ยามสายของวันหนึ่งในฤดูร้อน
ดวงตาที่ทอดมองต่ำลงมาจากบันไดขั้นสูงกว่าทำเอาเรี่ยวแรงที่เคยมีเหือดหายไปราวกับโดนสูบ ผมมีเวลาครางในใจไม่นาน เมื่อคาเมะจังเขาหันมาสบตาแล้วคิดว่าคงจำได้ว่าผมคือไอ้ผู้ชายบนรถไฟเมื่อเช้า ใบหน้าเล็กนั้นก็สะบัดหนีพร้อมร่างเล็กเปรียวที่กลับตัววิ่งขึ้นไป อยากจะรั้งไว้ไม่ให้ไปแต่ใจหนึ่งมันก็ยังไม่กล้าพอไม่คิดว่าพระพรหมท่านจะเมตตาผลักที่รักของผมให้หล่นลงมาหาแบบไม่ต้องเปลืองแรงห้าม
“เฮ่ย!......”
“คาเมะ!”
ผมพุ่งขึ้นไปรับร่างนั้นด้วยสัญชาตญาณการปกป้องที่แล่นพล่านไปทั่วร่าง เลือกที่จะเกี่ยวเอาเอวบางไว้ตวัดครั้งเดียวเขาก็พลิกมาซบกับอก แล้วก็ได้รู้ว่าเจ้าของเสียงที่ตะโกนชื่อแฟนผมออกมาเมื่อกี้ มันคือไอ้หนุ่มรุ่นน้องตาโตหน้าหวานแต่.....นิสัยแมนโคตร ยามาชิตะ โทโมฮิสะกำลังจับข้อมือข้างหนึ่งของคาซึยะไว้ ใบหน้านั้นซีดเหมือนกระดาษ ผมเกือบจะหลุดเสียงสบถออกไปแล้วถ้าไอ้คนที่สามมันไม่ระล่ำระลักถามออกมาเสียก่อน
“คาเมะ.....เมื่อกี้นาย....นายสะดุดใช่ไหม”
คาเมะพยักหน้ารับเหมือนยังงงไม่หาย ไอ้ตาโปนนี่มันบ้าหรือเปล่าแทนที่จะถามว่าเพื่อนเจ็บตรงไหน ตกใจหรือไม่ มันดันถามเรื่องที่เห็นกันเต็มๆตาอยู่แล้ว ถ้าคาเมะไม่ได้สะดุดมันคิดว่าคาเมะจะบินลงมาซบอกผมเองหรือไง ผมถามเขาออกไปว่าไม่เป็นไรใช่ไหม คนตัวเล็กก็พยักหน้าจนกลิ่นแชมพูกลิ่นเดียวกับเมื่อเช้ามันลอยมาเล่นงานผมให้อีก ก่อนที่จะทนไม่ได้ ผมว่าผมควรจะปล่อยมือจากเขาเดี๋ยวนี้ แต่ให้ตายเถอะ แค่ถอยห่างจากร่างหอมกรุ่นตรงหน้ามันต้องใช้พลังใจสูงส่งขนาดนี้เลยหรือนี่ ผมกลั้นใจยิ้มให้เขา ทั้งที่ในใจนั้นเดือดพล่าน
ใครก็ได้มัดมือมัดเท้าผมไว้ที ไม่ไหวแล้ว ผม.....
“ขอบใจมาก”
“เจอกันสองครั้งก็มีเรื่องให้ฉันต้องหิ้วนายทั้งสองครั้ง ครั้งต่อไปจะเป็นอะไรนะ”
การปกปิดอารมณ์ตัวเองด้วยคำพูดคงได้ผลดี คิ้วเรียวขมวดฉับเหมือนไม่พอใจ แต่ผมตีความเอาว่าเขาคงงอน คาเมะทิ้งท้ายตามอารมณ์ตัวเองแล้วก็กระแทกเท้าขึ้นบันไดไปแบบไม่เหลียวหลัง ทิ้งให้ผมยืนยิ้มมองตากันกับเพื่อนของเขาตามลำพัง
“ขอบคุณที่ช่วยคาเมะไว้”
“ไม่เป็นไร ฉันเต็มใจ”
“รุ่นพี่ชอบเขาหรือ” เมื่อกล้าถามมาตรงๆ ผมก็กล้าที่จะยกยิ้มตอบตามความจริง
“รักแรกพบเลยล่ะ ทำไม นายไม่ชอบใจหรือ”
ยามาชิตะตอบว่าใช่ และก็ไม่ต้องสาธยายต่อ ให้โง่กว่านี้พันเท่า อ่อนด้อยประสบการณ์กว่านี้สักสิบปี แค่เห็นสายตาที่ไอ้หนุ่มคนนี้มันมองคาเมะก็ต้องรู้แล้วว่ามันรู้สึกไม่ต่างกันกับอาคานิชิ จินคนนี้
“ผมไม่ชอบเพราะไม่เชื่อว่าคนแบบรุ่นพี่จะมาจริงใจกับคาเมะ ถ้าไม่อยากเดือดร้อนก็วางมือจากเขาเสีย ผมเตือนด้วยความหวังดี”
“ฉันก็เตือนด้วยความหวังดี” ยามาชิตะหรี่ตามองเมื่อผมก้าวเข้าไปหยุดต่อหน้า จงใจยื่นริมฝีปากไปจนชิดใบหน้าคมหวาน “....อย่ามาสั่งฉัน....”
หากคิดจะยึดคาเมนาชิ คาซึยะมาไว้ในครอบครอง ยามาชิตะ โทโมฮิสะ คืออุปสรรคด่านแรกที่ผมต้องผ่านไปให้ได้
จบการท้าทายกันทั้งทางสายตาและคำพูดแล้วผมก็เดินขึ้นไปหามุมสงบหวังจะพักผ่อนให้สมกับที่เจอความวุ่นวายมาตลอดทั้งเช้า แต่ผมคงคาดหวังมากเกินไป จะหาความสงบได้อย่างไรในเมื่อห้องสภามันมีไอ้ลูกลิงอีกสี่ชีวิตรวมพลกันอยู่ พอผมเปิดประตูเข้าไป พวกมันก็ตาลีตาเหลือกวิ่งกับหูดับ
“ทำอะไรกัน”
“ทำงาน”
ยูอิจิตอบกลับมาทันใจ มันกำลังรวบผ้าปูโต๊ะเข้ามากอด ใกล้กันนั้นเป็นร่างสูงโย่งของจุนโนะที่นอนซุกหน้ากับโซฟา ผมรู้ว่ามันแกล้งหลับเพราะใบหูของมันแดงก่ำแถมยังขดตัวนอนในท่าผิดปกติเลยสงเคราะห์ด้วยการส่งฝ่าเท้าสะกิดจนมันหล่นจากโซฟาดังพลั่ก
“เหี้ย! เจ็บนะเว้ย”
“เล่นไพ่อีกแล้วใช่ไหมพวกมึง กูบอกกี่ครั้งแล้วว่ามันผิดกฏ”
“กูก็เล่นเป็นการกระชับความสัมพันธ์ภายในหน่วยงาน มึงอย่าซีเรียสน่าจิน ลุงมึงไม่ได้มานั่งเฝ้าพวกเราอยู่ตลอดเวลาสักหน่อย”
“ขนาดไม่ได้นั่งเฝ้ายังฝากข้อความมาเตือน คราวหน้าโดนเรียกตัว พวกมึงจัดการกันเองก็แล้วกัน” ผมบอกมันแล้วก็ปาเป้ลงกับโต๊ะทำงานเสียงดังปัง เรียวมันละสายตาจากปึ่กชีทในมือเงยหน้ามามอง เห็นผมกระแทกลมหายใจท่าทางงุ่นง่านผิดปกติมันเลยไม่ได้ติงเรื่องที่ผมทำตัวแปลกไปจากทุกวัน ถ้าเป็นปกติน่ะหรือมันด่าพ่อกลับมาแล้ว เราสองคนสบตาอย่างรู้กันในความเงียบแล้วโคกิที่เพิ่งโผล่มาจากด้านในเป็นคนร้องถาม
“เป็นเหี้ยอะไรของมึงวะ แค่ขึ้นรถไฟมาเรียนแค่นี้ต้องหงุดหงิดด้วย”
“กูว่าไม่ใช่หรอกโคกิ ท่าทางแบบนี้มีอยู่เรื่องเดียว”
“ดาวคณะไหนตบกันอีกล่ะ” โคกิมันเดาไปตามประสบการณ์ แต่เรื่องนั้นจะถือว่าเป็นเรื่องขี้ผงไปเลยถ้ามันได้รู้ว่าผมไปเจออะไรมา ‘อะไร’ ที่ทำให้คนใจเย็นอย่างอาคานิชิจินต้องร้อนรนจนนั่งไม่ติดที่แบบนี้!
"มึงเชยแล้วล่ะคิ อาการแบบนี้ต้องดาวอักษรฯเว้ย"
“เจอคาเมะจังมาหรือ” ขอบใจมากเรียว มึงเป็นเพื่อนแท้ของกู เดาทีแทบไม่ต้องขยายความต่อ ผมถอนใจยาวเป็นคำตอบให้เรียว มันหัวเราะหึ รอจนโคกิ ยูอิจิ กับ จุนโนะมานั่งเสนอหน้ากันจนครบแล้วจึงถามต่อ “เจอแฟนแล้วทำไมทำหน้าส้นตีนแบบนี้วะ ปกติกูเห็นมึงเริงร่ายังกับได้พี้กัญชาก่อนออกจากบ้าน”
“มึงรู้ได้ยังไงว่ากูเจอน้อง”
“ตกลงว่าเจอกันจริง นี่กูมั่วเอานะเนี่ย”
“กูเจอเค้าบนรถไฟ ได้กอดด้วย”
พวกมันส่งเสียงฮือฮากันยกใหญ่ พอนึกถึงตรงนี้ผมเลยอารมณ์ดีขึ้นมาหน่อยหนึ่ง เพราะนอกจากจะได้กอดแล้วก็ได้จูบแรกของเราสองคนแถมมาด้วย แต่เรื่องหลังนี้ขอเก็บเอาไว้ให้ชุ่มชื่นใจคนเดียวดีกว่า ขืนบอกออกไป ไอ้พวกนี้คงทะลึ่งแซวกันจนเสียผู้เสียคนได้
“กอดเลยหรือวะ คาเมะจังเค้าไม่ต่อยมึงหน้าหงายหรือแบบนั้น”
“ถ้าเป็นมึงอาจจะต่อยแล้วก็ถีบให้อีกอย่าง แต่กูไม่...” โคกิมันทำคอย่น แต่ยังมีหน้ามาแลบลิ้นล้อเลียนผมต่อ อยากจะวางมวยกับมันอยู่หรอกถ้าไม่ติดกระดูกชิ้นใหญ่ที่กำลังติดอยู่ในใจ “รถมันแน่น แล้วบังเอิญยืนใกล้กันเลยโดนเบียด กูกลัวเค้าล้มเลยช่วยประคอง”
“คาเมะจังขึ้นรถไฟสายนั้นมาเรียนเกือบทุกวัน เค้าไม่ล้มง่ายๆอย่างที่มึงกลัวหรอก เนียนลวนลามเค้ามึงก็บอกพวกกูมาตามตรงเถอะ”
“เออ จะคิดยังไงก็ตามใจพวกมึงเถอะ แต่ตอนนี้กูติดใจเรื่องยามาชิตะ”
“ยามาชิตะทำไม?”
“ไอ้หมอนั่นมันชอบน้องกู”
“อืม แล้วไง....” กูขอถอนคำพูดที่บอกว่ามึงรู้ใจเพื่อนเรียว เห็นท่านจินหน้านิ่วขนาดนี้แล้วมึงยังนั่งเท้าคางยิ้มมองได้อีกหรือ นิชิกิโด“แล้วไง มึงถามแบบนี้ได้ไงเรียว ไอ้เหี้ยนั่นมันชอบคาเมะ ชอบคาซึยะ ชอบแฟนกู นอกจากมันจะหล่อ รวย แล้วก็เรียนดีแล้ว มันยังมีโอกาสมากกว่าเพราะมันได้อยู่ใกล้แฟนกูทุกวัน เมื่อกี้มันเพิ่งประกาศสงครามกับกูว่าให้ตายยังไงมันก็ไม่ยอมยกคาเมะให้กู”
“แล้วมึงก็เลยมานั่งพล่านเหมือนหมาโดนยาเบื่อแบบนี้ใช่ไหม”
“มึงป๊อดกับเด็กหรือวะจิน” นากามารุ ยูอิจิถามเสียงชื่น อืม ไอ้นี่ก็อารมณ์ดีผิดกาละเทศะอีกคนแล้ว
“ไม่ได้ป๊อด แล้วถ้ากูจะเอาหน้าไหนก็ห้ามไม่ได้ กูแค่ไม่ชอบใจที่ไอ้เด็กนั่นมันกล้ามาพูดว่าจะไม่ยอมยกคาเมะให้กู มันเป็นใคร ถือดียังไงมาพูดแบบนี้ คาเมะไม่ใช่สิ่งของแล้วก็ยังไม่ได้เป็นของใคร ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเป็นใครก็ไม่มีสิทธิ์ยื่นจมูกเข้ามาขวางทางกู”
“ถ้ายามาชิตะไม่ยอม เส้นทางรักของมึงก็คงโรยด้วยตะปูเรือใบเลยล่ะจิน เจ้านั่นสนิทกับคาเมะจังแล้วก็ฮิโระมาก ไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด การจะแทรกซึมเข้าไปในชีวิตคาเมนาชิโดยไม่ผ่านยามาชิตะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลยด้วยซ้ำ กูว่าแทนที่จะเคืองกันมึงควรผูกมิตรและแสดงความจริงใจให้พวกเค้าเห็นจะดีกว่า”
“กูก็จริงใจ ถ้าเค้าตกลงใจ กูให้ป๋าไปขอวันพรุ่งนี้ก็ยังได้”
“เรื่องนั้นมึงเอาไว้ฝันคนเดียวไปก่อน อันดับแรก กูว่ามึงหาโอกาสคุยกับคาเมะจังให้เป็นเรื่องเป็นราวสักครั้งก่อนเถอะ ไม่ใช่แอบยืดคอมองตามท้ายทอยเด็กมันเหมือนโรคจิตแบบทุกวันนี้”
สิ่งที่เรียวพูดเป็นความจริงแบบหาข้อแย้งไม่ได้ ผมไม่ได้อยากเป็นแบบนี้ อยากมีตัวตนในสายตา อยากมีชื่อในความจำของคาซึยะ อยากเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนตัวเล็กใจแทบขาด แต่ผมก็ได้แต่รอและรอ จังหวะกับโอกาสที่ไม่ว่าจะพยายามไขว่คว้าหาเท่าไหร่ก็แลจะไกลออกไปทุกครั้งยิ่งทำให้ผมทรมาน คนที่ลองว่าอยากได้ก็ต้องได้ตรงนั้นอย่างผมทำอะไรไม่ได้นอกจากเฝ้ารออย่างอดทน
“งั้น มาคิดกันเถอะว่าจะทำยังไง”
ทากุจิ จุนโนะสุเกะยิ้มจนตาเหลือขีดเดียว ท่าทางมันไม่ทุกข์ร้อนกับปัญหาที่รุมเร้าในอกผมออกจะสนุกด้วยซ้ำที่มีเรื่องให้ขบคิด ผมได้แต่นิ่งฟังสมาชิกสภาฯที่แต่งตั้งตัวเองเป็นที่ปรึกษาความรักให้ผมถกเถียงกันอย่างออกรส พวกเราคุยกันได้ครู่ใหญ่ เรียวมันก็ยิ้มเสียหางตาย่นเมื่อเสียงเพลงที่ตั้งไว้เฉพาะเบอร์ดังมาจากโทรศัพท์ในกระเป่า
“ว่าไงฮิโระ.......”
ไม่รู้เป็นยังไง ทั้งที่ก็รู้อยู่ว่าปลายสายเป็นฮิโรกิไม่ใช่คนอื่นแต่พวกผมก็ยังตั้งอกตั้งใจฟังเสียจนห้องเงียบกริบ อาจจะเป็นเพราะว่าฮิโรกิเป็นเพื่อนคาเมะจัง เลยพลอยทำให้บทสนทนาของไอ้คู่นี้มันชวนให้น่าติดตามไปด้วย เผื่อบางทีมันจะมีข่าวหรือชื่อที่ผมอยากได้ยินหลุดมาบ้าง นั่งตาปักไปที่นิชิกิโด เรียวนิ่ง จนที่สุดไอ้เพื่อนเลิฟมันก็ยอมเปิดลำโพงให้ฟังอย่างทั่วถึงกัน
“ของฉันมีอยู่แค่สองสามเล่ม ฮิโระลองคุยกับจินดูไหมงั้น”
“ก็ได้ รุ่นพี่จินอยู่ตรงนั้นใช่ไหม เรารู้นะว่าเรียวจังเปิดลำโพง”
“ว่าไงฮิโระ”
“จะขอยืมตำราของรุ่นพี่น่ะครับ วิชาวรรณคดีกับทรรศนศิลป์ พอดีว่าคาเมะจังลืมยืมหนังสือที่ห้องสมุดคณะ แล้ววันนี้ห้องสมุดเราปิด เมื่อกี้ก็ไปที่สถาปัตย์มาแล้วปรากฏว่ามีคนยืมไปก่อนหน้านี้กว่าจะถึงกำหนดคืนก็อีกตั้งสองอาทิตย์ พวกเราต้องใช้ด่วนน่ะครับ”
“อืม ด่วนขนาดไหน” ผมเม้มปากนิดๆ สมองเริ่มทำงานของมันอย่างเร่งด่วน คิดสิจิน คิดว่าในสถานการณ์ที่มีคาเมนาชิ คาซึยะมาเกี่ยวข้องด้วยแบบนี้ นายจะต้องทำยังไง จะทำยังไงเพื่อสร้างโอกาสให้ตัวเอง “เร็วเท่าไหร่ยิ่งดีครับ รุ่นพี่สะดวกหรือเปล่า”
“สะดวก แต่เอาอย่างนี้นะฮิโรกิ มีเบอร์โทรศัพท์ของพี่ใช่ไหม”
“ครับ”
“เอาเบอร์พี่ให้เพื่อนฮิโระนะ บอกให้เจ้าตัวเค้ามายืมกับพี่เองดีกว่า” ฮิโรกิเงียบไปอึดใจ แล้วก็หัวเราะเสียงใสอย่างคนที่เข้าใจความคิดของผมทะลุปรุโปร่ง “เอาเป็นว่า เมื่อกี้นี้ผมคุยกับเรียวจังคนเดียวก็แล้วกันนะครับ ส่วนรุ่นพี่จินเดี๋ยวผมจะให้....เพื่อน....เขาโทรติดต่อไปอีกที แบบนี้ดีไหมครับ”
“ขอบใจมาก”
เพื่อนบ้านหน้าหวานของเรียวบอกบายบายผม แล้วช่วงหลังของการสนทนาเรียวมันก็งุบงิบไปเป็นของตัวเองเพียงคนเดียว พอมันหันหลังให้ ผมก็ยกยิ้มมุมปากส่งให้เจ้าพวกที่เหลือ อารมณ์ดีจนชักจะเลือนความขุ่นเคืองเมื่อครู่ไปแล้วครับ
“ทำยังไงต่อล่ะคราวนี้”
“ก็รอ...รอให้ที่รักกูโทรมาหาเอง”
หากมองจากหน้าต่างชั้นสี่ของตึกหอสมุดนี้ เราจะเห็นวิวสวยๆในมุมกว้างของมหาวิทยาลัย เห็นสนามรักบี้ที่อยู่หน้าอนุเสาวรีย์ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัย เห็นถนนสีเข้มที่ทอดตัวโค้งโอบรอบสนามและหอประชุมเป็นเส้นทางให้รถวิ่งแบบวันเวย์ สองข้างถนนเป็นฟุตบาทที่ถูกวางแผนผังและออกแบบให้สวยงามรับกับตึกเรียนและไม้สูงที่ปลูกเป็นแถวยาว สำหรับผมแล้วการได้นั่งทอดอารมณ์ คิดทบทวนเรื่องเรียน เรื่องเที่ยว และอีกหลายเรื่องอยู่ตรงนี้เป็นสิ่งที่แทบจะขาดไม่ได้ในทุกวันของชีวิตการเป็นนิสิตของผมเลยทีเดียว
.
.
.
โอเค เรามาพูดความจริงกันเถอะ
.
.
.
เหตุผลแท้จริงก็คือคนตัวเล็กที่กำลังเดินเอื่อยมาจากตึกของอักษรฯนั่นแหละครับ ทุกครั้งเวลากลับบ้านเขาจะต้องเดินผ่านตึกของศิลปกรรม แล้วก็ผ่านหน้าคณะผม จากนั้นก็เดินออกจากประตูใหญ่ไปยังสถานีรถไฟที่อยู่ไม่ไกล คาซึยะกลับบ้านไม่ค่อยตรงเวลานัก บางวันก็กลับเอาเสียค่ำ แต่บางวัน...อย่างเช่นวันนี้ก็กลับแต่หัววัน แต่น้อยครั้งที่ผมจะได้เห็นเค้าเดินคนเดียวอย่างตอนนี้ แฟนผมเป็นที่ชื่นชอบของสาวๆ พอกับไอ้หนุ่มทั้งหลายในมหาวิทยาลัย เขามักอยู่ท่ามกลางคนกลุ่มใหญ่ ส่งเสียงเฮฮา หัวเราะกันทุกครั้งที่มีเหตุให้ต้องออกไปเที่ยวกันเป็นกลุ่ม ถ้าไม่ไปกับกลุ่มอื่นก็ต้องมีฮิโรกิ กับ ยามาชิตะคอยประกบอยู่เสมอ
วันนี้คาซึยะมาคนเดียว
เขากำลังหยุดมองเศษใบไม้ที่ปลิวไปตามแรงลมตรงใต้หน้าต่างที่ผมนั่งอยู่พอดี ใจผมเต้นระทึกเมื่อมือบางล้วงเอาโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดหน้าจอ ลุ้นจนเผลอกุมเจ้าเครื่องมือสื่อสารของตัวเองเอาไว้เสียจนแน่น มือสั่นเหมือนกับใจ แต่สายตามันก็ยังไม่ยอมหลบไปจากร่างขาวจัดที่กำลังยืนนิ่งอยู่ที่เดิม แล้วเขาก็ไม่โทร....
ลมฤดูร้อนพัดวูบเข้ามาปะทะใบหน้าจนผมต้องหลับตาลง ฝุ่นผงพร้อมใบไม้ที่ปลิวเข้ามาในห้องสภาทำให้โคกิแหกปากโวยวายแล้วก็ร่ำร้องจะเปิดแอร์ในทันที ผมมองลงไปด้านล่างอีกครั้งทันได้เห็นขากางเกงยีนส์ของคาซึยะแวบๆอยู่นอกรั้วสีขาว น่าแปลกที่วันนี้เขาไม่ไปตรงไปสถานีรถไฟ.....หรือจะยังไม่กลับบ้านนะเมฆสีคล้ำเคลื่อนตัวเข้ามาครอบคลุมทั่วบริเวณอย่างรวดเร็ว ผมนึกแปลกใจกับฝนหลงฤดูกำลังลังเลว่าควรจะเอาร่มออกไปให้เขาดีไหม เรียวมันก็มาชะโงกตัวเลื่อนหน้าต่างปิดพร้อมกับบอกว่า
“ฮิโระติดเรียน ยามาชิตะก็มีธุระนะเว้ย”
“พวกมึงเก็บร่มไว้ตรงไหน”
“ไม่ต้องเอาไป เชื่อกู”
ด้วยเหตุนี้ผมถึงได้เต็มใจถลาลงมาจากชั้นสี่ของตึก วิ่งตากฝนตรงไปยังป้ายรถประจำทางพร้อมรอยยิ้มที่บานเต็มสองแก้ม
เกือบจะเก็บสีหน้าไม่ทันเมื่อคนที่นั่งอยู่ก่อนหน้าเขาหันมามอง ผมยกมือยีผมตัวเองแกล้งก้มหน้าก้มตาเดินผ่านเขาไปนั่งจนสุดอีกด้านหนึ่งของป้าย ขณะที่กำลังรวบรวมสติและความกล้าคิดหาคำพูดเหมาะๆเพื่อจะทักทายนั้น เสียงโทรศัพท์เจ้ากรรมก็ดังขึ้น ผมกดรับด้วยเสียงที่พยายามให้เบาที่สุด
“ โมชิ โมชิ ”
(เฮ้ย สงสัยกูต่อผิดว่ะเรียว ใครไม่รู้รับสาย พูดเพราะเหมือนไม่ใช่เพื่อนมึงเลยเว้ย)
“ สัด ถ้าไม่พูดกูจะวางแล้วนะ ”
(ฮ่าๆๆ ทำเป็นซุบซิบ กูรู้นะว่ามึงอยู่กับคาเมะจัง อยากด่ากูเต็มเสียงจะแย่แล้วสิ)
“ รู้แล้วยังแกล้งกู อย่าโทรมาอีกนะ กูไม่อยากด่ามึงให้เคืองหูแฟน ”
(โอ้โห โอ้โห เจ็บแค้นเคืองโกรธโทษฉันใย ฉันทำอะไรให้คุณเคืองขุ่น......)
“ ไอ้สันดานวัว ”
มันยังหน้าด้านหัวเราะเยาะผมไม่เลิก โชคดีที่เสียงฝนพอจะกลบความหยาบคายของพวกเราไปได้บ้าง ผมได้แต่หวังว่าคาซึยะคงไม่ทันได้ยินบทสนทนาหวานหูเมื่อครู่เพราะเขาเอาแต่ชะเง้อมองสายฝนด้านนอก ไม่สนใจจะชำเลืองมองผมแม้แต่หางตา พับโทรศัพท์เก็บแล้วก็ได้แต่นั่งน้อยใจอยู่คนเดียว
อะไรกันเนี่ย เราสองคนเป็นคนคุ้นเคยกันแล้วไม่ใช่หรือ
เคยเห็นหน้ากันตั้งหลายครั้ง จูบกันก็ยังทำมาแล้ว ทำไมคาซึยะถึงทำเหมือนจำผมไม่ได้แบบนี้ล่ะ ผมลอบถอนใจแผ่ว แต่แล้วฝีเท้าหนักๆก็ย่ำมาหยุดอยู่ข้างตัวก็ทำเอากล้ามเนื้อทุกส่วนเกร็งเครียดขึ้นมาทันควัน ผมปั้นหน้านิ่ง เงยหน้าขึ้นมองช้าๆ กะแล้วว่าองศานี้จะได้ยลความน่ารักของคนดีแต่เบาะๆก็เท่านั้น
“ไง”
ปั่ก !
กลางแสกหน้าสิครับ ปากแดงๆงอนๆ ดูด้วยตาก็รู้ว่ามันนุ่มนิ่มจนอยากจะดูดให้ช้ำเล่นส่งเสียงทักผมพร้อมหน้าตาน่ารักเหลือกำลัง พระเจ้า ผมคิดผิดครับ แม้จะเป็นการมองจากมุมต่ำ ความน่ารักของคาเมนาชิ คาซึยะก็ใช่ว่าจะเจือจางลง พิษสงของใบหน้าขาวเรียวทำเอาลิ้นผมพิการไปเป็นครู่ ที่เคยจิกหัวด่ากันกับไอ้เพื่อนเลวพวกนั้นกลับกลายเป็นว่าจะขยับทักตอบแค่คำสั่นๆยังเป็นเรื่องยาก
“ไง”
แฟนผมเขาทำหน้าเหมือนไม่พอใจ ฉิบหายแล้ว ถ้าคนน่ารักเขางอนผมจะทำยังไงดี แต่ก็ได้แต่คิดวุ่นวายอยู่ในอก เพราะจู่ๆคาซึยะก็นั่งลงข้างๆ ผมแหกปากร้องอยู่ข้างในขณะที่ยังตีหน้าซื่อมองเขาเหมือนยังไม่เข้าใจอะไรถ่องแท้ แล้วมือเล็กก็ยัดผ้าขนหนูผืนเล็กใส่มือผม บอกเสียงใส
“เช็ดผมซะ ฉันให้ยืม”
โอย หัวใจจะวาย
ไอ้เหี้ยเรียว โคกิ จุนโนะ ไอ้ห้อยยู ช่วยกูสงบสติที !
“ไม่เป็นไร เดี๋ยวก็แห้งแล้ว นายเก็บไว้ใช้เองดีกว่า”
คาซึยะจิ๊ปาก ท่าทางรั้นๆของเขาทำให้ใจผมมันเต้นเป็นจังหวะแปลกๆ อีกแล้ว
“ฉันไม่เปียก นายนั่นแหละต้องเช็ด แล้วก็ไม่ต้องเถียงด้วย ฉันแค่ไม่อยากติดหนี้บุญคุณใคร”
คุณรู้ไหมว่าผมต้องใช้พลังใจเท่าไหร่ถึงจะสามารถพูดกับเขาด้วยน้ำเสียงธรรมดาได้ แต่ละประโยคกว่าจะเค้นออกมามันยากยิ่งกว่าถวายคำราชาศัพท์กับเจ้าเหนือหัวของแผ่นดินเสียอีก กับพวกท่านเรายังมีราชาศัพท์ที่ระบุการใช้ชัดเจน คำไหนประโยคไหนถูกไม่ถูก ควรไม่ควร แต่กับเจ้าตัวเล็กตรงหน้า....อะไรคือมาตรฐานเหล่านั้น อะไรคือสิ่งรับประกันว่าทุกคำพูดของผมจะไม่ทำให้เขาขัดเคือง
ผมยังตอบตัวเองไม่ได้ในตอนนี้ เลยเลือกที่จะรับผ้าผืนนั้นมาเช็ดหน้าเช็ดตาเงียบๆ
แต่ที่รักครับ อย่าจ้องกันแบบนี้ได้ไหม
แม้ไม่ได้หันไปมองตรงๆแต่ผมก็รับรู้ได้ว่าดวงตาเรียวสวยคู่นั้นกำลังเฝ้าสำรวจผมอยู่เงียบๆ คาซึยะอาจกำลังมองจมูก มองปาก มองแก้ม มองไปทุกส่วนเหมือนที่ผมชอบแอบมองเขา นี่เป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกไม่มั่นใจในรูปร่างหน้าตาของตัวเอง หน้ามันเกินไปหรือเปล่า ทรงผมรุงรังไปไหม ปากผมแดงเกินผู้ชายเกิดอีกฝ่ายคิดว่าผมสาวแตกขึ้นมาจะทำยังไง คิดไปทุกทางที่ถล่มตัวเองแต่พอรู้สึกว่าถูกจ้องเอาๆ มันก็เริ่มหายกลัว ถ้าผมน่าเกลียด แฟนผมเขาต้องเมินหน้าหนีสิถึงจะถูก แต่ที่เขาจ้องตาไม่กะพริบแบบนี้ ผมขอโมเมเอาเองว่าเขาชอบที่ผมเป็นแบบนี้ก็แล้วกันนะ
“ยิ้มอะไร” พอผมไม่ตอบ เขาก็กระตุกผ้าในมือผมแรงๆ อาการน่ารักแบบนี้อยากมีไว้กอดที่บ้านสักคนจัง
“ถามว่ายิ้มอะไร”
“ก็เขินนี่” ผมลูบท้ายทอยเพราะเขินจริงอย่างที่พูด ไม่ได้เสแสร้ง
“เขินอะไรล่ะ”
“ก็นายมองอะไรล่ะ อยู่ๆมานั่งจ้องกันแบบนี้ ฉันก็เขินเป็นนะ”
“ไอ้บ้า” ถ้าโคกิมันมาเห็นผมนั่งยิ้มเก้อ พูดไม่ค่อยเป็นคำแบบนี้มันคงด่าว่าตอแหลลงตับ แต่ช่างเถอะ แถวนี้ไม่มีสายตาจับผิดของไอ้พวกนั้น ขอผมเป็นอย่างที่อยากเป็นกับคาซึยะ ให้คาซึยะเห็นผมคนนี้คนเดียวก็พอ เรานั่งคุยกันอีกพอชื่นใจ ฝนก็เป็นใจยังคงตกหนักไม่ยอมซา เราสองคนคุยกันอยู่เพลินๆ แฟนผมเขาก็ดึงโทรศัพท์ออกมาเปิดฝาพับขึ้น
ให้ตาย ผมไม่อยากให้เขาโทรหาคนอื่นเลย ยิ่งตอนที่เป็นเวลาของผมกับเขาแบบนี้ผมยิ่งไม่อยากแบ่งให้ใคร แต่ฐานะอย่างคนที่ไม่รู้จักแม้แต่ชื่อตอนนี้ ผมจะเอาสิทธิ์อะไรไปห้ามเขาได้ นอกจากชวนเขาคุย ยอมเสียมารยาททำเป็นไม่เห็นว่าเขาตั้งใจจะโทรศัพท์ เผื่อเขาจะทิ้งความตั้งใจเดิม หันมาสนใจผมคนเดียว
“นายก็เรียนที่นี่เหรอ” เลือกคำถามหน่อยได้ไหมจิน....ผมด่าตัวเองในใจ คาซึยะกำลังง่วนกับการกดหาเบอร์โทรก็ครางตอบรับมาสั้นๆ
“อยู่ปีอะไรแล้ว ? ”
“ปีหนึ่ง นายล่ะ อย่าบอกนะว่าปีเดียวกัน”
คนตัวเล็กเขายังมีใจหันมาตอบ เห็นดวงตาคู่เล็กเจือด้วยความกังวลบวกกับอาการเคาะปลายเท้ากึกๆ ทำให้ผมรู้ว่าเขาคงต้องการสมาธิที่จะคุยเลยอมยิ้มตอบ ไม่ได้ชวนคุยมากไปกว่านั้น ความเป็นคนดีของผมเปลี่ยนเป็นผลตอบแทนอันคุ้มค่าในวินาทีต่อมา ผมค่อยล้วงเอาโทรศัพท์สีดำออกมาจากกระเป๋ากางเกง เสียงเพลงที่ไม่คุ้นหูมันทำให้หัวใจเต้นแรง หน้าร้อนเห่อเมื่อเห็นชื่อที่ขึ้นหน้าจอ
ให้ตาย ผมนั่งอิจฉาตัวเองอยู่หรือนี่
“โมชิ โมชิ จินพูด”
“เอ่อ......รุ่นพี่อาคานิชิใช่ไหมครับ คือ ผมคาเมนาชิ คาซึยะครับ ผมเป็นเพื่อนของฮิโรกิ ที่บอกว่าจะขอยืมหนังสือเรียนวิชาวรรณคดีกับทัศนศิลป์ของรุ่นพี่น่ะครับ ไม่ทราบว่ารุ่นพี่นิชิกิโดบอกรุ่นพี่หรือยังครับว่าผมจะโทรมา........ฮัลโหล ได้ยินไหมครับ”
ตลอดเวลาที่เขาพูด ผมได้แต่นั่งมองกลีบปากอิ่มแดงขยับขึ้นลงด้วยหัวใจที่พองจนแทบระเบิด ต่อจากนี้ ผมจะไม่ใช่แค่คนแปลกหน้าในสายตาของเขา ผมจะมีชื่อ มีตัวตน มีความสำคัญ ผมจะเป็นอาคานิชิ จินที่คาเมนาชิ คาซึยะจะขาดไม่ได้ไปจนชั่วชีวิต
“ฮัลโหล รุ่นพี่ ได้ยินไหมครับ”
“ได้ยิน”
“...............................”
หันมาสิคาซึยะ
หันมามองทางนี้
ฉันชื่ออาคานิชิ จิน
ตั้งแต่วันนี้ไป เราจะรู้จักกันแล้วนะ
Fanismz ::: เหตุการณ์กำลังตึงเครียด แต่ก็จะลง เห็นเค้าบอกเรื่องวายไม่ผิด ผู้ชายรักผู้ชายไม่ผิดแต่มันจะผิดถ้ามันมีฉากล่อแหลมและอนาจาร กับฟิกเรื่องนี้....เรทอนุบาลยังจัดให้ไม่ได้เลย ลืมบอกไปอีกข้อ ฟิกเรื่องนี้จงใจใช้ภาษาระดับกันเองในการดำเนินเรื่อง และคาดว่าคงจะเป็นแบบนี้ไปจนจบ หากใครรับไม่ได้ อ่านแล้วเสียอารมณ์ไม่ต้องอ่านนะ เดี๋ยวคนแต่งมันจะเลว เสียอารมณ์ตาม
ข้อแรก.....ตอนต่อไป จะพยายามมาให้เร็วที่สุด
อีกข้อ....คิดจะเม้นท์ ขอเม้นท์แบบบูรณาการ อย่ามาแล้วจบไปแบบไม่ได้ความมันสื่อกันไม่เข้าใจ แถมยังเอาไปพัฒนาเป็นตอนต่อไปก็ไม่ได้ หากทำไม่ได้ก็ขอให้เข้ามาอ่านเงียบๆ รักกันเงียบๆต่อไป ไม่ช้าไม่นาน ขอให้ความสุขในการอ่านฟิกเหือดหายไปวันละน้อย...วันละน้อย
ข้อสุดท้าย....วันนี้แฟนนิสอารมณ์ไม่ดี เอิ้กๆๆๆ
edit @ 12 Dec 2007 18:54:39 by Fanismz