ผมเถียงไม่ออก รู้แต่ว่าโกรธ โกรธมากๆ ไอ้คนเจ้าเล่ห์ มันบังอาจหลอกให้ผมคิดว่ามันกำลังร้องไห้เพราะอ่อนไหวไปกับหนัง หลอกให้ผมสงสารเห็นใจว่ารู้สึกเหมือนกันเลยยอมใจอ่อนให้มันกอดจนจบเรื่อง ผมรู้ว่าจินมันเดาออกว่าผมกำลังคิดอะไร มันถึงได้ทำหน้าซื่อแต่ตาพราวระยับแบบนั้น
แค้นโว้ย!
ผมจ้องมันอย่างเคียดแค้น โกรธมากแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ พูดอะไรออกไปก็จะพาลเข้าตัวอีกเลยได้แต่ฮึดฮัดจนโดนไอ้บ้านั่นมันหัวเราะใส่
โกรธอะไร หิวหรือ
ไม่หิว ไม่อยากตายก็เอาหน้าไปไกลๆเลยไป จินยิ่งหัวเราะหนัก มันลุกขึ้นอย่างว่าง่าย บิดขี้เกียจล่อกำปั้นผมแล้วก็เดินผิวปากเข้าห้องน้ำไป ผมได้แต่ฟาดเจ้าลิงกังในมือตุ่บๆ ฟ้าไม่ยุติธรรมเลย ทำไมคนฉลาดอย่างผมต้องมาโดนมันหลอกเอาๆ แบบนี้ด้วย
วันศุกร์หน้าว่างไหม ผมเงยหน้ามองคนพูด ก้มหน้าคิดแล้วก็ส่ายหน้า
ไม่ว่างเหรอ จินเหมือนจะผิดหวัง ผมรอให้เจ้าของห้องเขาปิดประตูเรียบร้อยแล้วจึงเดินตรงไปที่ลิฟท์ ความจริงผมไม่มีธุระที่ไหนหรอกแต่ไม่อยากตอบเป็นคำพูดเลยส่ายหน้าแทนคำว่าไม่รู้ จินจะตีความเอาว่าไม่ว่างก็เรื่องของมัน
ยังไม่หายโกรธอีกเหรอเนี่ย ผมส่ายหน้า เดาเอาเองว่ายังไม่หาย หรือ ไม่ได้โกรธแล้ว
คาซึยะ อย่าทำแบบนี้สิ ไม่พอใจอะไรก็บอกกันมาตรงๆ
ไม่มีอะไร
แล้วทำไมทำหน้าบึ้งแบบนั้น ยังโกรธเรื่องเมื่อคืนอีกเหรอ
ไม่ได้โกรธ นายก็เลิกเซ้าซี้ซักทีเถอะ ฉันไม่ใช่ผู้หญิงนะเว้ย ไม่ต้องมาง้อเสียงเล็กเสียงน้อย รำคาญ จินขมวดคิ้วฉับ เหวย ตอนโกรธมันก็ยังหล่อในระดับใจสั่นได้ ผมรีบเบือนหน้าหนี ความจริงก็ไม่ได้อยากงอแงกับมันหรอกแต่เพื่อเป้าหมายในใจ ผมต้องใจแข็ง อยู่ด้วยกันมาสองคืนเต็มไม่อยากจะบอกว่าผมเสียหายไปเท่าไหร่ ไอ้คุณชายมันคงไม่คิดอะไรทำหน้าตายเอะอะกอด เอะอะหอมอย่างกับผมเป็นลูกมันอยู่นั่น นิดหน่อยมันก็ยังพอทน ผมจะอนุมานเอาเองว่าจินมันคงโตมาในประเทศตะวันตก ไม่ก็ถูกพ่อกับแม่เลี้ยงมาแบบนั้นมันเลยถนัดแสดงความรู้สึกทางการสัมผัส
แต่ผมไม่ใช่
โอเคว่าแม่อาจจะกอดจะหอมเป็นประจำ พ่อก็ทุกครั้งที่กลับบ้าน แต่ไม่ใช่กับคนนอกครอบครัวแบบมัน ถูกทำอะไรแบบนั้นทีไรผมใจคอไม่ดีทุกที ไม่ใช่รู้สึกไม่ดีแต่มันใจหวิวแปลกๆ แถมบางครั้งยังเกิดอาการปัญญาอ่อน พูดไม่เป็นคำซะอย่างนั้น ผมคิดดูแล้วว่าไม่อยากจะให้มันลุกลามไปมากกว่านี้เลยตั้งใจไว้อย่างแน่นอนว่าจะให้มันเลิกทำแบบนั้นให้ได้
แล้วนายไม่พอใจอะไร
บอกไปแล้วมันจะได้อะไรขึ้นมา
ไม่บอกแล้วจะรู้ได้ยังไง คิดอะไรอยู่ก็บอกมาสิ เผื่อฉันจะช่วยได้
นายแน่ใจว่าพูดแล้วจะทำได้ ผมย้อนถาม เงยหน้ามองมันแล้วก็แกล้งหันหน้าหนี จินเดินมาดักหน้า ทำท่าจะแตะคางผมให้หันไปหาแต่ผมหลบทัน
ฉันไม่อยากให้นายทำแบบนี้อีก อีกฝ่ายทำหน้าเหมือนไม่เข้าใจ
แบบไหน
ฉันไม่ชอบให้ใครมาแตะตัวฉัน ไม่ได้รังเกียจนะ แต่มันไม่ชิน นายเป็นผู้ชาย ฉันก็เป็นผู้ชาย ไม่คิดว่ามันแปลกบ้างหรือไงที่จะมากอดกัน หอมแก้มกัน ทำอะไรแปลกๆกันแบบนี้ จินชะงักไปตั้งแต่ผมโพล่งประโยคแรกพ้นปาก จนผมพูดจบไปแล้วมันก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะสาวความต่อจากนั้น ตามันยังคงมองผมนิ่ง ปากเม้มนิดๆ เล่นเอาผมชักป๊อด หรือมันจะคิดว่าผมตีต้นไปก่อนไข้วะ
นายเข้าใจหรือเปล่า
เข้าใจ
โกรธหรือเปล่า
โกรธทำไม จินสูดลมหายใจลึก มันวางของไว้เบาะหลังแล้วก็หันมาสนใจโทรศัพท์ต่อ ผมไม่เข้าใจว่ามันจะเอาโทรศัพท์ขึ้นมาดูทำไมแป๊ะอะไรตอนนี้ แต่จินไม่สนใจมันกดๆปิดๆ อยู่แบบนั้นจนพอใจแล้วก็โยนเจ้าเครื่องเล็กเรือนแสนข้ามไหล่ไปหล่นตุ่บที่เบาะหลัง ผมได้แต่อ้าปากค้าง วะ! มันโกรธผมใช่มั้ยเนี่ย
เฮ้ย ทำอะไรน่ะ ผมยื่นมือไปแตะไหล่มันแต่ไอ้คนดีกลับเบี่ยงตัวหนี เล่นเอาผมชะงักไปแทน
ฉันเข้าใจแล้วว่านายไม่ชอบให้ใครแตะ เอาเป็นว่าขอโทษที่ทำให้นายรู้สึกไม่ดีมาตั้งนาน วางใจได้ต่อไปฉันจะไม่ทำแบบเดิมอีก
ฉันไม่ได้รู้สึกไม่ดี แค่รู้สึกว่ามันแปลกๆ นี่......นายอย่าโกรธสิ ถ้านายเข้าใจจริงอย่างที่พูดแล้วทำไมต้องทำหน้าไม่พอใจแบบนี้ล่ะ
ฉันรับรู้ว่านายไม่ชอบการสัมผัส แต่ไม่ยอมรับเหตุผลที่นายบอก การเป็นผู้ชายเหมือนกันไม่ได้ทำให้ฉันรู้สึกแย่เมื่อเราสัมผัสอีกฝ่าย ฉันไม่เคยเก็บเอาเหตุผลงี่เง่าข้อนั้นมาคิด ถ้าจะกอดก็หมายถึงว่าฉันอยากกอด ฉันทำแล้วรู้สึกดี เหตุผลอื่นฉันไม่สนใจ แต่ถ้าการกระทำแบบนั้นมันไม่ได้ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกเหมือนกัน ฉันก็จะหยุด.....อย่างที่นายต้องการ
ผมจำไม่ได้ว่าตัวเองตอบไปว่าอย่างไร รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่ยืนมองท้ายรถจินลับหายไปจากเนินถนน ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่สามารถจะเปล่งเสียงใดๆออกมาจากลำคอได้ มันทั้งตื้อและตันจนร้าวไปหมด ผมพาร่างของตัวเองเข้าบ้าน โชคดีที่ไม่มีใครอยู่ผมเลยไม่ต้องตอบคำถามของแม่หรือน้องในเวลานี้ ถึงห้องได้ก็ทิ้งทุกอย่างลงจากมือ ล้มตัวลงนอนเหมือนเหนื่อยแสนสาหัส แปลกใจตัวเองเหมือนกันที่ทำไมไม่รู้สึกดีใจอย่างที่ควรเป็น ผมเป็นคนต้องการให้จินทำแบบนี้เอง เพราะรู้สึกอึดอัดแปลกๆเลยไม่อยากให้อีกฝ่ายเข้ามานัวเนียมากเกิน พอบอกออกไปแล้วหมอนั่นเข้าใจและยอมให้ง่ายๆ ผมกลับไม่ได้โล่งใจอย่างที่นึก
ตรงกันข้าม
ใจผมมันอึมครึมเหมือนมีหมอกคลุมอยู่เต็มไปหมด มองอะไรไม่เห็น แม้แต่จะหายใจยังลำบาก อึดอัดจนอยากระบายออกมาสักทาง สุดท้ายผมก็ได้แต่นอนหลับตา ปล่อยน้ำตามันไหลไปเรื่อยๆ ไม่เช็ดออก ไม่สะอื้น ไม่คร่ำครวญ
ผมไม่รู้ว่าตัวเองกำลังเป็นอะไร.....
ใกล้สอบปลายภาคเข้าไปทุกทีแล้ว พวกเราต่างก็วุ่นวายกับการทำรายงานส่งอาจารย์และอ่านหนังสือเตรียมสอบ ห้องสมุดทั้งของคณะและของมหาวิทยาลัยคึกคักไปด้วยเหล่านิสิตที่ไปจับจองพื้นที่ในการทบทวนวิชาความรู้ที่เรียนมาตลอดเทอม ผม ฮิโรกิและยามะพีเบื่อที่จะไปแย่งชิงที่นั่งกับคนอื่นๆเลยเลือกที่จะนั่งทำงานกันที่โต๊ะประจำในตอนเย็นทุกวัน รายงานตัวสุดท้ายส่งถึงมืออาจารย์ไปแล้ว ตอนนี้เหลือเพียงแค่ติววิชาที่ต้องสอบเท่านั้น แล้วผมก็มีวิชาที่เป็นปัญหาเยอะเสียด้วยสิ มันเยอะซะจนช่วยทำให้ผมลืมเรื่องบางเรื่องในใจไปได้โดยไม่รู้ตัว
ตั้งแต่วันนั้นผมก็ไม่ได้เจอจินอีกเลย
น่าหัวเราะที่จะบอกว่าเหมือนชีวิตมันขาดอะไรไปสักอย่าง ขาดไปอย่างน่าเจ็บใจ ทั้งที่มันควรจะเป็นความสบายใจที่ชีวิตผมจะกลับเข้าสู่ระบบเดิม ตื่นเช้า ปั่นจักรยานมาขึ้นรถไฟ เรียนหนังสือ คุยกับเพื่อน เที่ยวกับสาวๆ แล้วก็กลับบ้านนอน เหมือนเดิมทุกอย่าง.....อย่างเดียวที่เปลี่ยนไปคือหัวใจของตัวเอง
ผมไม่มีความสุข
เอ้า เหม่อ เหม่อ คุณชายคาซึยะคร้าบบบบ เหม่อไปถึงไหนแล้วคร้าบบบ
ผมถอนใจเฮือกใหญ่ มองเจ้าคนทักเหมือนจะรำคาญแต่ก็ไม่จริงจังนัก ยามะพีกำลังคาบขนมปังแท่งไว้ในปาก เจ้าปลาทองมันไปค้นผ้าคาดผมสีส้มแสบตามาจากไหนก็ไม่รู้คาดหน้าผากไว้ ในมือมีเล็คเชอร์ของวิชาที่เจ้าตัวอาสาจะเป็นคนติวให้ เหตุผลง่ายๆก็เพราะว่าวิชานี้ยามะพีทำคะแนนเก็บได้ดีกว่าใครในชั้นปีควบคู่กับฮิโรกิ ส่วนผมนั้นปานกลางค่อนไปทางต่ำ
จะติวไหม ไอ้วิชาการใช้เหตุผลเนี่ย มัวแต่เหม่อเดี๋ยวให้อ่านเองนะ
ก็ติวมาตั้งนานแล้ว ขอพักหน่อยสิ
นาน แค่ครึ่งชั่วโมงเนี่ยนะนาน จะบอกให้นะถ้าเอาเวลาที่นายนั่งเหม่อไปทางนู้นน.... ปากบวมๆนั่นทำบุ้ยใบ้ไปทางคณะสถาปัตย์ มาลบกับเวลาที่นายเอาแต่ถอนหายใจ มันจะเหลือเวลาที่นายตั้งใจฟังฉันตั้งเท่านี้แน่ะ ไอ้เพื่อนตัวดีมันจิกหัวแม่มือกับข้อนิ้วชี้ได้อย่างน่าตบกะโหลก ผมดีดหน้าผากมันไปทีหนึ่ง โทษฐานช่างประชดประชันแล้วก็สังเกตเพื่อนดีเกินไป
พูดมาก
เหอะ แทงใจดำแค่นี้ทำเป็นลงไม้ลงมือ เดี๋ยวปั๊ดจูบเลบนี่
กล้าหรือยามะ ไม่กลัวลูกศิษย์งอนเอาหรือ ฮิโรกิแทรกขึ้นยิ้มๆ ผมมองรอยยิ้มของฮิโระแล้วก็หันไปมองสีหน้าของยามะ เจ้านั่นกำลังเบะปาก เปิดหนังสือพั่บๆ เหมือนไม่รู้ความนัยของสายตาฮิโรกิ ผมหยุดคิดไม่นานก็ขยับเข้าไปใกล้ ถามเสียงหวานเจี๊ยบ
ยามาชิตะคุง มีเรื่องอะไรที่ยังไม่ได้บอกเพื่อนหรือเปล่าจ๊ะ
ไม่มี
แน่ใจ
เออ
ไม่บอก เดี๋ยวไปสืบเองนะ นายก็รู้ เรื่องแบบนี้น่ะไม่เหนือบ่ากว่าแรงของท่านคาเมะคนนี้หรอก ว่าไง....ลูกศิษย์คนนั้นเป็นใครบอกมาซะดีๆ ยามะจิ๊ปากแถมด้วยอาการฮึดฮัดน่าหมั่นไส้มากในสายตาผม มันค้อนฮิโรกิแล้วก็ตอบเหมือนเสียไม่ได้
ลูกศิษย์ก็คือลูกศิษย์สิ นายอย่าบ้าจี้ตามฮิโระมันไปหน่อยเลยน่าคาเมะ เสียเวลาอ่านหนังสือโดยใช่เหตุ มัวแต่ถามมากเดี๋ยวฉันจะไปตามพวกพี่สถาปัตย์มาติวให้แทนนะ ผมทุบไหล่มันดังปึ่ก ไม่อยากจะบอกเลยว่าตอนที่มันเอ่ยพาดพิงถึงคนกลุ่มนั้น ใจผมดันกระตุกวูบ บ้าจริงๆเลย ผมแย่งกล่องขนมมาจากยามะ ตีหน้านิ่งเมื่อเห็นสายตาอีกสองคู่จับจ้องมา
จะว่าไปก็ไม่เห็นรุ่นพี่จินมาช่วงหนึ่งแล้วนะ หายไปไหนของเค้าน่ะคาเมะ
ถามฉัน ฉันจะไปถามใครล่ะ ผมสั่นหน้า แทะแท่งขนมปังต่ออย่างเมามัน ยามะยังไม่ได้คำตอบที่พอใจก็ยังไม่ยอมเลิกรา ก็ปกติเห็นนายเดินตามกันต้อยๆ นึกว่ารู้
ไม่รู้ แล้วก็ไม่ได้ตามด้วย อยากรู้ก็ถามฮิโระสิ เผื่อรุ่นพี่นิชิกิโดจะบอกอะไรบ้าง
พูดไปแล้วผมเองก็อดไม่ได้ที่จะรอฟัง เพราะหลังจากวันนั้นก็ไม่ได้ข่าวคราวของจินอีกเลย จะออกปากถามเพื่อนก็ไม่กล้าเดี๋ยวมันจะแซวเข้าให้อีก พอยามะเปิดประเด็นมาผมเลยลากไปทิ้งไว้บนตักฮิโรกิแล้วก็รอลุ้นไปในตัว เจ้าเพื่อนหน้าหวานยิ้มสวย
พวกเค้าก็ยุ่งกับเรื่องสอบนี่แหละ
เหรอ แอบผิดหวังนิดๆที่คำตอบมันช่างสั้นไม่สาแก่ใจ ผมถอนใจเบาๆ เงยหน้าขึ้นมาก็เจอดวงตาวิบวับของฮิโรกิกับยามะพี อะไรอีกล่ะคราวนี้
คิดถึงรุ่นพี่จินหรือคาเมะ
คิดถึงทำไม ทำไมฉันต้องคิดถึงไอ้หมอนั่นด้วย ไม่ได้คิดถึง
อย่ามาปากแข็งไปหน่อยเลย เผลอทีไรเป็นต้องมองไปทางสถาปัตย์ทุกครั้ง เพื่อนไม่ได้ตาบอดนะคาเมะ ตกลงทะเลาะอะไรกัน ช่วงนี้ถึงได้ซึมเป็นผีตายแบบนี้ โอ้ ฟังปากคอฮิโรกิเสียก่อนครับท่าน ตีตรงประเด็นไม่มีเลี้ยว ไม่มีอ้อมให้คนถูกถามได้มีช่องเร้นหลีกได้เลย ผมเม้มปากแน่น ใจหนึ่งก็อยากจะเล่าให้ฟังแต่มันติดที่ว่าไม่รู้จะเริ่มตรงจุดไหนนี่สิ.ก็มันมากมายจนผมหาจุดเริ่มต้นไม่ได้นี่นา
ก็ไม่ได้ทะเลาะกัน หมอนั่นคงยุ่งกับเรื่องเรียนอย่างที่ฮิโระบอกนั่นแหละถึงได้ไม่ค่อยโผล่มา อีกอย่างเขาเข้ามาเกี่ยวข้องกับเราเพราะเรื่องรายงาน พอหมดเรื่องให้ช่วยแล้วก็คงจะกลับไปอยู่กับพวกเพื่อนๆเหมือนเดิม ก่อนหน้านี้พวกเราก็อยู่โดยไม่เกี่ยวข้องกับพวกนั้นอยู่แล้วไม่ใช่หรือ
นายสิไม่เกี่ยว พวกเราเกี่ยวกับพวกนั้นมาตั้งแต่ก่อนเข้ามาเรียนที่นี่แล้วไอ้เต่า
หมายความว่าไง
ช่างเถอะ ฮิโระยกมือห้ามทัพก่อนที่ยามะจะงับหัวผมเข้าให้ แล้วก็ประกาศิตให้ยามะลุกไปซื้อน้ำมาเติมเพราะระหว่างที่เราพักยกเถียงเรื่องนอกบทเรียนกันอยู่นั้นเจ้าปลาทองมันก็ซดน้ำลงคออึกๆตลอดเวลา กว่าฮิโรกิจะกันมาหาน้ำกิน ทั้งชา ทั้งน้ำอัดลม ทั้งน้ำเปล่าก็หมดเกลี้ยงทุกกระป๋องไปเรียบร้อยโรงเรียนปลา
ยามะพีมันพูดแปลกๆ หมายความว่าไงเหรอฮิโระ ผมถามขึ้นเมื่อเห็นว่ายามะไปไกลเกินรัศมีที่จะได้ยินแล้ว ฮิโรกิชำเลืองมองมาก่อนจะยักไหล่ อย่าไปเอาอะไรกับมันมากเลย คนกำลังมีความรักก็พูดไปเรื่อยเปื่อย
ความรัก ผมตะเบ็งเสียงลั่นลานม้าหินอ่อน เล่นเอาสาวๆแถวนั้นสะดุ้งโหยงกันเป็นแถบ อะไรกันวะเนี่ย ปล่อยให้ห่างหูห่างตาแค่ช่วงเดียว เล่นมีแฟนมาเย้ยเพื่อนเลยเรอะ ผมขยับเข้าไปใกล้ฮิโระ ฝ่ายนั้นเห็นผมตกใจจนตาโตก็ยิ่งยิ้มกว้าง ยามะพีไปมีความรักกับใคร
น้องมอปลาย
เฮ้ย เล่นเด็กเลยเรอะ
ใช่ ลูกศิษย์ที่เจ้าตัวสอนพิเศษให้นั่นแหละ
อ๋อ เพราะแบบนี้เองเล่าถึงได้ไม่อยากเล่าให้เราฟัง ตามอะไรก็ลื่นไปได้เรื่อยๆ ชะ ไอ้วัวแก่ริจะกินหญ้าอ่อน ผมเข่นเขี้ยว ถึงว่าช่วงนี้ดูยามะพีมันไม่ค่อยโทรคอยเช็คว่าผมจะไปไหนยังไง แถมยังไม่ค่อยนัวเนียเหมือนเก่าที่แท้ก็กลัวว่าข่าวจะลอยไปถึงหูลูกศิษย์สุดที่รักนี่เอง
เค้าแก่อ่อนกว่ากันแค่ปีเดียว จะมาวัวแก่อะไรเล่า
ตัวเลขมันไม่สำคัญหรอกฮิโระ สิ่งสำคัญคือสถานภาพต่างหากล่ะ ฮ่าๆๆ นิสิตมหาวิทยาลัยกับเด็กมอปลาย แหมะ แค่พูดขึ้นมาลอยๆ คดีพรากผู้เยาว์ก็มาเห็นๆแล้ว ฮิโรกิเท้าคาง มองมายิ้มๆก่อนจะท้วงว่า
แล้ว......พวกรุ่นพี่ปีห้าที่มาชอบน้องปีหนึ่งล่ะ เป็นวัวแก่ด้วยหรือเปล่า
ก็ไม่เห็นแปลก เรียนมหาวิทยาลัยกันหมดแล้ว ถือว่าเป็นผู้ใหญ่แล้ว
เหรอ เข้าข้างกันจังนะ
ฮิโรกิว่าแล้วก็หัวเราะแผ่วๆ ผมงงไปแวบเดียวแต่ด้วยความฉลาดที่มีมาตั้งแต่ในท้องแม่ก็ทำให้เข้าใจในวินาทีต่อมาทันที เฮ้ยยยย ไม่เกี่ยวนะ ฉันไม่ได้หมายถึงจิน แค่.....แค่.........
แค่คิดไปแบบนั้น แค่พูดไปตามที่คิด แต่ทำไมผมต้องคิดไปถึงไอ้หล่อนั่นด้วย เวร รู้สึกเหมือนผมเพิ่งโดดลงหลุมที่ตัวเองเป็นคนลงมือขุดเองยังไงไม่รู้ ผมโบกมือไปมา เห็นฮิโรกิเอาแต่ยิ้มก็เลยคร้านจะแก้ตัว ยามะพีกำลังเดินกลับมา ผมต้องรีบสืบเรื่องของมันให้ได้ก่อน
ทางโน้นเค้าตกลงคบด้วยแล้วหรือ
ใช่ เค้าก็คงชอบยามะอยู่บ้างล่ะมั้ง เพื่อนเราก็หน้าตาท่าทางดีออก แถมที่บ้านยังเป็นเจ้าของโรงพยาบาลอีก สมบูรณ์แบบขนาดนี้ไม่รักได้ไง ผมไม่สงสัยข้อนั้น แต่ที่มันติดอยู่ในใจคือเรื่องที่ทำให้ทั้งสองคนไปเจอกันได้นี่แหละ
ใช่ สมบูรณ์แบบแล้วทำไมถึงยังต้องไปสอนพิเศษ
อยากรู้ก็ไปถามรุ่นพี่จินดูสิ
หมายความว่าไง จินมาเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ยังไง
ฮิโรกิไม่ตอบ ยามะพีก็กลับมาถึงโต๊ะพอดี ผมอยากจะเขย่าแขนฮิโระเอาความกระจ่างให้หายคาใจแต่ก็ยังเกรงใจตาที่ชำเลืองมองมาอย่างสงสัย ยามะมันใจดีก็จริงแต่เวลาน่ากลัวขึ้นมาก็โหดใช่น้อย หากมันรู้ว่าผมแอบซอกแซกเรื่องส่วนตัวที่มันพยายามปิดหนักหนาล่ะก็ เจ้าปลาทองได้เล่นงานผมจนแก้มช้ำแน่ๆ
ผมนั่งมองยามะพีคุยกับฮิโรกิเงียบๆ น่าแปลกที่ผมไม่ได้น้อยใจที่อีกฝ่ายทำเหมือนมีความลับทั้งที่เป็นเพื่อนกัน ผมกลับเข้าใจทั้งที่ไม่ต้องให้ใครมาอธิบายเลย ในเรื่องของหัวใจนั้นบางครั้งมันก็คงต้องรอจังหวะและความเชื่อมั่นอีกหลายอย่างก่อนจะเอ่ยปากบอกใครออกไป สิ่งเดียวที่ติดอยู่ในใจผมคือ อาคานิชิจิน มาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ได้อย่างไรเท่านั้น
เหลืออีกเพียงหนึ่งสัปดาห์พวกเราก็จะต้องเริ่มสอบในตารางตัวแรกกันแล้ว อ่านหนังสือมาเกือบเดือนมาถึงโค้งสุดท้ายนี้พวกผมเริ่มมองเห็นอนาคตของแต่ละวิชากันขึ้นมาบ้างแล้ว ยามะพีน่ะผ่านฉลุยดีไม่ดีอาจได้เอช้วนกันทุกวิชา ฮิโรกิมีบางตัวที่เจ้าตัวบอกว่าไม่ค่อยชัวร์ ส่วนผมไม่ชัวร์มันแม่งแทบทุกวิชา ถึงตอนนี้ก็ยังจำไม่ได้เลยว่าตัวเองเรียนอะไรไปบ้างในหนึ่งเทอมที่ผ่านมา หนังสือกองใหญ่ที่อ่านผ่านสายตาไปมันเริ่มทำพิษ เนื้อหาทั้งหมดมันกำลังเดินสวนกันไปสวนกันมาในหัวผม บอกตามตรงว่าถึงจะอ่านมาครบทุกตัวแต่ก็ไม่มั่นใจว่าถ้าเจอข้อสอบจริงๆผมจะนึกคำตอบออกไหม
บางวิชาดีหน่อยที่ได้อ่านแค่ของครึ่งเทอมหลัง แต่บางวิชาอาจารย์จะเอาเนื้อหาตั้งแต่ต้นเทอมมาออก ผมเลยต้องย้อนกลับไปอ่านใหม่ตั้งแต่ต้น ใครอย่าคิดว่าเรียนสายภาษาแล้วจะสบาย แค่ตำราก็ปาเข้าไปเป็นสิบๆเล่ม แล้วแต่ละเล่มนั้นก็ได้มาตรฐานที่ว่าสามารถโยนใส่หัวหมาแค่เบาๆก็แตกได้เลยทีเดียว
ทำไงดีวะ ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป มีหวังได้กินซีเป็นแถวแน่ อาการเครียดของผมเริ่มปรากฏพร้อมกับฮิโรกิที่นั่งทำหน้าเรียบอยู่ข้างๆ ผมสังเกตว่าฮิโรกิกำโทรศัพท์ในมือแน่น หลังจากพยายามโทรออกหลายครั้งแล้วไม่เป็นผลสำเร็จ ดูเหมือนจะไม่มีคนรับสาย
ทำอะไรน่ะ สุดท้ายผมก็อดปากไม่ได้ตามเคย
โทรหาเรียว บอกให้เราเป็นคนโทรแล้วไม่ยอมรับสายแบบนี้ สงสัยอยากมีเรื่อง
ใจเย็นน่า อาจกำลังติดธุระด่วน ใกล้สอบแบบนี้พวกรุ่นพี่ปีสุดท้ายก็ต้องยุ่งเป็นธรรมดาอยู่แล้ว เดี๋ยวก็โทรกลับมาเองแหละ ฮิโรกิถอนใจพรืด ยังไม่ยอมเลิกโทร
ไม่ได้ พวกนั้นส่งโปรเจ็คจบไปเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่นี้ไปก็เหลือแต่ทำเรื่องขอจบ เรารอไม่ได้หรอก เวลามันไม่ได้รอพวกเราไปด้วยนะคาเมะ ผมปิดหนังสือในมือลง ก็พูดถึงพวกรุ่นพี่นิชิกิโดอยู่ดีๆ แล้วมันมาเกี่ยวอะไรกับเวลาของพวกผมด้วยล่ะ งงครับงานนี้ งง
ฉันนัดเรียวไว้ว่าจะให้ติวให้พวกเราทั้งอาทิตย์ แต่จะมานั่งเรียนตรงนี้มันก็สะดุดตาคนเกินไป ห้องสมุดที่ไหนๆก็ไม่ว่าง เรียวเลยว่าจะลองขอให้ห้องสภาฯของสถาปัตย์ดู แล้วให้ฉันโทรไปหาวันนี้ แล้วดูสิ ไม่ยอมรับสาย บ้าจริง คนยิ่งร้อนใจอยู่
อ๋อ ผมลากเสียงยาวก่อนจะหุบปากฉับ
ถ้าไปติวข้างบนนั่นก็ต้องเจอพวกนั้นน่ะสิ
แล้วมีปัญหาหรือไง หรือไม่เอา ไม่อยากติว ฉันจะได้ไปคนเดียว แล้วถ้าเกิดอาจารย์แจกหมาแจกแมวให้ไปเลี้ยงในทรานสคริปท์ก็อย่ามาว่ากันทีหลังนะ โหย ผมยังไม่ทันได้แย้งอะไร ฮิโรกิก็ใส่เอาๆ แถมยังทำตาดุขู่อีกแน่ะ คนเรานะ หงุดหงิดเรื่องแฟนไม่รับโทรศัพท์ก็บอกมาตรงๆเถอะ ไม่เห็นต้องเอาเรื่องเกรดมาอ้างเลย งอน งอน งอน
ไม่ต้องมาทำปากยื่นแถวนี้ เก็บเอาไว้ทำให้ติวเตอร์นายดูเถอะไป
แม่คนที่สองของผมท่านว่าอย่างนั้นแล้วก็ลุกพรวดออกไปยืนซะห่าง สงสัยปลายสายจะมีคนรับโทรศัพท์แล้วหน้านิ่งๆเมื่อครู่เลยดูมีฟีลอ่อนๆหวานๆขึ้นมาหน่อย โธ่ ผมก็คิดว่าฮิโรกิจะโกรธจนต้องเฉ่งใส่รุ่นพี่นิชิกิโดทันทีที่ทางโน้นรับสายเสียอีก ที่ไหนได้ ก็ยังเรียวจังๆเหมือนเดิม
โอเค ไปกันได้แล้ว
ตกลงงานนี้ผมจะมีรุ่นพี่นิชิกิโดเป็นคุณครูสอนพิเศษให้ใช่ไหมเนี่ย น่าอิจฉายามะพีรายนั้นมันผ่านฉลุยทุกงาน หลังจากติววิชาที่ตัวเองถนัดที่สุดให้แล้วมันก็วิ่งโร่ไปสอนพิเศษให้เด็กน้อยที่บ้านของเค้าโดยไม่สนใจชะตากรรมในวันข้างหน้าของเพื่อนเลย คิดแล้วก็แค้นไอ้เพื่อนทรยศ เจอหน้าคราวหน้าผมกะว่าจะสร้างความร้าวฉานเอาให้น้องเค้าโกรธมันไปสักปี
เมื่อตกลงกันเป็นที่แน่นอนแล้วว่าเรียวจังของฮิโรกิจะเปิดคอร์สพิเศษให้เราในห้องสภาฯ หนึ่งในหลายอย่างที่เราจำเป็นต้องทำก็คือ การเดินขึ้นบันไดแดง ผมแหงนหน้าคอตั้งบ่ามองฮิโรกิที่เดินลิ่วๆขึ้นไปด้วยสีหน้าไม่สะทกสะท้านแล้วก็สรุปในใจ ลงแบบนี้แสดงว่าใช้ทางนี้บ่อยถึงได้ดูคุ้นเคยตั้งแต่บรรณารักษ์ด้านนอกจนถึงบันไดทุกขั้นของตึก ซึ่งมันก็มีทางเป็นไปได้อยู่แล้วฮิโรกิสนิทสนมกับนิชิกิโด เรียวหนึ่งในสมาชิกสภาฯ แถมว่างไม่ได้ต้องมาหารุ่นพี่หน้าดุคนนั้นที่นี่ ปีนบ่อยเข้าคงชิน ไม่เหมือนเขาที่ผ่านมาแต่สามชั้นก็หอบจนลิ้นห้อยแล้ว
เหลืออีกหนึ่งชั้น
ผมหอบหายใจแรงไม่แน่ใจว่าถ้าขึ้นไปถึงห้องเรียนแล้วตัวเองจะยังมีแรงจับปากกาเรียนอีกหรือเปล่า กำลังตะเกียกตะกายตามฮิโรกิขึ้นไปก็แว่วได้ยินเสียงเพื่อนรักกำลังคุยกับใครก็ไม่รู้แว่วมาตามลม ผมสูดลมหายใจลึก โผล่ขึ้นไปยืนบนบันไดขั้นสุดท้ายได้ก็สบถออกมาเบาๆ
อ่ะ ช้าจังเลยคาเมะ เดี๋ยวเรียวจังจะรอนานนะ
อ้าว ไม่ได้คุยกันอยู่หรือ
ใครคุยกับใคร ผมส่ายหน้า ไม่รู้
อะไรของนาย เหนื่อยจนหูเฝื่อนไปแล้วหรือไง ผมเทคอากาศเข้าปอดไปเต็มๆ ก่อนจะพูดต่อ ก็ฉันได้ยินเสียงฮิโระคุยกับใครก็ไม่รู้ นึกว่ารุ่นพี่เรียวจะเดินออกมารับน่ะสิ
เรียวจังน่ะนะจะทำแบบนั้น ผมเห็นนะว่าฮิโรกิอมยิ้มแปลกๆ ขี้เกียจจะตีความหมายในอวัจนภาษานั้นให้เปลืองแรงมากขึ้นอีก ตกลงว่าที่ได้ยินเมื่อกี้เป็นเพราะผมเหนื่อยจนหูเฝื่อนไปเองก็แล้วกัน
เราเดินฝ่าสายลมและแสงแดดไปถึงหน้าห้องสภาฯ ฮิโรกิเคาะประตูสองสามทีคนข้างในก็มาเปิดให้พร้อมรอยยิ้มกว้าง รุ่นพี่ทานากะ โคกินั่นเอง
เข้ามาสิ พวกนั้นกำลังรอกันอยู่เลย ไง คาเมนาชิคุง ไม่เจอกันนานเลยนะ
ผมยิ้มตอบ เพราะความเหนื่อยเลยทำให้หัวใจยังเต้นแรงไม่หาย พอได้เข้ามาในเขตอันตรายแบบนี้มันก็ยิ่งตื่นเต้น ถ้าก้าวเข้าไปในห้องแล้ว....ผมจะเจอใครบางคนหรือเปล่า แล้วถ้าเจอผมจะต้องทำหน้ายังไง ต้องทักยังไงจินถึงจะยอมทักตอบ จะทำเป็นเคืองที่จินไม่ยอมติดต่อไปหรือจะทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้วก็คุยกับจินเหมือนทุกครั้งที่เจอ เอาไงดีวะ
คาเมะ เหม่ออะไรอยู่ เข้ามาได้แล้ว
อ๊ะ โทษที
ผมรีบเดินตามเข้าไปตรงโต๊ะกลางห้องที่เคยเป็นที่ประชุมของสมาพันธ์กีฬาบัตรมีกองหนังสือวิชาที่พวกผมต้องใช้ตั้งรออยู่ นี่ขนาดจะติวกันแค่สองสามตัวพื้นรอบตัวยังแทบจะไม่มีที่ว่างให้คนนั่งถ้าติวทุกวิชามีหวังคงได้นั่งติวกันบนกองหนังสือแน่ๆ ผมเห็นแล้วก็เกิดความรู้สึกเกรงใจขึ้นมาในบัดดล
ฮิโระ ทำแบบนี้จะรบกวนพวกรุ่นพี่เค้าหรือเปล่า
ไม่รู้สิ ฮิโรกิตอบตามตรง ร่างสูงเพรียวเดินเข้าไปนั่งกับพื้น หยิบหนังสือมาเปิดๆ ปากก็ถามรุ่นพี่ทานากะอย่างคุ้นเคย โคคิคุง หนังสือพวกนี้เอามาจากไหนหรือครับ
....อ่า....บ้านเพื่อนน่ะ พอบอกไปมันก็ให้เด็กขนมาให้เมื่อตอนกลางวันนี่เอง
ฮิโรกิมองหน้าคนพูดก่อนจะร้องอ๋อเบาๆ ผมมองคนนั้นคนนี้ ท่าทางการติวก่อนสอบของพวกผมมันจะเป็นเรื่องใหญ่กว่าที่คาดไว้เยอะ สมาชิกทั้งสภานิสิตของสถาปัตย์ถึงได้มีส่วนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเกือบทั้งหมด เราสองคนนั่งลงเรียบร้อยแล้ว นิชิกิโด เรียวก็เดินยิ้มออกมาจากด้านใน รุ่นพี่หน้าดุแต่ใจดีของฮิโรกิเลกคิ้วนิดๆเมื่อเห็นผมนั่งอยู่ข้างฮิโระ
อ้าว ตกลงจะติววิชาเดียวกันหรือ
ก็....มั้งครับ....ผมแล้วแต่ฮิโรกิ
คนละวิชา ขืนติววิชาเดียวกันซ้ำไปซ้ำมาก็ไม่ทันกันพอดี วิชาที่คาเมะเข้าใจแล้วก็ไม่ต้องมานั่งฟังกับเราหรอก เดี๋ยวจะเสียเวลา คาเมะไปติวตัวที่ไม่เข้าใจก่อนเถอะ ถ้าติวจบทั้งอาทิตย์แล้วยังมีเวลาเหลือค่อยมาทวนด้วยกัน
ความคิดของฮิโระช่างล้ำเลิศ แต่ขอโทษเถอะ ประโยคนี้มันน่าจะเป็นผมที่พูดมากกว่า วิชาที่ฮิโระเข้าใจแล้วก็ไม่ต้องมานั่งฟังกับเราหรอก เดี๋ยวจะเสียเวลา แบบนี้ถึงจะถูก เพราะฮิโระน่ะมีวิชาที่ทำคะแนนได้ดีมากกว่าผมตั้งหลายตัว ขืนให้ฮิโรกิมานั่งติวกับผมด้วยเขาก็ต้องเสียเวลาฟังเรื่องที่เข้าใจดีอยู่แล้ว เอาเราสองคนมารวมกัน สอนกันทั้งอาทิตย์ก็คงไม่พอ
แล้วเอาไง รุ่นพี่เรียวจะสอนพร้อมกันสองคนได้เหรอ
ใครบอกว่าจะทำแบบนั้นเล่า ฮิโรกิว่า ชี้ไปห้องด้านใน
อาจารย์คาเมะรออยู่ในห้องโน้น ไม่รีบเข้าไปเดี๋ยวอาจารย์เปลี่ยนใจไม่สอนไม่รู้ด้วยนะ ห้องโน้นคือห้องที่อยู่หลังฉากกั้น ผมจำได้ว่าเคยเข้าไปปลุกใครบางคนที่แกล้งหลับอยู่ในนั้น นอกจากเตียงเดี่ยวหนึ่งเตียงกับเครื่องอำนวยความสะดวกอีกสองสามอย่างแล้วผมก็ไม่เคยจำได้ว่ามันจะมีอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับการเรียนการสอนอยู่ในนั้นเลยสักอย่าง แล้วที่สำคัญ ไอ้คนที่จะมาเป็นอาจารย์ผมนั่นน่ะ ดูเหมือนจะไม่ใช่ใครที่ไหนอีกนอกจาก.......
ฉันลงไปข้างล่างก่อนนะ ยูอิจิกับจุนโนะมันรออยู่นานแล้ว สู้ๆนะคาเมนาชิคุง
พี่เหลี่ยมท่านอวยชัยให้พรเรียบร้อยก็เดินผิวปากออกไปจากห้อง ทิ้งผมให้ยืนเสียความมั่นใจอยู่ตรงนั้นคนเดียว ไม่นับอีกสองคนที่กำลังคุยกันเบาๆอยู่ตรงโต๊ะเพราะหลังจากขีดเส้นทางให้ผมเดิน ฮิโรกิก็จำกัดความสนใจอยู่แค่คนข้างตัว เริ่มเข้าสู่บทเรียนเป็นการบอกใบ้ให้รู้ว่า เรื่องต่อจากนี้ นายต้องลุยเองแล้วคาเมะ
เครื่องปรับอากาศในห้องนี้มันก็ทำงานดีนะผมว่า ตอนเดินเข้ามายังรู้สึกว่าเย็นมากอยู่เลย แต่ทำไมตอนนี้เหงื่อมันถึงได้ซึมทั้งขมับแบบนี้เนี่ย ผมยื่นหน้าเข้าไปดูลาดเลาแล้วก็เป็นอย่างที่กลัวจริงๆ ร่างสูงของอาคานิชิ จินกำลังยืนก้มหน้าน้อยๆอยู่หน้าทีวีจอแบน มันไม่ได้ดูทีวีเพราะจอภาพยังมืดสนิทไร้ความเคลื่อนไหว จินเพียงแค่ยืนนิ่ง มองปากกาในมือเหมือนกำลังคิดเรื่องสำคัญอยู่
ผมควรจะให้สัญญาณใช่ไหม
มาแล้วหรือ นั่งสิ มือที่ยกค้างไว้ในอากาศเพราะอีกฝ่ายดันหันมาเห็นผมเสียก่อน อาคานิชิจินเดินมานั่งกับพื้นหน้าโต๊ะตัวเล็ก ผมค่อยเหยียบไปบนพรมเนื้อนุ่ม เข้ามาที่นี่ครั้งที่สองแต่ก็ยังไม่รู้สึกชินแม้แต่น้อย ไอ้ห้องสภาที่หรูหราไม่ผิดกับโรงแรมห้าดาวแถมยังมีประวัติที่ทำให้ผมมองหน้าคนที่นั่งตรงข้ามได้ไม่เต็มตาอีกด้วย
จะเริ่มเลยไหม หรือจะกินอะไรก่อน
ไม่ดีกว่า ผมตอบสั้นๆ ดวงตาคมวับเลยตวัดมอง ฉันหมายถึง....ฉันไม่หิว ไม่ต้องกินอะไรหรอก เริ่มเรียนเลยดีกว่า
ประวัติศาสตร์ศิลปะตะวันตก ภาษาอังกฤษสำหรับการสนทนาเบื้องต้น ลักษณะโครงสร้างไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ แล้วก็การใช้คอมพิวเตอร์เบื้องต้น จะเริ่มตัวไหนก่อนดี
ตัวไหนก็ได้
เลือกเอาสักอย่าง จะเรียนตัวไหน
แล้วมึงจะดุเพื่อ? ผมเม้มปากแน่น อยากจะถามมันออกไปแรงๆแบบที่คิดนั่นแหละแต่ก็ติดที่ว่าตอนนี้ผมต้องพึ่งมันสมองของมันเลยได้แต่ตะเบ็งเสียงตอบโต้ในใจ อะไรกันวะ คนที่ไม่ได้เจอกันมาเกือบเดือนเค้าทักทายกันด้วยสีหน้าท่าทางแบบนี้หรือยังไง เจอหน้ากันยังไม่ทันได้ถามไถ่ทุกข์สุขอะไรก็เอาแต่ก้มหน้าก้มตากับหนังสือ พูดออกมาแต่ละคำก็เย็นชาซะจนอยากทุ่มโต๊ะใส่หัวให้สักที ฉันมาเรียนนะเว้ย ไม่ได้มาอารมณ์เสียเพราะนาย!
ตกลงว่าไง
วิชาการใช้เหตุผลมีไหม อยากเรียน
วิชานั้นยามาชิตะติวให้ไปแล้วไม่ใช่หรือ ทำไมยังอยากเรียนอีก
เรียนกับยามะมันไม่เข้าใจเพราะยามะมันมีเหตุผล อยากเรียนกับคนแถวนี้ เผื่อจะเข้าใจคนไม่มีเหตุผลขึ้นมาบ้าง เจอผมรวนเข้าให้ ไอ้คนดีมันถึงกับถอนใจทิ้ง วางปากกาก่อนจะจ้องหน้าผมนิ่ง เอาสิผมไม่ยอมแพ้หรอก อยากจ้องมาก็จ้องกลับ ทำไม มีปัญหา
วันนี้กินข้าวมาหรือยัง
ถามทำไม
ถ้ายังไม่ได้กินจะได้หาให้กิน ไม่ใช่มานั่งหงุดหงิดแบบนี้
ฉันหงุดหงิดเพราะนายนั่นแหละ เพราะนายไม่เหมือนเดิม เพราะนายทำหน้าดุ นายปากจัด ไม่ยอมลงให้ ไม่เอาใจ ไม่ง้อฉันก่อน เพราะนายคนเดียวเลยอาคานิชิ จิน!
โอเค ถ้าอย่างนั้นบอกมาสิว่าจะให้ฉันทำยังไง
ผมไม่บอก พูดไม่ได้ตอนนี้จะบอกให้ว่าลำคอมันตื้อไปหมด เจ็บแล้วก็ร้าวขึ้นมาจากอกจนแทบหายใจไม่ออก ทำไมวะ ก็แค่ไอ้ผู้ชายทุเรศมันเมินใส่ผมต้องเจ็บขนาดนี้เชียว จินมันเห็นผมเงียบก็ชำเลืองตามองมาแล้วมันก็ทำหน้าแปลกๆ ยังไม่ทันได้รวบรวมความโกรธด่ามันต่อ ไอ้บ้าจินมันก็โผอ้อมโต๊ะมาหา ดึงหัวผมครั้งเดียวหน้าผมก็ไปซุกปุกับไหล่มัน เล่นเอาผมดิ้นพล่าน
ปล่อยเว้ย!
หยุดเดี๋ยวนี้นะ ห้ามร้อง
ไอ้บ้า! ปล่อยฉัน บอกแล้วไงว่าอย่ามาแตะคนอื่นตามใจชอบ
บอกให้เลิกร้องไห้ คาซึยะ ไม่หยุดฉันตีนะ
มันพูดเรื่องอะไรของมัน ใครร้องไห้ ผมหรือ ไม่ใช่หรอก ผมไม่มีทางร้องไห้ให้มันเห็นหรอกแล้วยิ่งเป็นเรื่องของไอ้บ้านี่ด้วย ผมไม่มีวันเสียน้ำตาให้มันเด็ดขาด อาคานิชิจินคิดว่าตัวเองสำคัญยังไงถึงคิดว่าผมจะต้องร้องไห้ต่อหน้ามัน
.
.
.
ขอโทษ ขอโทษทำเอี้ยอะไรล่ะ
ฉันไม่ได้ตั้งใจ อย่าร้องนะ ไม่ได้ตั้งใจแต่มันก็ทำ ไอ้คุณชายบ้ามันทำให้ผมเสียน้ำตาไปแล้ว แถมยังขู่จะตีผมด้วยถ้าผมไม่หยุดร้อง ยังก่อน....รอให้ผมคลายแรงสะอื้นลงก่อน ถ้าพูดเป็นคำได้เหมือนปกติแล้วผมจะด่ามันคืนมั่ง
โกรธมากเลยหรือ เจ้าคนที่กอดผมไว้ถามอยู่ข้างแก้ม ผมผลักอกมันออกเต็มแรง ยกมือป้ายน้ำตาแล้วก็หันหน้าหนีเสีย หางตาเห็นฮิโรกิโผล่มายิ้มเผล่ก่อนจะผลุบหายไปแล้วก็เลยตวัดตามองไอ้ตัวต้นเหตุมันเคืองๆ เสียน้ำตา เสียเวลา หนังสือหนังหาไม่ต้องทบทวนมันแล้ววันนี้
พูดอะไรสักคำสิ
พูดเอี้ยอะไรล่ะ
คาซึยะ พูดดีๆ หยาบคายแบบนี้มันไม่น่ารักนะ
เหอะ ขอโทษ แต่ฉันก็ไม่ได้ต้องการให้ไอ้ประเภทกระแดะฟังคำหยาบไม่ได้มารักหรอก ถอยไป ฉันจะกลับบ้านแล้ว ผมตั้งท่าจะลุกเล็งไว้แล้วว่าถ้ามันขวางทางผมถีบเต็มเท้าแน่ แต่จินมันฉวยเอามือผมไว้ หมอลงแรงจับมั่น บอกด้วยสายตาว่าจะไม่ยอมเหมือนกัน
เราสองคนทำสงครามสายตากันอึดใจใหญ่ แล้วก็เกิดอะไรขึ้นกับสติของผมก็ไม่รู้ เพราะพอจินมันออกแรงรั้งนิดหน่อย ผมถึงได้ยอมนั่งลงตามเดิม
กินขนมก่อนแล้วค่อยอ่านหนังสือกันนะ มันยิ้มอ้อน ผมทำเสียงขึ้นจมูก
เออ!
เฮ้ย ทำไมใจง่ายแบบนี้วะ !
Fanismz ::: ลงในบอร์ดได้หลายวันแล้ว เพิ่งมาอัพในบล็อค ใครเข้าบอร์ดไม่ได้ก็อ่านในนี้นะคะ หนังสือรวมเล่มเรื่องสั้น Insatiable ยังเปิดให้สั่งจองที่ร้าน Yus จนถึงสิ้นเดือนค่ะ ^^
น้องงอนแต่แอบคิดถึงเค้าอ่ะ แล้วยังจะปากแข็งอีก
พลาดแล้วล่ะเมะจัง ดันไปรักคนแบบนี้ กร๊ากๆๆๆ
) อิอิ