรื่องไหนยังไม่ได้ตัดสินใจก็เก็บไว้ก่อนดีกว่าว่ะ เดี๋ยวเขาจะพลอยคิดมากไปด้วย” โคกิมันแอบทำหน้าทำตาล้อเลียนผมจากทางซ้ายมือ ไอ้เหลี่ยมมันลอยหน้าลอยตาจีบปากจีบคอพูดแบบไม่มีเสียงก่อนจะร้องเหอะแล้วก็ผลุบหายไปในล็อคของมัน กระนั้นก็ยังมีเสียงแหบๆ ลอยมาตามลม
“เขาคงคิดแค่ว่าเมื่อไหร่มึงจะไปจากชีวิตเขาแน่เลยจิน”
“ไปไกลๆ ตีนกู”
“ขอให้คาเมะจังเขาบอกมึงว่า...คิดกับมึงแค่เพื่อน...มากสุดให้เป็นพี่ชาย....”
ไอ้นี่ก็ประสาทแดกแค่ไม่ให้ไปด้วยก็งอนไม่เลิก ผมถีบขาเก้าอี้มันไปทีโทษฐานที่มันบังอาจล้อเลียนเรื่องคอขาดบาดตาย แล้วพวกเราก็เริ่มทำงานกันจริงจัง หลังจากนั้นไม่นาน เสียงโทรศัพท์ผมก็ครางเป็นเพลงขึ้น ชื่อที่โชว์ทำให้ต้องรีบกดรับพลางสงสายตาให้เรียวเป็นเชิงขออนุญาต และ....ถึงแม้เรียวจะออกปาแล้วว่าจะพาไปเลี้ยงเหล้าแต่ไอ้พวกบ้ามันก็ยังไม่ยอมปล่อยมือจากผมง่ายๆ ไม่ว่าผมจะขยับตัวไปทางไหนมันจะต้องหันขวับมามองพร้อมกันราวกับกลัวว่าผมจะเผ่นหนีพวกมันไปถ้าเกิดมันเผลอ ไม่ต้องคิดเลยว่าตอนนี้ผมจะได้รับอิสระในการคุยโทรศัพท์ มันเอาหูมาจ่อรอฟังด้วยเรียบร้อย พอวางสายทุกเสียงก็หันบอกกับเรียวอย่างพร้อมเพรียง
“ไปร้านประจำของฮิโระจังกันเถอะครับ ท่านเรียว!”
ขับรถมาถึงร้านพร้อมกับขบวนแห่ที่ตามมาอีกสี่คันซ้อน จนปัญญาที่จะสะลัดพวกมันหลุด ผมเลยได้แต่ขอให้พวกมันอย่าได้โผล่เข้าไปก่อนที่ผมจะ – ชิงนาง – กลับบ้านได้ พวกมันรับคำมั่นเหมาะแต่ก็ไม่ได้รับปากว่าจะไม่แอบดู เหนื่อยใจเกินกว่าจะต่อรองอะไรกับพวกมันอีกที่สำคัญผมมีเรื่องสำคัญรออยู่เลยหยิบโทรศัพท์มากดโทรหาที่รัก
เดินแยกจากชาวคณะเข้าไปในผับกึ่งบาร์นั้นพลางสอดส่ายสายตาหาเป้าหมาย คนน่ารักของผมยังไม่ยอมสายเหมือนเดิม แต่ช่างเถอะ มาถึงขั้นนี้ ถึงไม่มีเสียงตอบรับจากโทรศัพท์ผมก็จะเอาจากปากแดงๆ นั่นแทนฮิโรกิโบกมือให้จากมุมในของร้าน ผมตรงเข้าไปหามองเป้ที่วางไว้แทนตัวเจ้าของโดยไม่มีคำถาม
“ไปห้องน้ำน่ะครับ สงสัยหามุมเงียบๆ รับสาย”
“ไม่รับหรอก เพิ่งตัดสายพี่ทิ้งเมื่อกี้เอง” ฮิโรกิหัวเราะร่าเริง ผมบอกเรื่องที่เดี๋ยวพวกเรียวจะตามมา เขาก็พยักหน้ารับ และเมื่อทักคนหนึ่งก้ไม่ควรจะลืมอีกคนหนึ่ง ไอ้หน้าหล่อที่กำลังนั่งจิบเหล้าเงียบๆ อาจารย์สอนพิเศษของน้องชายผม
“ยามาชิตะ งานสอนพิเศษเป็นยังไงบ้าง พอรับมือไหวไหม”ตาคมหวานชำเลืองมองมา ก่อนเจ้าเพื่อนสนิทจะแค่นยิ้ม
“ผมคิดแล้วว่าต้องเป็นฝีมือรุ่นพี่ แต่ก็ขอบคุณ......”
ผมยักไหล่ มองกวาดไปทั่วร้านแล้วก็ตัดสินใจที่จะเดินตามเข้าไปยังหลังร้าน โชคดีที่ตอนนี้ยังไม่ดึกมากนักคนเลยยังบางตาและแน่นอนห้องน้ำก็ต้องว่างด้วย ผมเดินเข้าไปในห้องน้ำขนาดเล็กข้างในแบ่งเป็นห้องน้ำชายและหญิงอย่างละห้อง ประตูห้องหนึ่งในสองปิดสนิท ผมเดินเข้าไปหยุดตรงอ่างล้างมือ กอดอกรอเสียงคลายล็อคจากด้านในโทรศัพท์ให้สัญญาณว่ามีข้อความส่งมาถึง ผมกดดู
(( งานยุ่ง ไม่ว่างคุยตอนนี้ ))
ไม่ไหวแล้วตอนนี้ ผมกลั้นยิ้มอย่างสุดจะทน น่ารักกว่านี้มีอีกไหมแฟนผม น่ารักเกินไป น่ารักเกินพอดี เลยต้องเดือดร้อนไอ้คนที่มันรักหัวปักหัวปำอย่างผมต้องพยายามข่มความรักและความเอ็นดูไม่ให้มันทะลักล้นออกมาจากอก
เขาน่ารักตรงที่ว่า...หนึ่ง โกรธผมแล้วก็พยายามหลบหน้าผม สอง น่ารักตรงที่ยังอุตส่าห์หลบเพื่อนมานั่งกดข้อความในห้องน้ำแถมยังส่งเสียงหงุงหงิงไปด้วย และสาม น่ารักตรงที่ไม่เหลวไหลไปไหนแต่กลับมากับเพื่อน ซึ่งถ้าผมมาเจอเขาไปกับคนอื่นก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าผมจะอารมณ์ดีแบบนี้อยู่หรือเปล่า สุดท้าย น่ารักตรงที่เปิดประตูมาแล้วทำตาโตแบบนี้แหละ
“ไง งานยุ่งมากเลยหรือ”
ร่างเล็กชะงักแบบที่เรียกได้ว่าค้างไปทันตา ปากบางเผยออกจากกัน เขาจ้องเอาๆ จนผมต้องขยับเปลี่ยนท่ายืน แล้วคาซึยะก็เหมือนจะได้สติเขาเม้มปากฉับ เชิดหน้า เดินลิ่วๆ ผ่านหน้าผมไปเปิดน้ำล้างมือกุกกัก แก้มขาวซับสีเข้มแม้อยู่ภายใต้แสงสีส้มอ่อนของดวงไฟ กลีบปากงอนเม้มแล้วก็คลายซ้ำไปมาให้ผมจับได้ว่าเจ้าตัวเขากำลังเขินได้ที่ทำยังไง คิดถึงจะตายอยู่แล้ว
"มากับใคร”
ถามไปงั้น....คุณอย่างเพิ่งเบื่อคำนี้ ตราบใดที่ยังรักน้อง ผมคงต้องพูดคำนี้บ่อยๆ เพราะหลายคำถามที่ผมเอ่ยออกไป บางทีผมก็ไม่ได้อยากได้คำตอบ บางทีก็รู้คำตอบอยู่แล้ว บางทีมันก็ไม่มีความหมายอะไรเลย ที่ถามก็แค่อยากชวนคุย อยากให้เป็นใบเบิกทางเข้าไปคุย เข้าไปใกล้แก้มขาวๆ เท่านั้น เหมือนครั้งนี้ อยากหอมแก้มน้อง เลยแกล้งก้มหน้าลงไปถาม แต่เขาก็ผละไปเป่ามือหน้าตาเฉย
จิ๊! เกือบสำเร็จแล้วเชียว
“กับเพื่อน ฮิโรกิกับยามะพีไง”
“ทำงานเสร็จแล้วเหรอ” เขาพยักหน้ารับ ดวงตาคู่สวยแฝงแววเก้อเขินยอมมองผมตรงๆ แล้วคราวนี้“เกือบเสร็จแล้วล่ะ เหลือแค่พิมพ์ ขอบใจนายมากนะ....เรื่องรายงานน่ะ”
ผมยิ้ม ไม่เสียแรงที่อุตส่าห์แบ่งเวลาคิดถึงแฟนไปทำรายงานส่วนที่เหลือให้เขา จริงดังที่ฮิโรกิคาดไว้ พอรู้ว่าผมแอบทำงานส่วนที่เหลือไปให้เพื่อน คาซึยะก็ยิ่งอ่อนให้ความดีของรุ่นพี่คนนี้ ต่อจากนี้ก็คงต้องหาทางพาตัวกลับบ้าน คนน่ารักในอารมณ์กรึ่มๆ แบบนี้ จะตะล่อมด้วยวิธีไหนดีนะ
“ไม่เป็นไร ฉันแค่ช่วยเท่าที่ช่วยได้ ไปล่ะ” วิธีนี้ไม่ได้คิดล่วงหน้า แต่เพิ่งคิดออกแล้วก็ทำในทันที ผมบอกลาเขา ยิ้มอ่อนโยนให้ แล้วก็เดินจากมาแบบพระเอกเลยเหอะ แล้วก็เป็นอย่างที่คาด เจ้าตัวเล็กเขารั้งไว้ เอ่ยประโยคข้องใจสงสัยที่ผมก็เพิ่งนึกคำตอบได้ในตอนนั้นเหมือนกัน
“อ่าว จะกลับแล้วเหรอ แล้วนายมาทำไม”
"แค่อยากมาดูว่านายไม่ได้เป็นอะไร เห็นไม่รับโทรศัพท์ นึกว่าไม่สบาย อยู่กับเพื่อนก็ดีแล้วล่ะ ฉันไปก่อนนะ แล้วเจอกัน”ใจเย็นไว้จิน อย่าเพิ่งยิ้ม เดินให้ตรงทาง ไม่ต้องรีบแต่ก็อย่าเดินช้าไป เอาให้พอดีกับ....เสียงฝีเท้าที่กำลังตามหลังนายมา เสียงน้องเรียกชื่อผมดังมาจากด้านหลัง ผมกัดปากนิดๆ พอร่างเล็กเดินมาทันแล้วแซงเข้าขวางไว้ผมก็หยุดเดิน เอียงคอมองเขา
“อยู่ด้วยกันก่อนไหม”
อะไรนะ!
ผมเกือบจะสำลึกลมหายใจตัวเอง ห่ะ ฉิบหายละ น้องจะรู้ตัวไหมว่าคำพูดตัวเองมันติดเรทน่ะ ผมนิ่ง เขาก็นิ่งก่อนเขาจะทำหน้าตาตื่น รีบอธิบายว่า “ฉันหมายความว่านายมาดื่มกันกับพวกเราสิ ฉันจะได้ถือโอกาสนี้เลี้ยงตอบแทนนายที่อุตส่าห์ช่วยเหลือไว้ตั้งหลายอย่าง” โอเค ไอ้จิน มึงคิดมากไปเอง เข้าใจเสียใหม่ด้วย รีบปัดภาพในจินตานาการอันกว้างไกลของตัวเองให้หายไปแล้วก็ไขว้นิ้วซ่อนหลังไว้
“ไม่ล่ะ ฉันไม่ค่อยคุ้นกับสถานที่แบบนี้เท่าไหร่”
“หมายความว่าไง นายดื่มไม่เป็นเหรอ”
“เป็น แต่ไม่ค่อยดื่มในที่แบบนี้”
“แล้วต้องดื่มที่แบบไหน”
“ที่ที่มีแต่คนสองคน”
เขากะพริบตาปริบ แสงสลัวคงทำให้เขามองแววตาผมไม่ชัด ฤทธิ์แอลกอฮอลืที่กรุ่นจากลมหายใจทำให้ความคิดเขาทำงานได้ช้า แพขนตาสีเข้มสั่นพริ้วในยามเจ้าตัวขบคิดตามถ้อยความกินนัยลึก เขาน่ารักจนผมทนใจร้ายต่อไปไม่ไหว หลุดเสียงหัวเราะออกไปจนได้ น้องฟาดฝ่ามือใส่อกผมไม่เบานัก เขาทำหน้าง้ำ ปากงอนอีกแล้ว
อยากกอดกลับบ้านจัง
“……La Belle!…..”
เสียงเล็กตะโกนออกมาจนเต็มลานจอดรถ ผมพยักหน้ารับยืนเกาะประตูรอให้เขาลงมา ตอนนี้เราอยู่ในลานจอดรถของมินิมาร์ทแห่งหนึ่ง หลังจากอ้อนพาน้องออกมาจากเพื่อนได้แล้ว ผมก็แอบเนียนโมเมเอาเขาไปนอนค้างที่บ้านด้วยเหตุผลเรื่องดูหนัง คาซึยะความจำดีใช้ได้ เขาทำหน้าไม่แน่ใจว่าเคยสัญญากับผมไว้หรือเปล่า และก่อนที่น้องจะคิดออก ผมก็ตอแหลทำหน้านิ่ง บอกเหมือนใจกว้างว่าไม่เป็นไร จำไม่ได้ก็ถือว่าแล้วกันไป สุดท้าย เราก็แวะซื้อของว่างมื้อดึกด้วยกันนี่แหละครับ
La Belle เป็นหัวข้อล่าสุดในการกระชับความสัมพันธ์ของเรา พอผมบอกไป คาซึยะถึงขั้นแผดเสียงใส่ หน้าแดงก่ำแบบนี้ชัวร์เลยว่าต้องเคยดูเหมือนกัน โลกกว้างใช้ได้เลยนะที่รักผม คนตัวเล็กกรอกตาไปมา เขาระแวงอะไรไม่รู้แต่ผมว่า...ผมเดาออกนะ กลัวผมจับกด ไม่เชื่อให้เตะไอ้คิเลยอ่ะ
“หนังมีเป็นร้อยเป็นพันเรื่อง ทำไมไม่ซื้อมาดู”
“ทำไม มันไม่สนุกหรือ.....”
“สนุกเอี้ยอะไรล่ะ นาย....เดี๋ยวไปซื้อเรื่องใหม่เลยนะ จะแวะซื้อที่ไหนก็แวะ ไม่อยากซื้อก็ดูเรื่องเก่าก็ได้ แต่ไม่เอาเรื่องนี้” ผมครางรับในคอ เอ่ยเหมือนยังไม่หมดข้อข้องใจ
“แต่เพื่อนฉันแนะนำมาว่ามันดีนะ หนังสัญลักษณ์แถมยังได้รางวัลจากนักวิจารณ์ภาพยนต์ของเกาหลีด้วย นายเคยดูแล้วหรือคาซึยะ” เขาพ่นลมจิ๊จ๊ะ ถึงตอนนี้เราก็ยังยืนเกาะประตูรถคุยกันอยู่
“ฉันไม่อยากดูเรื่องนี้”
"ขอเหตุผล”
“ก็มัน.....มัน......” ใบหน้าเนียนคงร้อนผ่าว แล้วผมก็บ้า...ทำตามที่คิด อังหลังมือกับแก้มแดง คาซึยะเอียงหลบอย่างหวงตัว ตวัดตามองตอบอย่างอัดอั้นตันใจ โถ คนดีของผมคงอยากบอกอยากพูดแต่พูดไม่ออกเพราะถ้ายิ่งอธิบายก็คงยิ่งอาย ผมมองเขาพร้อมรอยยิ้มใสซื่อเขาก็ยิ่งอึกอัก ทนได้ไม่นานผมต้องนั่งลงซ่อนหน้ากับต้นแขนตัวเอง
อ่า น้องน่ารัก น่ารักมาก
“.............................”
“นาย....หัวเราะทำไม.....”
“เปล่า” แต่ผมก็ยังหัวเราะไม่หยุด เท้าเล็กกระทืบพื้นอย่างขัดใจ ผมเงยหน้าเห็นดวงตาเรียวเล็กวาบวับด้วยความโกรธ แล้วเขาก็ฮึดฮัดเข้าประตูกระจกไปแบบหงุดหงิดสุดๆ ต้องรีบตามไปง้อแล้วจิน เดี๋ยวคืนนี้ไม่มีคนให้กอดล่ะแย่แน่นาย
คนตัวเล็กเดินปัดๆ เข้ามาก่อนก็จริงแต่เขาก็มาหยุดรอตรงใกล้ประตูทางเข้า พอผมเดินยิ้มเข้าไปหาคาซึยะก็คว้าเอาตะกร้ามายัดใส่มือให้ สั่งด้วยสายตาก็เป็นอันรู้กันว่าคุณภรรยาเขาอยากให้พ่อบ้านอย่างผมถือตะกร้าให้ระหว่างการช็อปปิ้ง ร่างเล็กก้าวฉับๆ ไปตามชั้นวางของที่สูงท่วมหัว สนใจแต่ของกิน ของกินแล้วก็ของกิน มือพลิกเลือกของ ปากบางก็ขยับพูดเบาๆ ไปด้วย ผมก็ได้แต่ยืนมองเขาแล้วก็รับของมาใส่ตะกร้า คนดีเขาเหลือบมองมาแวบหนึ่ง พอผมยักคิ้วให้ก็สะบัดหน้าหนี
หึ จับจูบข้างแผงไข่เสียดีไหม ?
.
.
.
“น่ารักว่ะ”
“มากับพี่ชายนะมึง หน้าตาดีทั้งคู่ด้วย”
“กูไม่ได้มองพี่ชาย มองน้องชายเค้า”
เป็นเหตุการณ์ที่ไม่ค่อยคุ้นเท่าใดนัก เรื่องคำชมนั้นจะเท่ จะหล่อ จะหน้าตาดี ผมได้ยินจนชินหู แต่ที่ไม่ชินคือ....คำว่าน้องชาย ผมชำเลืองมองไอ้ผู้ชายสองคนที่มันมาเลียบๆ เคียงๆ อยู่ตรงล็อคติดกัน คาซึยะกำลังตั้งตกตั้งใจเลือกเครื่องดื่ม เขาคุกเข่าตรงหน้าตู้ทำความเย็น เสียงเครื่องคงทำให้เจ้าตัวเล็กไม่ได้ยินบทสนทนาเมื่อครู่ ผิดกับผมที่ยืนห่างออกมา งานนี้ได้ยืนฟังไอ้สันดานสองตัวนี่แทะโลมแฟนตัวเองชัดเจนเต็มหูเลยครับ
“กูเคยเจอบ่อยๆ นะคนนี้ เหมือนจะเรียนอักษรฯ”
“ที่เดียวกับมึงเหรอ ห่า ทำไมมหาลัยกูไม่มีคนน่ารักแบบนี้มั่งวะ จิ้มลิ้มพริ้มเพราแบบนี้น่ามีสัมพันธ์ด้วย จีบดีไหมมึง”
“กล้าก็เอา แต่เขาดังไม่ใช่เล่น จะสนมึงเหรอวะ”
“ไม่ลองไม่รู้”
มึงได้ลองแน่ไอ้น้องชาย และพอหนึ่งในนั้นมันเดินตรงมา ผมก็หันหลังให้คาซึยะ โชคดีที่พวกเราอยู่ตรงหัวมุมชั้นวางพอดี ไอ้การจะจับคอเสื้อไอ้เหี้ยนั่นแล้วลากไปหลบมุมมันเลยไม่ใช่เรื่องยาก ไอ้คนที่เหลือมันตาเหลือกเมื่อเห็นผมบีบลูกกระเดือกเพื่อนมันอย่างไม่ปรานี
“เงียบ! ถ้าส่งเสียง มึงได้ปางตายตรงนี้แน่”
“แกจะทำอะไรวะ!”
“จะทำให้มึงฉลาดขึ้นไง จำไว้นะ........” ผมกดเสียงต่ำ แย้มริมฝีปากยิ้มเยียบเย็นให้จนไอ้หน้าอ่อนมันเลิกดิ้น “คนนั้นน่ะ...แฟนกู....ไม่ใช่น้องชาย”
“แล้วไง”
“ไม่แล้วไง แค่อยากให้มึงจำไว้ เผื่อเจอเค้าอีกจะพูดจะจาอะไรมึงจะได้คิดถึงกูก่อน ถ้าข้องใจบอกเพื่อนมึงพาไปเจอกับกูที่สถาปัตย์ ถามหาอาคานิชิ จิน แล้วกูจะตอบคำถามให้ว่าเค้าน่ารักยังไง”
ผมสะบัดมือจากกล่องเสียงของมัน ไอ้สองคนมันคงแค้นน่าดูแต่ไม่เท่ากับความกลัว มันจึงเลือกที่จะเดินลิ่วจากไปแบบไม่เหลียวหลัง ผมเหยียดปากพอสะใจ เดินกลับไปหาคนตัวเล็กด้วยอารมณ์ที่ขุ่นเล็กน้อย
“ไปไหนมา” คาซึยะถามทันทีที่ผมโผล่หน้าไป เขาเลือกเครื่องดื่มเสร็จแล้ว กำลังถือตะกร้าตัวเอียงเชียว ผมรับมันมาถือไว้ ตอบผ่านริมฝีปากที่พยายามกระตุกให้เป็นรอยยิ้ม
“เดินเล่น”
“เป็นอะไร”
“เปล่า”
“ทำหน้าเหมือนอยากจะกินหัวคน ไม่เป็นอะไรจริงน่ะ”
“อืม” เขาปรายตามอง ผมมองตอบ แล้วคาซึยะก็หรี่ตาลง
“ไม่บอกก็ตามใจ”
จบกระบวนการง้อเพียงแค่นั้น ผมขมวดคิ้วฉับ อะไรน่ะ ทำตัวน่ารักไม่รู้จักเวล่ำเวลา เดือดร้อนให้ผมต้องคอยจำกัดไอ้พวกหน้าหม้อพวกนั้น ทำให้ผมต้องมาหงุดหงิดเพราะแฟนถูกแทะโลมลับหลังแล้วก็มาเมินผมแบบนี้ มันใช้ได้หรือคุณยิ่งคิดก็ยิ่งจิตตก เมื่อคนตัวเล็กเขายังสนใจแต่ถุงขนมขบเคี้ยว ผมเลยยิ่งอยากจะงอน ง้อน ง๊อนนนน
“ทำไมซื้อแต่ของขบเคี้ยว เลือกของที่มันมีประโยชน์กับร่างกายหน่อยสิ” ตาเรียวไม่ยอมละจากขนมสารพัดยี่ห้อ เขายกยิ้มมุมปาก ท่าทางพยายามกวนอารมณ์แบบนี้ อยากมีชอตโดนกระทำชำเรากลางห้างก็น่าจะบอกกันตรงๆ นะคาซึยะ
“ของพวกนี้ก็มีประโยชน์ ทานแล้วอิ่มท้อง ท้องอิ่มก็อารมณ์ดี อารมณ์ดีก็ส่งผลถึงสภาพจิตใจด้วย อารมณ์ดีจิตใจดีจะทำให้ไม่ขี้บ่น ประโยชน์เท่านี้พอหรือยัง”
“ว่าใครขี้บ่น”
“ไม่ได้ว่าใคร อยากรับก็หยิบใส่ตะกร้าไปสิ”
ร่างเพรียวบางก้าวเลี่ยงไปอีกทาง เพลิดเพลินเหลือเกินละกับการได้เอาชนะผมเนี่ย ถึงมันจะมาจากอารมณ์งอนแต่สิ่งที่ผมพูดน่ะ มันก็เพื่อตัวเขาทั้งนั้นเลยนะ คนเขาเป็นห่วงสุขภาพทำไมไม่ยอมฟังกันบ้าง ขายาวกว่าย่อมได้เปรียบผมเดินเข้าไปดักหน้า คาซึยะเองก็หยุด ตาใสแจ๋วช้อนมองผมเล่นเอาความโกรธลดฮวบฮาบแบบไม่เหลือศักดิ์ศรี กระนั้น...ก็ยังต้องใจแข็ง
“สงสัย ฉันคงกำลังหลอกตัวเองว่าเป็นห่วงนายอยู่แน่ๆ”
“ขนาดนายยังไม่ห่วงตัวเองแล้วฉันที่เป็นคนอื่นจะไปห่วงนายได้ยังไง”
งอนดีกว่า งอนแล้วรอคนมาง้อดีที่สุดแล้วงานนี้
หึๆๆ
Fanismz ::: กระเป๋ายังไม่ได้เตรียม
พรุ่งนี้ต้องไปเจอพรรคพวกตอน 7 โมงเช้า
อืม...คาดว่าคงไม่ได้นอนแล้ว
อ่านให้สนุกนะคะทุกคน แล้วเจอกันค่ะ ^^
edit @ 9 Feb 2008 03:25:40 by Fanismz
ใครต้องการจองหนังสือ จองได้ถึงวันที่ 16 นี้นะคะ
อ่านรายละเอียดได้ในหน้านี้ค่ะ
http://killerclub.exteen.com/20080113/reprint-fictions-by-fanismz-killer-club
edit @ 9 Feb 2008 03:30:56 by Fanismz
edit @ 9 Feb 2008 04:58:10 by Fanismz
อ๊ากกกกก ไม่ไหวแล้ว น่ารักเกินไป
น้องก็น่ารักเว่อ