เปิดเทอมใหม่แล้ว พวกเรากลายเป็นนิสิตรุ่นพี่ปีสองที่มีน้องใหม่หน้าตาจิ้มลิ้มน่ารักมาให้ชื่นชมเป็นอาหารตากันไม่เว้นวัน อาทิตย์แรกของการเรียนการสอนยังไม่ค่อยมีเนื้อหาอะไรมากนอกจากแจกชีทและอธิบายรายละเอียด ขอบเขตเนื้อหาของแต่ละวิชา พวกเราเลยมีเวลานั่งจับกลุ่มชมวิวได้อย่างสบายใจเฉิบ
อากาศแจ่มใส อารมณ์ดี แบบนี้ต้องหาเรื่องยามะพีมันหน่อยแล้ว
“เฮ้ยปลา ช่วงนี้กินเด็กไปถึงไหนแล้ววะ” มันละสายตาจากเด็กสาวๆที่กำลังเดินผ่านโต๊ะประจำของพวกผมไปโรงอาหาร หันมามองผมตาเขียว
“ใครกิน พูดให้มันดีๆ นั่นน้องเว้ย” เหอะ ใครเชื่อก็อูฐแล้ว
“น้อง น้องท้องติดกันน่ะสิ เมื่อไหร่แกจะเลิกคิดว่าเพื่อนโง่ตามแกไม่ทันสักทีหา เห็นตาโปนๆของแกมองน้องเค้าวันนั้น ฉันก็เห็นทะลุไปถึงไส้ติ่งแกแล้ว อย่ามาปิดเสียให้ยาก กำลังพูดอยู่กับใครให้มันรู้ซะมั่ง”
“รู้ดี เรื่องคนอื่นน่ะรู้ดี ทีเรื่องตัวเองทำไมไม่ฉลาดแบบนี้บ้างล่ะ”
“ฉันฉลาดเสมอ” ผมเชิดหน้าบอก หยิบขนมดีดใส่หน้าไอ้คนช่างยอกย้อนด้วยความเร็วเหนือแสง ไอ้ปลามันร้องจิ๊เพราะโดนหน้าผากมันไปเต็มๆ
“ข้องใจ?”
“ข้องใจมาก ได้ข่าวโดนแอบรักอยู่เป็นปีแต่ไม่รู้ตัว เนี่ยนะคนฉลาด”
“ใคร.....พูดให้ดีๆนะเว้ย”
“ห้าว ต่อหน้าเพื่อนล่ะห้าว ไอ้เต่าเอ้ย”
“ไอ้ปลาโลลิค่อน”
“เก็บไว้บอกแฟนแกเลยไปไอ้เต่า ห่างกันกี่ปีให้คำนวนให้ไหม”
“จินไม่ใช่แฟนฉัน ยังไม่ใช่ เข้าใจไหม”
“แล้วใครพูดถึงจินของนาย”
“บอกว่าไม่ใช่ของฉัน” งี๊ดดดดดดดดด โกรธมัน โมโหมัน อยากงับหัวมัน ผมถลาข้ามโต๊ะไปหา กะว่าวันนี้ไอ้ยามะมันได้รอยฟันผมกลับไปอวดลูกศิษย์แน่ๆ แต่ลืมไปว่า......กลุ่มเรายังมีอีกคน
“หยุด!” เสียงเฉียบขาดแบบนี้
“อะไรกันนักหนา เปิดเทอมวันแรกก็ฟัดกันแล้ว ไม่สงสารคนที่ต้องทนฟังอย่างเราก็อายน้องๆบ้างเถอะ คนมองกันใหญ่แล้วเห็นไหม คาเมะ กลับมานั่งนี่” สั่งอย่างเดียวไม่เคยพอใจต้องลงไม้ลงมือ ลากกันกลับมานั่งที่เดิมด้วย ฮิโรกิใจร้ายทีไอ้ปลาทองมันล้อผมยังไม่เห็นว่าอะไรมันเลย
“มองอะไร”
“ไม่มองก็ได้” ตอบแล้วก็ซุกหน้ากับไหล่คนถาม ถ้าโดนฮิโระวีนเมื่อไหร่ก็ต้องใช้ลูกอ้อนเท่านั้นถึงจะเรียกความเอ็นดูกลับคืนมาได้ เพราะเจ้าหน้าสวยของรุ่นพี่เรียวจังไม่ชอบง้อใครพอๆกับที่ไม่ค่อยโกรธใครนั่นล่ะ เพราะฉะนั้นใครทำให้ฮิโรกิอารมณ์บูดนั่นก็หมายความว่าต้องเคลียร์เอง
“เย็นนี้มีใครว่างบ้างหรือเปล่า” คนที่กำลังเรียงชีทใส่แฟ้มถามโดยไม่มองหน้า
“ว่างมั้ง ทำไม”
“ไปกินข้าวกัน”
“ฮิโระจะเลี้ยงเหรอ”
“ไม่เลี้ยง” เพื่อนผม รู้ทั้งรู้ว่ามันเป็นคำพูดที่ทำร้ายน้ำใจเพื่อนก็ยังตอบแบบไม่คิดได้อยู่นะ มือเรียวบีบแก้มผมจนโย้ แล้วก็บอกเจือเสียงหัวเราะ “แต่มีคนอื่นเลี้ยง”
“ใคร”
“คนที่มีเงินเดือนกินแล้วน่ะสิ”
“รุ่นพี่เรียวจังเหรอ” เดาสุ่มไปงั้น ก็ช่วงหลังมานี่รุ่นพี่คนที่ว่าเขาอาสาเป็นเจ้ามือให้พวกผมอยู่หลายครั้ง คอยซักถาม เป็นห่วงเป็นใยแม้ว่าผมจะหน้าไม่เหมือนฮิโรกิ ใจดีผิดกับไอ้ผู้ชายบางคนที่มันหนีไปแร่ดไกลถึงอเมริกา นี่ก็เหลืออีกเกือบอาทิตย์กว่าจะกลับมา คิดถึง เอ้ย นึกถึงมันแล้วหงุดหงิดพิลึก
“อืม มั้ง ไม่แน่ใจ”
“อะไรน่ะ ท่าทางมีความลับ”
เรียวปากสีอ่อนวาดยิ้มบาง จนแล้วจนรอดฮิโรกิก็ไม่ยอมบอกผมว่าใครจะเป็นผู้มีพระคุณของเราในมื้อนี้ ผมไปหันขอคำตอบจากยามะ ไอ้เพื่อนคนนี้ก็เสหยิบโทรศัพท์มากดหาเด็กน้อยตากลมแก้มป่องของมัน แล้วก็กางบาเรียสีชมพูอมม่วงกั้นผมมานั่งเอ๋ออยู่วงนอก
สุดท้ายผมกับฮิโรกิก็อาศัยรถยามะพีไปถึงร้านที่นัดเจ้ามือไว้ตอนทุ่มตรง
นิชิกิโด เรียวรออยู่ก่อนแล้ว ในโต๊ะมีสองเพื่อนซี้ ทานากะ โคกิกับนากามารุ ยูอิจินั่งยิ้มแป้นอยู่ด้วย พอสองหนุ่มเห็นผมก็โบกมือทักทายประหนึ่งว่าเคยคุ้นกันมาแต่ชาติปางก่อนทั้งที่เอาจริงๆแล้วพวกเราเคยพบกันคุยกันนับครั้งได้ แต่ไม่เป็นไรในสถานการณ์ที่ต้องเอาสวัสดิภาพของกระเพราะอาหารมาเกี่ยวข้องด้วยแบบนี้ ผมเนียนได้
“รบกวนด้วยนะครับ”
ยามะพีพึมพำเบาๆ เอาไหล่กระแทกผมให้เซไปหาฮิโรกิที่กำลังคลานเข้าไปนั่งข้างรุ่นพี่เรียวจัง ส่วนตัวเองก็ไปนั่งกับสองคู่ซี้อีกด้านหนึ่ง โต๊ะตัวยาวสีดำเงาวับ นั่งกันฝั่งละสามก็ยังเหลือที่ว่างอีกเกือบเมตร พนักงานสวมกิโมโนสีน้ำตาลอ่อนและเข้มเข้ากับบรรยากาศทึมๆของร้านก้าวสั้นๆเข้ามาวางเมนูแล้วก็ก้มหน้าถอยไปด้วยกริยาที่ถูกฝึกมาอย่างดี พวกเราทักทายกันพอหายคิดถึงจากนั้นก็เริ่มกระบวนการออเดอร์ชุดใหญ่ เรียบร้อยขั้นตอนแรกนั่นแหละผมถึงมีโอกาสเปิดปากถามเรื่องที่ข้องใจ
“ตกลงเลี้ยงกันในโอกาสอะไรหรือครับรุ่นพี่”
“โอกาสอยากกินไง”
“แหม คำตอบน่าคบหา งั้นก็อยากกินบ่อยๆแล้วก็อย่าลืมพวกผมด้วยนะครับ”
“อันนี้คงต้องแล้วแต่เจ้าของงาน ไม่รู้ว่ามันจะอยากชวนคาเมนาชิคุงมาด้วยหรือเปล่า” รุ่นพี่ทานากะยิ้มจนหางตาย่น พี่ชายหน้าโหดหันไปกระซิบคิกคักกันสองคนกับรุ่นพี่นากามารุ ยิ่งทำให้ผมอยากรู้หนัก เกาะโต๊ะยืดตัวไปมองหน้ารุ่นพี่เรียวจังเป็นการขอคำอธิบาย
“จินมันชวนมากินน่ะ เลยถือโอกาสเลี้ยงที่ทุกคนได้งานทำแล้ว”
“เอ๋ เพื่อนรุ่นพี่ยังอยู่ที่อเมริกาไม่ใช่หรือครับ” แล้วก็อีกเกือบอาทิตย์กว่าจะถึงกำหนดกลับอย่างที่มันบอกผม รุ่นพี่นิชิกิโดยิ้มมั่นใจ ไม่มีท่าทางบอกว่าล้อเล่นสักนิด
“กลับมาแล้ว กลับมาตั้งแต่เมื่อวานตอนบ่าย”
“เรียวจังคงไม่ได้อำผมใช่ไหม”
“จะอำทำไมเล่า ตอนนี้คงกำลังไปรับยูยะให้ยามะพีอยู่มั้ง สองคนนั้นเค้าบ้านใกล้กัน.....หมายถึงบ้านใหญ่นะ ไม่ใช่คอนโด” เลิศ ประเสริฐ เพอร์เฟ็ค มึงยังมีอะไรให้กูแปลกใจอีกไหมอาคานิชิ !
นั่งฟังมนุษย์โลกเขาพูดกันเรื่องนั้นเรื่องนี้ แต่ก็ไม่มีประเด็นไหนจะฮอตและกระแทกหูเท่าประเด็นของหนุ่มหล่อ พ่อรวย มีสาววยรุมล้อมทุกที่อย่างอาคานิชิ จิน ว่าจะอดใจฟังเงียบๆแล้วเชียว สุดท้ายผมก็ห้ามปากตัวเองไม่ได้อีก.....เช่นเคย
“หมอนั่นป๊อบมากเลยหรือครับ”
“นายหมายถึงใคร”
“ก็พวกรุ่นพี่กำลังพูดถึงอาคานิชิ จินไม่ใช่หรือ” รุ่นพี่ทานากะหัวเราะก๊าก ตะปบมือลงบนแก้มผมแล้วก็บีบแบบไม่ออมแรง โฮก พี่ครับ หน้าผมไม่เหมือนหน้าพี่นะ ใครจับแล้วจะต้องเจ็บมือเองน่ะ ร้องงี๊ดง๊าดไม่เป็นเสียงจนเค้ายอมปล่อย หากยังไม่วานยีผมสุดเท่ห์ของผมให้เสียทรงทิ้งท้ายอย่างหมั่นเขี้ยว อะไรกันนักหนาเนี่ย ล้อเล่นกับความหล่อของคาซึยะแบบนี้ไม่ดีนะครับพี่
“น่ารักจังนะนายเนี่ย หึงจินมันหรือ”
โฮะ !!
“มันน่าคิดมากอยู่หรอก หมอนั้นน่ะป๊อบมาตั้งแต่เข้าเรียนวันแรกเลยนี่นา ฉันจำได้ว่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยปีแรกๆ จินแม่งเปลี่ยนคนควงเป็นว่าเล่น แล้วผู้หญิงพวกนั้นก็ชอบเหลือเกิ๊น ไอ้ผู้ชายแบบน้ำนิ่งไหลลึกเนี่ย”
อะไรนะ ?
“แกจำได้ไหมยูอิจิ เคยมีดาวนิเทศน์กับบัญชีมาจ๊ะเอ๋กันที่โรงอาหารคณะเราด้วยนะตอนปีสามน่ะ ฉันวิ่งขึ้นไปตามไอ้จินแทบไม่ทัน เพราะเจ้าหล่อนประกาศใส่หน้ากันปาวๆว่าต่างคนก็ต่างเป็นแฟนรุ่นพี่อาคานิชิ ไอ้คนกลางมันมาถึงก็มองหน้าสองสาวคนละแวบแล้วก็เดินขึ้นห้องสภาฯไปแบบไม่พูดอะไรสักคำ เป็นอันรู้กันว่าสองสาวนั่นโดนปลดจากตำแหน่งพร้อมกัน คิดถึงสายตามันแล้วยังหนาวไม่หาย”
“ใช่ ฉันก็อยู่ตรงนั้นด้วย แม่สองคนนั่นร้องไห้ฟูมฟายยกใหญ่ แต่ก็โทษใครไม่ได้รู้อยู่ว่าจินมันไม่ชอบให้ใครสร้างเรื่องวุ่นวาย ผลเลยเป็นแบบนั้น”
สามเพื่อนซี้ยังคงเดินหน้าถกประเด็นความฮอตของไอ้หล่อมันอย่างถึงรสถึงชาติ ไม่มีใครหันมาสนใจเลยว่าผมกำลังช็อคกับเรื่องที่ได้ยินมากแค่ไหน อาคานิชิจิน ไอ้คุณชายคนดีศรีสังคมนั่นนะจะเคยผ่านผู้หญิงมาโชกโชนถึงขั้นเป็นตำนานให้เพื่อนเล่าขานแบบไม่รู้จบ จินที่ผมรู้จักน่ะหรือจะเคยตีหน้าเย็นชาแล้วทิ้งผู้หญิงที่เข้ามาชอบตัวเองอย่างโหดร้ายแบบนั้น
จริงอยู่ว่าจินหน้าตาหล่อมาก รูปร่างดีเลิศ น้ำเสียงทุ้มนุ่มหู แถมยังมีหลายเวอร์ชั่นให้ใจเต้น แต่ผมก็ไม่คิดว่าไอ้คนที่มันยอมตามใจผมทุกอย่าง ชอบทำหน้ายิ้มๆ อ้อนๆ เวลาอยู่ด้วยกัน มันจะใจทมิฬถึงขั้นบอกศาลาผู้หญิงสวยๆได้แค่ปรายตามองแล้วจบกัน
นี่มันเรื่องอะไรกัน ผู้ชายคนนั้นใช่จินจริงหรือ ?
“หวังว่าที่ออกจากงานตั้งแต่ยังไม่พ้นโปรอย่างคราวนี้มันคงไม่ได้มีเรื่อผู้หญิงเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยหรอกนะ คาเมนาชิคุงพอจะรู้ไหมว่าทำไมเจ้านั่นถึงลาออกจากบริษัทนั้น”
“ลาออกหรือครับ?”
“ลาออก”
“จินลากออกจากงานแล้วหรือครับ”
“อ่า...ใช่.....ยังไม่รู้อีกหรือ”
“ตั้งแต่เมื่อไหร่” นากามารุ ยูอิจินิ่วหน้า เหลือบตามองที่ปรึกษารอบโต๊ะแล้วก็บอกพร้อมรอยยิ้มทะเล้นประจำตัวที่จืดเจื่อนเต็มที “ตั้งแต่ก่อนไปอเมริกามั้ง เห็นว่าต้องมาช่วยงานบริษัทของทางบ้าน แต่ฉันไม่รู้รายละเอียดหรอกนะ พวกเราก็ไม่มีใครรู้ เดี๋ยวรอถามจินมันเอาละกันนะ หมอนั่นคงตั้งใจจะเล่าให้คาเมนาชิคุงฟังคืนนี้แน่ๆ”
“อย่างนั้นหรือ”
“อื้อ เชื่อสิ”
เชื่อ จะมีอะไรเหลือให้ผมเชื่ออีก ไม่เข้าใจเลยนะ ไม่เข้าใจจริงๆว่าทำไมจินมันไม่ยอมบอกผม ทำไมต้องปิดบังแล้วให้คนอื่นมาเล่าให้ผมฟังครั้งแล้วครั้งเล่าแบบนี้ หมอนั่นลาออกจากงานตั้งแต่ก่อนไปอเมริกา ช่วงสองอาทิตย์ที่ผ่านมาก็โทรคุยกันแทบทุกคืนแต่ไม่ยอมปริปากพูดถึง ทั้งที่ก่อนหน้านั้นก็สัญญากันดิบดีว่าจะไม่ปิดบังอะไรผมอีก
จินต้องการอะไรกันแน่ ทำแบบนี้เพื่ออะไร !
“อ๊ะ จินมาแล้ว ทางนี้เว้ย”
ถ้าผมลุกไปจากโต๊ะตอนนี้จะมีใครว่าผมเสียมารยาทหรือเปล่า ทุกคนจะตกใจไหม ผมจะทำให้บรรยากาศการสังสรรค์อันครึกครื้นต้องกร่อยลงไปหรือเปล่า มันก็คงจะเป็นอย่างนั้น แต่ทำยังไงดี ตอนนี้ผมไม่อยากเห็นหน้ามัน ไม่อยากมอง ไม่อยากจ้องตา ไม่อยากอารมณ์อ่อนไหวเพราะไอ้ผู้ชายคนนี้อีกแล้ว!
แต่....ผมก็ไม่ได้ลุกไป
สำนึกด้านดีที่ยังหลงเหลืออยู่น้อยนิดในตัว มันบังคับให้ผมนั่งอยู่ตรงนั้นต่อไป แม้ในใจจะชาหนึบเพราะความผิดหวังและความน้อยใจแต่ก็ยังฝืนยิ้มให้คนรอบตัวเหมือนไม่รู้สึกอะไรทั้งนั้น ผมคุยกับทุกคน ยิ้มให้ทุกคน ยกเว้นคนเดียวที่ให้ยังไงก็ไม่สามารถฝืนใจตอบโต้กลับไปได้ เจ้าตัวมันคงจะรู้สึกถึงความผิดปกตินั้นถึงได้ขยันเขม้นมองเอาเสียเหลือเกิน
อยากมองก็มองไป ต่อให้สายตานายมีเลเซอร์พลังทำลายล้างอยู่ด้วย นาทีนี้มันไม่มีทางสะเทือนฉันได้หรอกจิน ไม่มีทาง
พอถึงจังหวะที่ทุกคนกำลังรอของหวานมาเสิร์ฟ ได้รับโทรศัพท์จากน้องชายสุดที่รัก ยูยะมันโทรมาหาบอกว่าเข้าบ้านไม่ได้เพราะทำกุญแจหาย แม่ก็ยังไม่กลับจากไปสวีทกับพ่อที่เมืองข้างๆ เจ้านั่นเลยนั่งรอแหง่กอยู่หน้าประตูเพราะเข้าไปได้แต่รั้วแต่ไม่กล้างัดประตูบ้าน กลัวแม่กลับมาวีน ผมฟังมันแล้วก็ฉวยโอกาสขอตัวแยกออกจากลุ่มทันที
“ฉันไปส่ง” ไม่ต้องเดาว่ามันจะเป็นเสียงใคร ผมขยับสายเป้บนไหล่ตอบแบบไม่อาลัยเลยคราวนี้
“ไม่เป็นไร ฉันกลับเองได้ มันไม่ไกล”
“ฉันจะไป” มันยืนยันเสียงเรียบ แต่ไม่ใช่เรื่องที่ผมจะต้องตามใจ
“อย่าไปเลย นายเป็นเจ้าภาพมื้อนี้กลับก่อนจะน่าเกลียด นานทีได้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา อยู่ที่นี่ต่อเถอะ ฉันกลับเองได้จริงๆ” เจอน้ำเสียงโมโนโทนแบบไร้อารมณ์และความรู้สึก บวกรอยยิ้มบางๆเข้าไปเป็นใครก็คงเถียงไม่ออก จินก็จินเถอะ ไม่อึ้งก็ให้มันรู้ไป
ผมยิ้มลาทุกคนแล้วก็ชิ่งปีนข้ามหลังไอ้หล่อมันออกมา สวมรองเท้าแล้วก็เผ่นแน่บตรงไปหาแท็กซี่แบบไม่เหลียวหลัง ปกติชีวิตผมจะผูกชะตาไว้กับรถไฟสายประจำและจักรยานคู่ชีพแต่สำหรับวันนี้ ถ้ายังขืนใจเย็นเดินเอื่อยไปสถานีใกล้ๆ อาจจะไม่ทันการณ์เพราะใจหนึ่งผมก็คิดว่า อาคานิชิจินคงไม่ยอมแพ้ง่ายๆเพียงแค่นั้น และผมก็คิดถูกทันทีที่รถแท็กซี่เคลื่อนตัวออกจากที่รอด จินก็วิ่งออกมาจากร้านพอดี ผมเห็นหมอนั่นเท้าเอวฉับ มองตามท้ายรถมาจนสุดตา
ท่าจะโกรธอยู่
แต่ใครสนล่ะ มันมีสิทธิ์โกรธด้วยเหรอคราวนี้
คนที่ต้องโกรธคือผมที่นั่งน้ำตาคลออยู่นี่ต่างหากล่ะ
ไอ่เชี่ย ทุเรศสุดๆ นิสิตชายผู้เป็นที่ใฝฝันของสาวๆกว่าครึ่งมหาวิทยาลัยต้องมานั่งปาดน้ำตาทิ้งยังกะนางเอกนิยายเพราะการกระทำของไอ้ผู้ชายขี้โกหกคนหนึ่ง ไอ้จิน ไอ้เลว ไอ้ชั่ว จำไว้ว่ามันทำให้ผมต้องมาตกอยู่ในสภาพน่าเกลียดแบบนี้ จะไม่ยกโทษให้ คราวนี้จะไม่มีการยกโทษให้...........ง่ายๆอีกแล้ว
คนขับคงจะหลอนที่มีไอ้เด็กหน้าตาดีแต่นิสัยแปลกมานั่งครางอืดๆๆให้ฟังเลยเหยียบคันเร่งเสียจนมิด ไม่ถึงยี่สิบนาทีผมก็ได้ควักตังค์จ่ายค่าโดยสารที่แพงกว่าค่ารถไฟหลายเท่าให้เขาไป ก้าวลงจากรถด้วยสติที่ไม่สมประดีสักเท่าไหร่เลยไม่ทันเห็นว่าตัวเองกำลังเอาหัวไปชนแผ่นอกของใครบางคนเข้าแล้ว ยังดีที่อีกฝ่ายยันหน้าผากผมไว้เสียก่อน งานนี้เลยมีช็อคซ้ำสอง
“ใครบอกให้ตามมา”
“ทำไมต้องรอให้ใครบอก ฉันอยากมาก็มา”
“ดีนี่ อยากมาก็มา อยากไปก็ไป อยากทำอะไรก็ทำ ดี ดีที่สุดเลยล่ะ”
“ฟังก่อนน่า ฉันไม่ได้คิดจะปิดบังนายนะคาซึยะ”
“พอเถอะ วันนี้ฉันเหนื่อย นายกลับไปก่อนได้ไหม” จินเม้มปากแน่น มันใช้สายตาจิกมองจนผมทนไม่ไหวต้องเป็นฝ่ายหลบตาไปเสียเอง หางตาแว่บเห็นน้องชายกำลังทำคอยืดคอยาวมาจากอีกฝั่งของรั้วก็เลยยิ่งอยากยุติการเผชิญหน้าครั้งนี้ให้เร็วที่สุด “ขอร้องนะจิน อย่าเพิ่งพูดอะไรตอนนี้เลย”
“คาซึยะ ที่ฉันไม่ได้เล่าให้ฟังตั้งแต่แรกเป็นเพราะว่าเรื่องมันยาว ฉันกลัวว่านายจะไม่ยอมเข้าใจถึงได้รอให้เราเจอหน้ากันก่อนแล้วถึงจะเล่า ไม่ได้คิดจะปิดบังอย่างที่นายเข้าใจนะ”
“จะเหตุผลอะไรก็ช่างมันเถอะ ตอนนี้ฉันไม่พร้อมจะฟังจริงๆ”
“ฉันไม่สบายใจถ้าจะปล่อยเรื่องนี้ทิ้งไว้” ผมหัวเราะเบาๆ
“ไม่เป็นไรหรอกจิน นายปล่อยมันทิ้งไว้มาตั้งนานแล้วจะปล่อยไปอีกสักพักก็คงไม่มีผลอะไร เพราะถ้านายยังดึงดันที่จะพูดคืนนี้ ตอนนี้ คำพูดของนายจะไร้ค่า” เป็นความเย็นชาระดับสูงสุดที่ผมเคยแสดงออก ไม่ได้บิ้วด์ ไม่ได้แกล้งทำแต่ว่ามันออกมาจากใจที่กำลังชาหนึบเหมือนถูกคำสาปของแม่มดใจร้าย ก่อนที่ตัวเองจะเข้าสู่โหมดนางเอกนิยายมากไปกว่านี้ ผมคงต้องจบทุกอย่างเสียที
“ราตรีสวัสดิ์”
“คาซึยะ อย่าทำแบบนี้สิ” มืออุ่นคว้าต้นแขนผมไว้หมับ แต่ผีบ้าในใจมันร้องสั่งให้ผมสะบัดเต็มแรง ตะเบ็งเสียงใส่อีกฝ่ายด้วยความไร้สติที่สุดเท่าที่เคยทำมาในชีวิตนี้ “นายโง่หรือเปล่าอาคานิชิ เจ้าของบ้านเค้าไล่ขนาดนี้นายยัง.....ยังจะหน้าด้านอยู่อีกหรือ ฉันบอกว่าราตรีสวัสดิ์หมายความว่าฉันกำลังไล่นายไปจากตรงนี้ นายหัดฟังคนอื่นซะบ้างสิ พอเสียที ตอนนี้ฉันไม่อยากเห็นหน้านาย เบื่อ รำคาญ เข้าใจไหม”
พวกคุณรู้ไหม ผมพูดเองและ...เสียใจเอง
“ขอพูดกับไอ้เต่าหน่อย”
“ก็พูดอยู่ เอ๊ะปลา โทรมาแล้วอย่ากวนได้มะ”
“อยู่ที่ไหน?”
“อยู่ข้างนอก”
“แล้วทำอะไรอยู่ ทำไมไม่มาเรียน ลืมไปแล้วหรือไงว่าตอนนี้มันเปิดเทอมแล้วน่ะ” เสียงห้าวตะคอกผ่านเครือข่ายโทรศัพท์พุ่งเข้าปะทะหูผมจนขี้หูแทบเต้น ดึงโทรศัพท์ออกห่างจากหูแล้วก็ย่นจมูกกับกระจกในลิฟท์ ไอ้นี่ก็ดุยิ่งกว่าพ่อกูยกกำลังเจ็ดอีก
“ไม่ได้ลืม แต่ไม่มีอารมณ์จะเรียน มีปัญหา”
“มีแน่ อยู่ที่ไหนตอนนี้ จะออกไปหา”
“ไม่ต้องมา” ขืนให้มันมาเจอสภาพเหมือนศพเดินได้แบบนี้มีหวังโดนซักไม่รู้จบ ผมฉลองวันที่สองของภาคการศึกษาด้วยการฉายเดี่ยวมาดูหนังในห้างใกล้มหาวิทยาลัยโดยไม่บอกเพื่อน เลยเวลาเข้าเรียนคาบแรกไปนานแล้วยามะพีมันเลยโทรมาจิก มีเพื่อนประเสริฐบางทีก็ต้องทนหนวกหูแบบนี้เองล่ะน้อ
“คาเมะ เป็นอะไรหรือเปล่า”
“เซ็ง ป่วง ป่วย จิตตก นอยด์ อะไรที่มันแปลว่าไม่สบายได้อีกล่ะ”
“อาการหนัก บอกมาเดี๋ยวนี้ว่าอยู่ที่ไหน”
“ไม่ต้องมาหรอก อยากอยู่คนเดียว” ไอ้ปลาตากลมมันเงียบไปอึดใจ ก่อนจะพึมพำเหมือนจะตัดใจ “ดูแลตัวเองด้วยล่ะ ถ้าไม่ไหวจริงๆก็โทรมานะ จะไปหา”
แหม มันพูดอย่างกับผมเป็นสาวน้อยบอบบาง ที่มีปัญหาความรักทีก็จะต้องมีเพื่อนสาวเอาไว้คอยประคองป้องใจยึดไหล่ไว้ซับน้ำตา ผมไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้น แต่ก็เอาเถอะ ผมรู้ว่ายามะเป็นห่วงและถึงฮิโรกิไม่โทรมาฝ่ายนั้นก็คงกำลังนั่งฟังอยู่ไม่ไกล ไม่อยากให้เรื่องของตัวเองเป็นภาระของเพื่อน ผมจึงหัวเราะเอิ้ก กวนตีนมันให้หายซึ้งไปเลย
“ยังไม่รู้เลยว่าอยู่ไหนจะมา”
“อย่ากวนให้มาก คนเป็นห่วงนะเว้ย”
“ไม่ต้องห่วง มาหลีสาวเว้ย ไม่ได้มาตาย แค่นี้นะ”
“ไอ้เพื่อนเวร........” ยามะพีมันพ่นอะไรอีกไม่รู้เป็นภาษาต่างด้าวยืดยาวและดุเดือดพอประมาณ ผมกดตัดสายมันแล้วก็ตรงดิ่งไปยังร้านอาหารเวียดนามที่หมายตาเอาไว้ กำลังจะบอกพนักงานว่ามาคนเดียว ตาก็เหลือบไปเห็นคนคุ้นตาแวบๆ หยีตามองแล้วก็ต้องยิ้มออกมาอย่างดีใจ
“ทาคาชิซัง” สุดหล่อเบอร์สองยิ้มโชว์ลักยิ้มตอบกลับมาทันที
“คาซึยะ มากับใครน่ะ”
“มาคนเดียวครับ”
“แล้วมาทำอะไร วันนี้ไม่มีเรียนหรือ”
“กินข้าวครับ” เลือกตอบเฉพาะคำถามแรกจะสั้นเกินไปไหม เออ คงสั้นเกินไปต่อให้อีกหน่อยละกัน “ผมมาดูหนังน่ะ แต่ยังไม่ได้ทานข้าวเช้าเลย ว่าจะหาอะไรรองท้องก่อน รุ่นพี่มาเที่ยวกับเพื่อนหรือครับ” พ่อหล่อร้ายพี่ชายยามะส่ายหน้า หันไปโบกมือให้คนกลุ่มนั้นแล้วก็เดินนำผมเข้าไปในร้านหน้าตาเฉย
“เรื่องงานน่ะ แต่เรียบร้อยแล้วล่ะ ขอดูหนังด้วยคนสิ”
“เอางั้นหรือครับ”
“ไม่ได้หรือ”
“ได้สิครับ แต่บางทีรุ่นพี่อาจจะไม่อยากดูหนังที่ผมตั้งใจจะดู”
แล้วผมก็ไม่อยากเปลี่ยนไปดูเรื่องอื่นด้วย แต่พอผมบอกเรื่องที่อยากดูไป เขาก็คิดอยู่นิดหนึ่ง ซักถามอีกสองสามคำก็เป็นอันตกลงว่าเราพอจะร่วมอนาคต เอ๊ย อุดมการณ์เดียวกันได้อยู่ เลยตกลงว่าจะซื้อตั๋วสองใบที่นั่งติดกัน คุยกันไปมาผมก็ถามลามไปถึงเรื่องไปเที่ยวโดยไม่รู้ตัว
“ทาคาชิซังกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ”
“ก็กลับวันหลังจากที่คาซึยะกลับนั่นแหละ เออ รูปที่เราถ่ายด้วยกันดูดีมากเลยนะ วิวสวย”
“นายแบบก็หล่อด้วย” พี่แกหัวเราะเสียงจนไหล่สั่น ผมชินแล้วล่ะ ใครที่ไม่ชินกับความหน้าตาดีและปากตรงกับใจของผมก็มักมีอาการแบบนี้แหละ ขำแกมเอ็นดูแต่ไม่ค้านเพราะมันคือเรื่องจริง
“อยากเห็นจังเลยครับ พี่ไม่เห็นโทรหาผมเลย บอกว่าจะโทรไม่ใช่เหรอ”
“ลืมไปว่าไม่มีเบอร์โทรนาย พอไปถามยามะพีเจ้านั่นก็บอกว่าจะเมมให้ จนแล้วจนรอดก็คุยกันจนลืม สุดท้ายก็ไม่ได้มา อ่ะ เมมให้หน่อยสิ” เขายื่นโทรศัพท์มาให้ตรงหน้า ผมรับมาแล้วก็อดที่จะนึกไปถึงเหตุการณ์ในรถตู้ตอนขากลับจากรีสอร์ทไม่ได้ ถ้าไอ้หล่อมันรู้ว่าผมเป็นคนให้เบอร์ทาคาชิซังจะเกิดอะไรขึ้น
มันจะโกรธผมหรือเปล่า
ขนาดไม่ใช่เรื่องจริงมันยังหาเรื่องพาลจนผมขนลุกวาบ แล้วถ้าคราวนี้มันรู้......
“คาซึยะ เป็นอะไรหรือเปล่า”
“ป่ะ เปล่าครับ ผมจำเบอร์ตัวเองไม่ได้เลยนึกนานไปหน่อย” ช่างแม่งมันเถอะ เบอร์ของผม ผมมีสิทธิ์จะให้ใครก็ได้ ไม่เห็นต้องสนใจว่ามันจะพอใจหรือไม่พอใจ ทีเวลามันจะทำอะไรมันยังไม่แคร์ผมเลย ทำแบบนี้ก็เท่ากับว่าเสมอกัน ที่สำคัญผมบริสุทธิ์ใจจะให้ ไม่จำเป็นต้องคิดมาก
“รุ่นพี่อัดรูปเร็วจังนะครับ ของผมยังไม่ได้ทำอะไรเลย”
“อยากเห็นเร็วๆน่ะ กล้องอยู่ที่บ้านหรือเปล่าล่ะ เดี๋ยวขากลับพี่แวะเอาไปอัดให้ก็ได้นะ” อยากจะรบกวนมากมายแต่บังเอิญกล้องมันไม่ได้อยู่ที่ตัวเอง ผมเลยได้แต่ปฏิเสธไปอย่างเสียดาย
“ไม่เป็นไรหรอกครับ กล้องอยู่ที่จิน หมอนั่นบอกว่าจะอัดมาให้”
“อย่างนั้นหรอ วันก่อนก็เจอด้วยนะ อาคานิชิคุงน่ะ”
“เอ๋ เจอที่ไหนเหรอครับ”
“แถวซีซาร์สตรีท แวบแรกจำไม่ได้เพราะใส่สูททำงานซะเท่เชียว เพื่อนที่ทำงานพี่บอกว่าหมอนั่นเป็นลูกชายคนเล็กของเจ้าของ RED BLOG จริงหรือเปล่า”
ซีซาร์สตรีทเป็นย่านธุรกิจที่สองข้างถนนจะเต็มไปด้วยตึกสูงเทียมฟ้า ออฟฟิสนับหมื่นนับพันตั้งอยู่ในตัวตึกต่างดีไซน์และสีสัน หนึ่งในนั้นก็มีเครือมหาอำนาจในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อย่าง RED BLOG รวมอยู่ด้วย
“RED BLOG ก็....คงงั้นมั้งครับ ผมก็ไม่ค่อยแน่ใจ” หรือจะพูดให้ถูกที่สุดคือผมไม่รู้เรื่องเลย
“พอเรียนจบก็เข้าทำงานกับบริษัทแม่เลย กิจการใหญ่โตขนาดนั้น ท่าทางจะงานหนักไม่น้อย” ผมเขี่ยเส้นเฝอวนไปมาในน้ำซุปสีเข้ม ความรู้สึกอยากอาหารจางหายไปพร้อมกับความมั่งคั่งของตระกูลใหญ่ที่ทาคาชิซังเก็บมาเล่าสู่กันฟัง
มั่งคั่ง ร่ำรวยขนาดนั้น มีเกียรติ มีชื่อเสียงเหนือคนนับพัน
ทายาทเจ้าของธุรกิจพันล้าน ผู้ชายเย็นชาที่ใช้ผู้หญิงเปลืองยิ่งกว่าทิชชู่ กับ.....อาคานิชิจินที่ผมคุ้นเคย
คนไหนกันแน่ที่เป็นตัวจริง บางที ผู้ชายที่กำลังเดินตรงเข้ามาหาเราสองคนคงให้คำตอบผมได้
Fanismz ::: วันนี้ไม่มีตอนใหม่ เลยหน้าด้านเอาสองตอนสุดท้ายของภาคแรกมาลง ถ้าไม่ทวงก็จะลืมละ
edit @ 18 Dec 2007 20:06:31 by Fanismz