เรากลับบ้านด้วยกันในตอนเที่ยงของวันต่อมา
จินปลุกผมขึ้นมากินข้าวเช้าตั้งแต่ไก่โห่ เพราะเราสองคนต้องเดินทางไปขึ้นเครื่องที่สนามบินแห่งเดิมซึ่งอยู่ในเมืองที่ต้องใช้เวลาเดินทางเกือบสองชั่วโมงจากรีสอร์ท ร่ำลาฮานะจังและบรรดาคนที่เคยคุ้นหน้าในระหว่างทริปยังไม่ทันเสร็จ พอเห็นตัวสูงๆของรุ่นพี่ทาคาชิเดินโผล่มาจากซุ้มไม้ใบเขียวแถวนั้น จินมันก็ทำท่าจะลากคอผมขึ้นรถตู้ของรีสอร์ทแบบไม่ฟังเสียงใครหน้าไหน
“เดี๋ยวๆๆ ขอลาทาคาชิซังก่อน”
“ไม่ต้องแล้ว เดี๋ยวก็ต้องเจอกันที่บ้านอยู่ดี”
“แล้วถ้าเกิดไม่เจอล่ะ”
“ก็ดี” มันตอบเสียงนุ่มพร้อมรอยยิ้มบาง อย่า....อย่าคิดว่ามาแบบหล่อซอฟท์แล้วกูจะใจอ่อน ผมดันหน้ามันออกทั้งที่มือไม้อ่อนยวบ เดินเป๋ๆกลับไปหารุ่นพี่ทาคาชิแบบคนสติไม่เต็มนัก รายนี้ก็หล่อบรรลัยโลกไม่แพ้กัน เห็นหน้าผมก็ฉีกยิ้มยิงฟันส่งมาให้เล่นเอารังสีอำมหิตจากด้านหลังมันแผ่ซ่านรุนแรงยิ่งกว่าเดิม ผมยิ้มให้เขา เรายิ้มให้กัน แต่ไอ้หล่อมันดันไม่ยอมยิ้มด้วย
“หายดีแล้วหรือ ? ”
“ดีขึ้นมากแล้วครับ ผมต้องกลับวันนี้แล้ว ถ้ายังไงเราค่อยเจอกันที่บ้านนะครับ”
“อืม เดินทางดีๆนะ ถ้ากลับไปแล้วฉันจะโทรหา”
“ครับ ผมไปนะ” การไซโคของจินได้ผลดีสุดยอด แค่มันมายืนกอดอก ยิ้มจางๆอยู่ข้างผมก็ส่งผลให้เราสองคนต้องรีบรวบรัดตัดความบทสนทนากันแบบไม่ต้องขยายความให้เสี่ยงชีวิตกันต่อ ผมยึดเอาเบาะแถวแรกของที่นั่งผู้โดยสารแต่เพราะมันมีแค่เราสองคนที่กลับเที่ยวนี้จินมันเลยบอกแกมสั่งให้ผมไปนั่งแถวหลังสุด
เอา หลังก็หลัง กูจะเป็นเด็กดี เชื่อมึงทิ้งทวน
“หิวหรือเปล่า”
นั่งฟังเสียงแอร์ในรถกันไปครู่ใหญ่ คนข้างตัวผมก็ถามขึ้น ผมส่ายหน้าตอบ จะหิวอะไรล่ะยัดมื้อเช้าไปเต็มคราบซะขนาดนั้น กะว่าจะหลับเอาแรงแต่จินมันไม่ยอม “นายดูสนิทกับผู้ชายคนนั้นนะ ทั้งที่เพิ่งเจอกันครั้งแรก”
“ไม่ใช่ครั้งแรก พวกฉันเคยเจอกันมาก่อนแล้ว”
“ที่ไหน ? ”
“จำไม่ได้ ในห้างซักที่นี่แหละ”
“แล้วไปรู้จักกันได้ยังไง ? ” ผมนึกย้อนไปเมื่อวันก่อน เพราะมีเรื่องอาการเจ็บป่วยของผมเข้ามาแทรกเลยทำให้หลงลืมเรื่องรุ่นพี่ทาคาชิไปได้พักใหญ่ เพิ่งมานึกออกตอนนี้ว่าผมยังไม่ได้เล่าความเป็นมาลูกพี่ลูกน้องของยามะให้จินฟัง “เจอกันโดยบังเอิญ เค้าเป็นญาติยามะ”
“เรื่องนั้นฉันรู้”
“แล้วจะถามทำไมวะ”
“เพราะฉันอยากรู้ว่านายสนิทกับเค้าจนถึงขั้นแลกเบอร์กันได้แล้วหรือ”
“ฉันไม่ได้แลกเบอร์กับเขา”
“แล้วหมอนั่นเอาอะไรมาพูดว่าจะโทรหานาย” เห็นมันแค่นยิ้มแล้วท้องไส้ปั่นป่วนพิลึก ถึงผมจะชอบมองหน้ามันแบบหล่อๆเลวๆ แต่ก็คงไม่ใช่ในสถานการณ์ชวนทะเลาะแบบนี้ ไม่อยากเป็นปากเป็นเสียงกับคนพาลเลยหันหน้าออกไปมองป่าข้างทางแทน
“ฉันจะรู้ไหม ก็อยู่กับนายตลอด ทาคาชิซังเค้าอาจจะพูดไปอย่างนั้นก็ได้”
“อย่างนั้นเหรอ”
เสียงมันดังอยู่ตรงข้างหูครับ ลมหายใจมันก็เป่าอยู่ข้างแก้ม ผมโผเข้าซุกตัวกับมุมเบาะ ตวัดตามองมันคมวับ “เป็นอะไรเนี่ย ผีสิงหรือไง”
“ถ้าผีมันหึงเป็นก็คงใช่”
“ผีบ้าน่ะสิ” เตะปลายเท้าเข้ากับหน้าแข็งมันพอให้รู้สึก....มันจะใกล้เกินไปแล้วเว้ย อยู่ในรถ แถมยังกลางป่ากลางเขา อย่ามาสวมบทพระเอก เดี๋ยวกูอินตาม “....คิดมาก.....”
“ถ้าไม่อยากให้คิดมากก็ทำให้ฉันมั่นใจสิ” นั่น ต่อรองได้อีก มันช่างกล้า
“จะให้ทำยังไง” เออ แล้วผมก็ใจอ่อน ตามใจมัน
“นั่นสิ จะทำยังไง”
ไอ้หล่อมันยกยิ้ม ชำเลืองมองท้ายทอยคนขับแล้วย้ายสายตามามองริมฝีปากผม สมองเริ่มเบลอ เหมือนตาจะเริ่มพร่าด้วย หน้าขาวๆ ปากแดงๆ มันถึงได้ดูลอยเข้ามาใกล้เกินความจำเป็น ผมรีบสูดลมหายใจเข้าปอดกักตุนไว้ก่อนจะไม่ได้หายใจเองไปครู่ใหญ่ ไอ้คนเจ้าเล่ห์ มันจงใจเลือกเบาะหลังสุดเพราะแบบนี้เองใช่ไหม ไอ้เรื่องรุ่นพี่ทาคาชิน่ะ เป็นแค่ข้ออ้าง ความจริงมันตั้งใจจะจูบผมอยู่แล้ว
เหยียบแผ่นดินแม่เมื่อเวลาล่วงเข้าสู่กลางคืนแล้ว ไปเที่ยวเพียงแค่ไม่กี่วันทำไมผมรู้สึกเหมือนอะไรๆมันเปลี่ยนไปเยอะเลยก็ไม่รู้ ทั้งผู้คน บ้านเมือง ต้นไม้ ใบหญ้า เหมือนจะดูมีชีวิตชีวายิ่งกว่าที่เคยเห็นมาสิบกว่าปี สงสัยเพราะผมพกความสุขจากการไปเที่ยวกลับมาด้วย ไม่ว่ามองอะไรเลยรู้สึกดีไปหมดแบบนี้ จินมาส่งถึงหน้าบ้านตอนเกือบห้าทุ่มแล้ว ตอนแรกไอ้คุณชายมันจะพาผมไปค้างที่คอนโดหรูโครตพ่อโครตแม่ของมัน แต่สัญชาติญาณการป้องกันตัวของผมมันร้องสั่งให้ผมปฏิเสธ
คิดเอาเถอะ ขนาดอยู่ในรถตู้มีคนขับนั่งหัวโด่อยู่มันยังทำมึนจูบปากผมได้หน้าด้านๆ ไหนจะหกชั่วโมงบนเครื่องบินอีก คนจะงีบเอาแรงก็ยังคอยวนเวียนกวนอยู่แถมแก้มกับคาง ไม่ต้องคิดถึงในห้องหับมิดชิดที่จะอยู่กันสองต่อสอง ความเสี่ยงต่อการเสียอธิปไตยมีสูงทะลุเพดาน เมื่อผมส่ายหน้า คุณชายมันก็ยอมเข้าใจ ปิดท้ายทริปด้วยการไปกินข้าวเย็นกันก่อนจินจะพาผมมาส่งบ้าน
กระเป๋าเพิ่มมาอีกหนึ่งใบซึ่งบรรจุของฝากจากเมืองไทยจนแน่น ลงจากรถมาได้ครู่ใหญ่แล้ว สัมภาระก็กองอยู่แทบเท้าเรียบร้อย แต่ไอ้เจ้าของรถมันยังไม่ยอมกลับบ้าน เอาแต่ยืนมองหน้าผมอยู่นั่น
“กลับไปเถอะ จะได้รีบพักผ่อน”
“อือ” รับคำแล้วเงียบ ชนะเลิศครับ มามุขนี้ทีไรผมทำอะไรมันไม่ได้สักที
“พรุ่งนี้ต้องทำงานไม่ใช่หรือไง”
“ก็ใช่”
“ใช่ก็กลับไปสิ ตื่นสาย โดนเจ้านายด่า อย่ามาโทษกันนะเว้ย”
“ยังไม่อยากกลับ” เอากับมันสิ อย่าบอกนะว่ามันจะขอค้างที่บ้านผม ไม่เอานะเว้ย ถึงผนังห้องฉันจะไม่ได้บางแต่ก็ใช่ว่ามันจะเก็บเสียงได้มิด แถมเตียงเดี่ยวสามฟุตครึ่งก็แคบเกินไปสำหรับ.....เอ๊ะ....แล้วผมจะมาคิดเรื่องชวนเรททำไมเนี่ย ไม่ได้สิ ตอนนี้ผมต้องบังคับให้จินกลับบ้านให้ได้
“กลับไปเถอะ ขับรถกลางคืนมันอันตราย ฉันเป็นห่วง”
“อยากนั่งไปเป็นเพื่อนคนขับไหมล่ะ”
เออ วันนี้มันมาแปลกวุ้ย ดูงอแงเงียบๆ หนักไปทางเด็กห้าขวบมากกว่าปัญญาอ่อนหน่อยนึง อารมณ์ง่วงจัดทำให้ผมไม่มีใจจะไปพะเน้าพะนอมัน จากปกติที่ไม่ค่อยจะตามใจจินอยู่แล้ว เวลานี้เลยยิ่งเป็นหนัก ผมดันหลังมันไปขึ้นรถแม้จินจะขืนทำตัวหนักเป็นหินในตอนแรกแต่พอโดนทุบไหล่ไปทีมันก็ยอมลากขาขึ้นรถไปง่ายๆ
“ไม่ไปด้วยกันจริงๆหรือ”
“อยู่ด้วยกันมาตั้งหลายวันแล้ว ไม่เบื่อบ้างหรือไงวะ”
“ถ้าเบื่อฉันจะชวนทำไม หรืออยากให้เบื่อ จะได้ไม่มาเจอสักพัก”
“อาคานิชิจิน อย่างอนงี่เง่าน่า.........เราเข้าใจกันแล้วไม่ใช่หรือ.........” พูดไปแล้วก็อยากจะตบปากตัวเอง ไม่ได้เผลอหรอกครับ ผมคิดก่อนพูด เพราะเห็นไอ้หล่อมันเริ่มหน้าตึงเลยไม่รู้จะปลอบมันยังไง ดื้อดึงด่ามันต่อไปเดี๋ยวมันจะโกรธ กระชากรถปึงปังออกไปให้ผมต้องเป็นห่วงประชากรบนท้องถนนอีก แต่ทั้งที่กลั้นใจข่มความอายพูดออกไปซะขนาดนั้น มันก็ยังไม่ยอมมีปฏิกริยาในทางบวกให้ผมชื่นใจสักกะนิด ผมถอนใจยาว เอาวะ จะได้รีบขึ้นไปอาบน้ำนอน
โน้มตัวลงไปในระดับผิวแก้มขาวๆนั่นพอดี ยื่นจมูกเข้าไปใกล้แต่เป้าหมายมันดันไม่อยู่นิ่ง ผินใบหน้ากลับมาหา ผมเลยเสียเวลาอยู่ตรงนั้นอีกเกือบนาที
คราวนี้ไอ้หล่อมันกดยิ้มสมใจ ผีเด็กว่าง่ายพุ่งเข้าสิงร่างรวดเร็วทันใจ
“ราตรีสวัสดิ์ เดี๋ยวจะรีบเอารูปไปอัดมาให้ดูนะ”
ผมยังจำประโยคสุดท้ายของมันได้ ทั้งที่บอกว่าจะรีบอัดรูปของทริปนี้มาให้ดูแต่หลังจากคืนนั้นมาจนถึงวันนี้ก็ปาเข้าไปอาทิตย์กว่าแล้ว ไอ้คนพูดมันยังไม่ยอมเอาหน้าหล่อๆมาให้เห็น ผมนอนกลิ้งอยู่บ้านจนวันปิเทอมเหลือไม่ถึงอาทิตย์ ยามะพีกับฮิโรกิก็เจ๋อมายืนกดออดหน้าบ้าน ผมเกือบกระโดดเข้ากอดเพื่อนรักทั้งสองเต็มแรงคิดถึงแต่บังเอิญหันไปเห็นเด็กผู้ชายหน้าตาน่ารักยืนทำตาแป๋วมองอยู่ เลยได้แต่ทักทายด้วยภาษาเพื่อนสนิท
“นึกว่าจมบ่อปลาตายไปแล้ว หายหน้าไปเลยนะ”
“ปากแบบนี้มันน่าเอาหน้ามาให้เห็นไหมล่ะ หลีกทางเลย เป็นเจ้าบ้านประสาอะไรปล่อยให้แขกยืนตากแดดร้อนๆ” ไอ้ปลาทองมันสวนกลับ พร้อมกับเบี่ยงตัวให้น้องชายแปลกหน้าเดินเข้ามาก่อน ผมแอบสะกิดฮิโรกิ บุ้ยใบ้ไปทางคู่ข้างหน้า อีกฝ่ายก็แค่ยิ้มๆ
“รุ่นน้องโรงเรียนเดิมน่ะ”
“เด็กมอปลายคนนั้นใช่ไหม”
“อือ ว่าแต่คาเมะอยู่บ้านคนเดียวเหรอวันนี้”
“อยู่คนเดียว แม่ไปหาพ่อ ยูยะไปดูหนังกับเพื่อน เจ้าน้องบ้านั่นรู้อยู่ว่าฉันต้องอยู่บ้านคนเดียวแทนที่มันจะอยู่เป็นเพื่อนดันแร่ดออกไปเที่ยว แล้วยังมีหน้ามาบอกให้ฉันโทรไปบอกให้จินมาอยู่ด้วย ฝันไปเถอะ” ฮิโรกิชะงักฝีเท้า เลิกคิ้วมองผมเหมือนจะงง
“ยูยะไม่รู้หรือว่ารุ่นพี่จินไปอเมริกา”
“อะไรนะ ! ” เจ้าหน้าหวานมันยิ่งแปลกใจ แต่เชื่อได้เลยว่าคงน้อยกว่าอาการตกใจของผม
“อ้าว อย่าบอกนะว่าคาเมะก็ไม่รู้ เห็นเรียวจังบอกว่าไปตั้งหลายวันแล้วนี่นา”
โอเค ไม่ให้บอกก็ไม่บอก ผมเกาหัวแกร่ก ไอ้เหี้ยจิน แมร่งหลอกให้ผมรอแล้วรอหาย มีความหวังว่าจะได้ยลรูปวิวสวยๆ นายแบบหล่อๆ ตั้งแต่วันแรกที่มา ถึงเห็นมันหายเงียบไปก็นึกว่างานหนัก จนมันโทรมาเมื่อคืนก่อนบอกว่าช่วงนี้ติดโปรเจคใหม่เลยไม่ค่อยมีเวลาว่าง ใครจะคิดว่ามันโทรมาจากอีกแผ่นดินหนึ่งที่อยู่ไกลไปเป็นพันไมล์
“ไปเรื่องงานเหรอ”
“เหมือนจะไม่ใช่นะ รู้สึกจะไปเป็นตัวแทนทางบ้านในงานวันเกิดเพื่อนคุณพ่อนี่แหละ ฉันก็ไม่แน่ใจ รุ่นพี่จินไปอเมริกาทำไมนะยามะ” วะ แม้แต่ไอ้ปลามันก็รู้เหรอเนี่ย ยามะมันทำหน้านิ่ว ตอกกลับมาแบบไม่ไว้หน้าเพื่อนมันสักนิด
“มาถามฉันทำไม ถามไอ้เต่าสิ”
“คาเมะยังไม่รู้เรื่อง”
“พูดจริงพูดเล่น” โกหกมึงแล้วกูจะหล่อขึ้นไหม ผมพ่นลมหายใจดังพู่ ปล่อยให้ฮิโรกิเป็นธุระในการหาน้ำดื่มกับขนมมาเสิร์ฟ ส่วนตัวเองก็ทำหน้าที่เป็นเจ้าบ้านที่ดีนั่งรอชิมขนมที่เพื่อนหิ้วมาฝากด้วยความหงุดหงิดในอารมณ์ ยามะพีมันคงเห็นปากผมเริ่มจะเชิดสูงขึ้นเรื่อยๆ เลยพยายามเบี่ยงไปประเด็นอื่น
“คาเมะ ขอแนะนำหน่อย” มันกระแอมในคอ สะบัดนิ้วโป้งข้ามไหล่ไปหาคนที่ยืนยิ้มโชว์เขี้ยวอยู่ด้านหลัง “นี่ เทโงชิ ยูยะ น้องที่ฉันกำลังสอนพิเศษอยู่ ยูยะ พี่คนนี้ชื่อคาเมนาชิ คาซึยะ เพื่อนของฉันเอง”
“สวัสดีครับ ยินดีที่ได้พบ”
“สวัสดี คิดยังไงถึงมาเรียนพิเศษกับยามะพีครับน้อง ไม่กลัวคนสอนงับหัวเอาเหรอ” ยูยะหัวเราะคิก แก้มยุ้ยเลยยิ่งแดงเรื่อ น่ามองพอกับน่าเอ็นดู ผมปลายตามองไอ้คนตัวสูง มิน่า ร้อยวันพันปีไม่เคยนึกอยากสอนพิเศษ แถมยังซุ่มเงียบแอบไปสอนอยู่เป็นนาน ที่แท้มันก็กลัวเพื่อนจะรู้ว่าคิดไม่ซื่อกับลูกศิษย์นี่เอง
“คาเมนาชิซังตัวจริงน่ารักสุดๆไปเลยนะครับ ยามะบอกว่ามีเพื่อนหน้าตาดีแต่ผมไม่คิดว่าจะดีมากๆขนาดนี้” อะฮ้า พูดจาน่าฟังแบบนี้ ยิ่งน่ารักน่าเอ็นดูไปใหญ่เลยครับ ผมหัวเราะชื่น ยิ้มรับเสียเต็มแก้ม ไม่ได้หลงตัวเองนะแต่น้องเค้าอุตส่าห์ชม เราก็ต้องตอบรับเพื่อไม่ให้น้องเค้าเก้อแค่นั้นเอง ไม่ได้คิดไปอื่นไกล ฮ่าๆๆ
“ได้ยินพี่ชายพูดถึงบ่อยๆ เลยอยากเจอมานาน”
“พี่ชาย” ผมหันไปมองไอ้ปลาทอง มันส่ายหน้าประมาณว่า กูไม่เกี่ยว
“พี่จินเป็นลูกพี่ลูกน้องกับผมเองครับ”
เฮือก เฮือกสิครับงานนี้ ผมสะดุ้งเฮือกจนไอ้เพื่อนตัวดีอีกสองมันหัวเราะก๊าก
โอ้ มายจอร์จ ลอร์ดบุดด้า โลกใบนี้มันจะกลมไปถึงไหนครับเนี่ย !
ประหลาดใจจนต้องสำรวจเด็กตรงหน้าให้ละเอียดอีกครั้ง หน้าตาตรงข้ามกันสุดกู่ครับพี่น้องคู่นี้ เทโงชิ ยูยะตาโต แก้มยุ้ย ผิวไม่จัดว่าขาวมากอย่างจินแต่พอฟัดพอเหวี่ยงกับไอ้ปลามัน แต่ที่เหมือนกันคือมาตรฐานที่สูงกว่าคนธรรมดาทั่วไปแล้วก็ออร่าคุณหนูตระกูลสูงศักดิ์ที่แผ่ออกมาจนผมแสบตา
ยิ่งมองยิ่งน่ารัก ยิ่งทักยิ่งดูดี ที่แท้ก็เป็นสายพันธุ์เดียวกันกับไอ้คุณชายนั่นหรอกเรอะ
สงสัยเพราะถูกขนาบด้วยยามะพีกับฮิโรกิเลยทำให้ผมมองข้ามความน่ามองของน้องเขาเมื่อตอนแรกพบ พอได้สำรวจดูดีๆแล้วก็อยากจะเอาหัวโขกพื้นตาย มิน่าล่ะ เด็กมอปลายทั่วไปที่ไหนจะมีอำนาจถึงขนาดที่จะทำให้คุณชายยามาชิตะยอมไปเป็นติวเตอร์ส่วนตัวให้ถ้าไม่ใช่ตระกูลที่มีอำนาจเสมอกัน ดูท่าเรื่องพวกนี้จะใกล้ตัวผมมากกว่าที่คิดแฮะ
“หน้าตาไม่เห็นเหมือนกันเลย”
“แค่ญาติห่างๆน่ะครับ แต่ก็สนิทกันอยู่”
“อย่างนั้นเหรอ”
ทำไมผมไม่เคยรู้ ทำไมคนอื่นๆถึงรู้ แต่จะว่าไปผมแทบไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับหมอนั่นเลย ทุกอย่างที่รู้ก็เกิดจากการอนุมานของตัวเองจากสิ่งที่เห็นทั้งสิ้น รู้ว่าบ้านมันคงรวยเพราะไม่งั้นคงไม่ซื้อคอนโดหรูอยู่คนเดียว ขับรถราคาหลายพันล้านได้ รู้ว่ามันเรียนเก่งเพราะมันเป็นว่าที่บัณฑิตเกียรตินิยมเหรียญทอง รู้ว่าที่บ้านทำกิจการเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ จินเป็นคนดียกเว้นเรื่องกวนอารมณ์เป็นบางครั้งแล้วเจ้านั่นก็แทบไม่มีข้อเสียเลย อ่อนโยน ใจเย็น ใจดี ส่วนเรื่องความสัมพันธ์ เครือญาติหรืออะไรอย่างอื่น ผมแทบไม่มีข้อมูลเหล่านั้นในหัวเลย
ทำไม ?
เพราะผมไม่สนใจจะถามหรือเพราะมันไม่อยากบอกผม
“เป็นอะไรไปอีกล่ะ”
“ไม่ได้เป็น”
“ทำหน้าคิดมากนะ น้อยใจเหรอเต่า” ยามะพียิ้มกริ่ม กระแซะตัวเข้ามาวางคางกับไหล่ผม ไอ้นี่ก็วอนไม่อยากตายดี....แถมยังจะตายเพราะตาวาวๆของเด็กอีกด้วยนะ ผมดันหน้ามันออก เถียงสุดใจขาดดิ้น “น้อยใจเอี้ยอะไรล่ะ ฉันแค่กำลังคิดว่าไอ้รุ่นพี่นั่นมันนินทาอะไรฉันบ้าง อย่าไปเชื่อจินมากนะเทโงชิ หมอนั่นพูดไหนไม่มีนั่นหรอก”
“ไปว่าพี่เค้าให้น้องเค้าฟังอีก” ฮิโรกิปรามเสียงอ่อน
“ก็มันจริงไหมล่ะ รุ่นพี่ของนายบอกว่าจะรีบอัดรูปที่ไปเที่ยวมาให้ดู แล้วมันก็ชิ่งหนีไปอเมริกาไม่ยอมบอกฉันสักคำ หลอกให้คอยหายๆ โฮ้ย หงุดหงิดเว้ย” สะลัดหน้าพรืดจนคอแทบเคล็ด ฮิโรกิรีบวางแก้วชาบนโต๊ะก่อนที่ผมจะฟาดงวงฟาดงาไปโดน คนหน้าสวยดีกรีเชียร์ลีดเดอร์ของมหาวิทยาลัยจับคางผมส่ายไปมาทั้งที่หน้ายังยิ้มหวาน
“เก็บอาการหน่อย นี่ต่อหน้าเพื่อนไม่ใช่แฟน”
“ใครแฟนใคร พูดให้ดีๆนะ”
“รุ่นพี่จินไง ไม่ได้เป็นแฟนกันแล้วเหรอ”
“ไม่ได้เป็น ไอ้หมอนั่นมันแค่บอกรัก ไม่ได้ขอ...................” ตายหอง ผมพูดอะไรออกไปวะเนี่ย รีบยกมืออุดปากตัวเองพลางสั่นหน้าดิก ไหวไหมวะเนี่ย สายตาวิบวับของเพื่อนสองและเด็กรุ่นน้องอีกหนึ่งมันบอกให้รู้ว่าถ้าไม่ได้คำตอบที่ทุกคนพอใจ ผมคงไม่รอดไปต้อนรับอาคานิชิกลับมาจากอเมริกาแน่
.
.
.
เพื่อนเลิฟทั้งสองกับน้องยูยะกลับไปแล้ว แน่นอนว่าต้องเป็นหลังจากที่ขู่แกมบังคับให้ผมเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง ยามะพีหัวเราะร่วนเมื่อรู้ว่าจินเลือกสุสานทหารพันธมิตรเป็นสถานที่สารภาพความในใจ ไอ้ปลาตาโตมันลงไปนอนกลิ้งทั้งตัวแล้วก็เนียนยกหัวพาดตักเด็กไว้อย่างนั้นไม่ยอมลุก ผมพยายามปั้นหน้านิ่ง หน้าจะแดงแก้มจะร้อนก็ช่างมัน ตอนนั้นไม่มีอารมณ์จะเขินให้ใครดู สรุปความอย่างรวบรัดให้เป็นที่รู้กันว่าผมกับจินยังเป็นแค่เพื่อนกันเหมือนเดิมเพราะถึงจะรู้ว่าไอ้หล่อมันชอบผมเกินเพื่อนแต่มันก็ไม่ได้เอ่ยปากขอให้ผมเลื่อนตำแหน่งให้มัน บวกกับความลึกลับของอีกฝ่ายทำให้ผมยังไม่อยากคิดอะไรมากกว่านั้น
เราเลยยังเป็นเพื่อนกัน
ผมคิดอย่างนั้นนะ
ยูยะกลับมาตอนหกโมง เจ้าน้องชายคนดีมันหิ้วเอาของกินจากข้างนอกมาฝากแต่ผมไม่อารมณ์จะเอ็นจอยอิตติ้ง เลยบอกผ่าน เก็บตัวอยู่ในห้องเงียบๆ จนเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เบอร์อาคานิชิโชว์หราจนอยากจะปาเครื่องลงถังขยะ ยังดีที่สำนึกดีมันยั้งใจไว้
“ฮาโหล มีธุระอะไร ถ้าไม่มีเรื่องด่วนก็วางไปเลย ตอนนี้กำลังง่วง”
“คิดถึง ด่วนไหม”
“คิดถึงแล้วไปทำห่านอะไรถึงอเมริกา”
“รู้แล้วเหรอ” หนอย มันยังมีหน้ามาหัวเราะร่วน อีแบบนี้ถ้าเห็นตัวเป็นๆอยู่ตรงหน้ามีเจ็บตัวกันไปข้าง ผมจับหมอนหนุนมาเหวี่ยงตุ่บๆ กระชากเสียงถามแบบพร้อมจะวีนแตกได้ในนาทีใดนาทีหนึ่งข้างหน้า “ทำไมไม่บอกกันสักคำ คิดจะไปก็ไดหรือยังไง”
“......มันเป็นเรื่องด่วนน่ะ ตอนแรกไม่ใช้ฉันหรอกที่ต้องมา แต่บังเอิญพ่อกับพี่ชายไม่ว่าง โชคเลยมาตกที่ฉันแบบนี้”
“แต่เมื่อคืนก่อนนายก็ไม่ได้บอกฉัน”
“ไม่อยากให้นายเป็นห่วง ฉันมาแค่ไม่กี่วันก็จะกลับแล้ว อีกอย่างจากบ้านเรามาที่นี่ก็ไม่ไกลแล้วก็เดินทางไม่นานด้วย อย่าห่วงเลยฉันดูแลตัวเองได้” อืม โมเมว่ากูห่วงมึงอีก ไม่ได้ห่วงแต่โกรธเว้ยโกรธ โกรธที่นายไม่ยอมบอกอะไรฉันเลย ทั้งที่เป็นเรื่องของนายแต่ฉันต้องมารู้จากคนอื่นอีกที แบบนี้มันน่าปลื้มไหม ผมได้แต่สำรอกอยู่ในอก จ้างให้ก็ไม่พูดออกไปให้มันแหย่กลับมาอีกหรอก
“แล้วโทรมามีธุระอะไร ฉันจะนอนแล้ว”
“นี่มันเพิ่งหัวค่ำเองไม่ใช่เหรอ ทำไมรีบนอน วันนี้ไปทำอะไรมาหรือเปล่า”
“แล้วทำไมนายต้องรู้ นี่มันเรื่องของฉัน”
“คาซึยะ” เสียงทุ้มลากแผ่วจนผมใจหวิว จินทิ้งให้ความเงียบทำงานของมันแบบไม่กลัวเปลืองค่าโทรศัพท์ ผมเองก็ไม่รู้จะพูดอะไรเลยได้แต่นั่งพิงหัวเตียงถือหูค้างอยู่อย่างนั้น ยูยะโผล่หน้าเข้ามาดูครั้งหนึ่ง พอเห็นบรรยากาศแปลกๆในห้อง เจ้าเด็กนั่นก็ผลุบหายไปทันที เงียบกันไปพักใหญ่ผมก็ชักเซ็งกับความงี่เง่าของเราสองคนแล้วก็อะไรอีกหลายๆอย่าง เลยเป็นฝ่ายเอ่ยขอวางสายเสียเอง
“ฉันยังไม่อยากคุยตอนนี้ ขอโทษนะ”
“คาซึยะ”
กดตัดสายไปแล้ว จินอาจจะโกรธ และผมก็ไม่ได้สบายใจขึ้นเลย ทำไมคนเราถึงโง่ทำสิ่งที่รู้ว่าจะทำให้เรื่องมันยิ่งแย่กว่าเดิมนะ ทั้งที่รู้ว่าควรใจเย็น ควรพูดกันดีๆ ไม่ควรใช้อารมณ์เพราะบางทีเหตุผลของอีกฝ่ายก็สำคัญไม่น้อยไปกว่าความรู้สึกของเรา คิดได้เป็นฉากๆ แต่พอถึงเวลาทำ ทำไมมันถึงได้ยากนัก
จินโทรกลับมาอีกครั้ง ผมปล่อยโทรศัพท์ให้ดังอยู่อย่างนั้นจนมันเงียบไป
นอนกลิ้งอยู่พักใหญ่ คราวนี้มีเสียงเรียกเข้าดังขึ้นแต่ไม่ใช่เสียงก่อนหน้านั้น ผมมองเบอร์แปลกๆแล้วก็ชั่งใจอยู่ว่าควรจะรับดีไหม เพราะรู้ดีว่ากำลังหงุดหงิดแถมยังไม่มีอารมณ์จะคุยกับใครในตอนนี้ด้วย ตัดใจปล่อยให้มันดังอยู่อย่างนั้นอีกรอบแต่แทนที่จะเงียบหายไป สายนี้กลับกระพริบอยู่นานจนแปลกใจ ผมหยิบขึ้นมากดรับ ยังไม่ทันส่งเสียงไปก็ได้ยินเสียงนุ่มๆของใครบางคนแทรกมาเสียก่อน
( ถ้ายังไม่อยากฟังเสียงฉันตอนนี้ ก็เอาเพลงไปฟังก่อนนะ )
หมดจากข้อความสั้นๆนั้นก็เป็น อินโทรของเพลงสากลที่คุ้นหูเมื่อประมาณสิบปีที่แล้ว ครั้งหนึ่งที่เรานั่งทำรายงานของผมอยู่ พอได้ยินเพลงนี้ผมก็หลับตานอนเลื้อยไปกับพื้นก่อนจะลุกขึ้นมาทำงานใหม่เมื่อเพลงนั้นจบลง ผมไม่เคยบอกคนส่งว่าชอบเพลงนี้ ไม่เคยชวนจินคุยเรื่องเนื้อหากับทำนองที่มันโคตรจะโดนใจ แต่ผมก็ไม่แปลกใจว่าทำไมจินถึงรู้
There are times when you make me laugh
there are moments when you drive me mad
there are seconds when I see the light
though many times you made me cry
There's something you don't understand
I want to be your man
Nothing to lose your love to win hoping so bad that you'll let me in
I'm at your feet waiting for you I've got time and nothing to lose
There are times when I believe in you
these moments when I feel close to you
there are times I think that I am yours
though many times I feel unsure
There's something you don't understand
I want to be your man
Nothing to lose your love to win hoping so bad that you'll let me in
I'm at your feet waiting for you I've got time and nothing to lose
I'll always be around you keep an eye on you
cos my patience is strong and I won't let you run
cos you are the only one
Nothing to lose your love to win hoping so bad that you'll let me in
I'm at your feet waiting for you I've got time and nothing
Credit : Nothing To Lose (MLTR)
อาคานิชิจินไปศึกษาวิธีการง้อคนมาจากสำนักไหน ใครเป็นคนสั่งสอนให้มันส่งเพลงมาทำให้คนอื่นใจอ่อน แล้วไอ้ระบบโทรศัพท์เนี่ยมันจะไฮเทคเกินไปไหม เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีมันพัฒนาถึงขั้นสามารถทำให้คนเป็นๆอายจนแทบละลายได้แล้วหรือ
ผมทิ้งตัวลงนอน คราวนี้ไม่ลืมเอาหมอนมากดทับหัวไว้อีกชั้น
ขอสงบใจสักครู่ แล้วจะกลับมาซ่าต่อ
“คาซึยะ”
ปลายเสียงชิงทักมาก่อนที่ผมจะทันได้พูดอะไร เลยได้แต่ครางรับในคอพอให้มันได้ยิน หลังจากนอนกลิ้งได้อีกอึดใจ จินก็โทรเข้ามาอีก ไอ้นี่ก็กะจังหวะที่ผมอยากได้ยินเสียงมันได้พอดิบพอดี อ้ำอึ้งกับเกือบนาที ผมก็เป็นคนที่ทนไม่ไหวอีกเช่นเคย
“ไม่พูดจะวางแล้วนะ(เว้ย)”
“แล้วกัน” จินหัวเราะออกมาในที่สุด น้ำเสียงทุ้มนุ่มที่ส่งมาตามสายทำให้ผมนึกหน้าคนพูดได้ประหนึ่งว่ามันกำลังยืนถือโทรศัพท์แนบหูอยู่ตรงหน้า ใบหน้าขาวจัดคงกำลังยิ้มพราย เหมือนจะเอ็นดูคนถูกมองแต่ก็แฝงความขบขันไว้ในแววตาคู่นั้นอย่างน่าโมโห ปากสีแดงสดคงเหยียดออกจนเห็นไรฟันขาว ตาคมคงพราวระยับ แล้วก็คงหล่อไม่บันยะบันยังอีกเหมือนเคย
“ขอโทษนะ” สุดท้ายมันก็พูดคำนี้ออกมา ผมลากเสียงยาวเป็นคำที่หาความหมายไม่ได้ในพจนานุกรมมนุษย์ แต่ก็สื่อความในใจถึงอีกคนหนึ่งได้ ผมไม่โกรธจินแล้วล่ะ “ไม่โกรธแล้วนะ”
“เออ”
“ขอบใจ ฉันคิดแล้วว่านายต้องเข้าใจ”
“นั่นเพราะว่าฉันหน้าตาดีแล้วก็มีเหตุผลต่างหากล่ะ แต่คราวหน้าไม่มีอีกแล้วนะ ถ้านายอุ๊บอิ๊บทำอะไรไม่ยอมบอกแล้วให้ฉันมารู้จากคนอื่นอีกล่ะก็ ไม่ต้องเอาหน้ามาให้เห็นเลย.....แล้วก็ไม่ต้องส่งเพลงมาด้วย ฉันไม่ฟัง” จินทวนประโยคของผมแบบไม่ให้ขาดตกบกพร่อง ฟังมันปฏิญาณตนจนพอใจแล้วก็ถึงคราวต้องวางสายเสียที ถึงบ้านพี่ท่านจะรวยล้นฟ้าแต่การเอาตังค์พ่อแม่มาผลาญเล่นเพราะค่าโทรทางไกลแบบนี้ไม่ใช่วิสัยเยาวชนที่ดี ไม่มีเรื่องอะไรแล้วก็ควรแยกย้ายกันไปทำงาน อยากคุยก็ค่อยมาคุยกันตอนเจอหน้าเอาดีกว่า
บอกจินไปตามที่คิดไอ้หล่อมันก็หัวเราะเข้าให้
“โอเค แล้วเจอกันนะ”
“อืม แล้ว........จะกลับมาเมื่อไหร่” ถามไปงั้นแหละ เผื่อมีคนมาถามต่อจะได้ตอบถูก
“อีกสองอาทิตย์”
“สองอาทิตย์ ทำไมไปนานขนาดนั้น ไหนว่าแค่เป็นตัวแทนพ่อนายไปงานเลี้ยงไง”
“ทำไม” ปลายสายย้อนถามเสียงเจือหัวเราะ
“นายคิดถึงฉันหรือคาซึยะ........”
ห่าน กูคิดถึงแล้วมันเป็นเรื่องที่ต้องเอามายอกย้อนด้วยหรือวะ! ผมทุบกำปั้นลงกับหมอนตุ่บๆ จินมันคงรู้ตัวเลยรีบบอกราตรีสวัสดิ์แล้วก็ตัดสายไปอย่างว่อง คอยดู เจอกันคราวหน้าผมจะกระโดดเข้ากอด หอมแก้มซ้ายขวา แล้วก็ทำตาหวานบอกมันว่า “คิดถึง” ดังๆ
ดูซิว่ามันจะมีหน้ามาหัวเราะชื่นแบบนี้อีกไหม
Fanismz ::: เพิ่งนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้เอาตอน 23 มาลง
ขอโทษที่ทำให้รอ(นาน)ค่ะ ^^